Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 5 ตอนที่ 142 ป่วยโดยไม่มียารักษาคือภัยพิบัติ มียารักษาแต่ไม่มีเงินคือหายนะ!

            หลังเดินออกมาจากหงเซ่อเหนียนหัว ซูฮ่าวก็เดินอยู่บนถนนพลางครุ่นคิด


            เหตุผลที่เขามาดื่มกับสวี่ชิงหง ก็เพราะอยากรู้ว่าเธอมีจุดประสงค์อะไร และฐานะที่แท้จริงของเธอคืออะไรทั้งยังถือโอกาสอ่านข้อมูลของกลุ่มบริษัทหลินชื่อ

            สองประเด็นก่อนหน้าเขาได้ทราบแล้ว ส่วนข้อมูลของกลุ่มบริษัทหลินชื่อความจริงแล้วตอนที่เขาพูดคุยกับสวี่ชิงหง เขาก็ได้พลิกเอกสารเหล่านั้นอ่านไปแล้ว 

            แต่ที่ทำให้เขาผิดหวังก็คือ ในข้อมูลนั้นไม่ได้มีปัจจัยร้ายแรง กล่าวคือไม่มีปัจจัยสำคัญอะไรที่จะทำให้กลุ่มบริษัทหลินชื่อต้องประสบกับการขาดทุนครั้งใหญ่

            เขาจึงเลิกสนทนากับสวี่ชิงหงแล้วเดินออกจากห้อง VIP เขาตัดสินใจว่าจะหาหนทางขุดคุ้ยประวัติอันดำมืดของกลุ่มบริษัทหลินชื่อเอง

            เขาเคยคิดที่จะตามหากู้เพ่ยหลิงผู้หญิงคนนี้เคยถูกหลินอีหลุนใช้เป็นอาวุธอยู่หลายครั้ง ไม่รู้ว่าเธอรู้ความลับอะไรที่เกี่ยวกับหลินอีหลุนบ้าง 

            แต่เมื่อความคิดนี้แล่นผ่านสมองของเขา เขาก็รู้ว่าหลินอีหลุนเป็นคนที่มีความคิดซับซ้อน ไม่มีทางที่จะเปิดเผยเรื่องร้ายแรงอะไรออกไปอย่างแน่นอน 

            ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เขาไปถามกู้เพ่ยหลิงแต่อีกฝ่ายก็อาจจะไม่บอกความจริงกับเขา มันจะกลายเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นมากกว่า

            หากจะขอความช่วยเหลือจากหวางเฉิงเทียนก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีประโยชน์

            ตอนนี้มีสวี่ชิงหงเข้ามา และเธอยังเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลสวี่ด้วยหากมีคนที่สถานะยิ่งใหญ่ยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ว่าเรื่องอะไรเขาก็จะให้ความสนใจแก่สวี่ชิงหงเป็นหลัก 

            ซูฮ่าวเป็นคนขอให้หวางเฉิงเทียนตรวจสอบเบาะแสบางอย่าง หวางเฉิงเทียนก็ยังเอาเบาะแสเหล่านี้มอบให้กับสวี่ชิงหงก่อนเลยหากสวี่ชิงหงจะใช้เรื่องนี้มาแบล็กเมล์เขาเขาคงต้องทำงานนี้ไปโดยเปล่าประโยชน์แล้ว

            “ดูเหมือนว่าจะต้องไปรวบรวมเรื่องคาวๆ ในบ้านของหลินอีหลุนเท่านั้นแล้ว” ซูฮ่าวพิจารณาแล้ว สุดท้ายก็คิดว่าวิธีนี้เหมาะสำหรับเขามากที่สุด 

            เขาดูเวลาแล้วพบว่าตอนนี้เพิ่งจะห้าโมงเท่านั้น

            “รอถึงตอนดึกก่อนแล้วค่อยลงมือ ตอนนี้กลับไปบำเพ็ญเพียรต่ออีกหน่อยแล้วกัน”

            เมื่อคิดได้ดังนั้นซูฮ่าวก็เตรียมเรียกแท็กซี่แล้วเดินทางไปบ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋น

            “แย่แล้ว มีคนกำลังจะกระโดดลงจากตึก!”

            ตอนนั้น เสียงตื่นตระหนกตกใจก็ดังขึ้น 

            ซูฮ่าวชะงักไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองทางขวามือพร้อมกับฝูงชนทันที 

            บนชั้นหกของอาคารมีชายคนหนึ่งรูปร่างผอมแห้งเหมือนไม้ขีดไฟยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ

            ใบหน้าของเขาซูบเซียว ซีดขาว เหมือนกับกำลังป่วยหนัก 

            ใต้อาคารนั้นมีคนยืนอยู่จำนวนไม่น้อยตรงหน้าของกลุ่มคนเหล่านั้นยังปูเบาะลมกู้ภัยตำรวจหลายคนคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเป็นกังวล 

            “นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมถึงมีคนจะกระโดดตึกอย่างกะทันหัน?”

            “ฉันคือเพื่อนบ้านของเขา คนนี้มีชื่อว่าเติ้งตง เขากำลังป่วยหนักหมอบอกว่าสามารถรักษาได้ แต่ต้องใช้เงินจำนวนมาก เขาไม่อยากเป็นภาระของครอบครัวดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะกระโดดตึกฆ่าตัวตาย”

            “ป่วยโดยไม่มียารักษาคือภัยพิบัติ มียารักษาแต่ไม่มีเงินคือหายนะ เฮ้อญาติของฉันก็ป่วยหนักและไม่มีเงินรักษา สุดท้ายจึงเลือกที่จะการุณยฆาตทุกคนในครอบครัวต่างรู้สึกเสียใจกันอย่างมาก”

            “น่าสงสารจัง หรือว่าพวกเราบริจาคเงินให้เขาดีไหม?”

            “เขาเป็นโรคลูคีเมีย (มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดไมอิลอยด์) ทุกวันจะต้องทานยาอิมาทินิบหรือยากลีเวค ยาขวดหนึ่งก็ราคาประมาณห้าหกพันหยวนซึ่งมันเป็นราคาที่แพงมาก หลังจากนี้ก็ยังต้องปลูกถ่ายไขกระดูกสันหลังพวกเรามันแค่คนธรรมดา จะเอาเงินมากมายจากไหนไปช่วยเขานอกจากจะขอบริจาคเงินในออนไลน์”

            ………………..

            ผู้คนที่อยู่รอบข้างต่างกระซิบกระซาบกัน ทำให้คนจำนวนไม่น้อยทราบถึงเหตุผลที่ชายคนนี้จะกระโดดตึก 

            ซูฮ่าวได้ยินดังนั้นก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้โรคลูคีเมียเป็นเนื้อร้ายที่จะส่งผลต่อเลือดและไขกระดูก โดยลักษณะพิเศษของมันคือเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่จะเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก  เซลล์เม็ดเลือดขาวเหล่านี้จะสะสมอยู่ในไขกระดูกและยับยั้งการสร้างเลือดปกติที่อยู่ในไขกระดูก

            อีกทั้งแพร่กระจายในเลือดทั่วร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยมีเลือดจางเลือดออกได้ง่าย ทั้งยังมีโรคแทรกซ้อนและติดเชื้อ

            หากเข้าสู่ในระยะลุกลาม สเต็มเซลล์ที่อยู่ภายนอกไขกระดูกก็จะถูกบุกรุกจำเป็นต้องปลูกถ่ายไขกระดูก ไม่อย่างนั้นอีกไม่นานก็จะต้องตาย

            ในตอนที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เงาร่างของคนสองคนก็วิ่งเข้ามาในฝูงชนอย่างบ้าคลั่งดูเหมือนว่าพวกเขาจะเป็นพ่อและภรรยาของคนที่กำลังจะกระโดดตึกคนนั้น

            “ลูกชาย ทำอะไรอยู่น่ะ? รีบลงมาเร็ว!” พ่อของเติ้งตงมีใบหน้าร้อนรน น้ำเสียงสั่นเครือ

            “สามี พวกเราจะหาวิธีจ่ายเงินโรคลูคีเมียนี้ คุณอย่ายอมแพ้นะคะ!” ภรรยาของเติ้งตงน้ำตาคลอเบ้า น้ำเสียงสะอึกสะอื้น เห็นได้ชัดว่าเธอเป็นห่วงเติ้งตงที่กำลังจะกระโดดลงมาจากชั้นหกจริงๆ 

            เติ้งตงที่ยืนอยู่ชั้นบนสุดของอาคาร เหมือนจะได้ยินเสียงตระโกนเรียกของพ่อและภรรยาปลายจมูกของเขารู้สึกแสบร้อนขึ้นมา 

            เขาพยายามควบคุมร่างกายตัวเอง แต่สุดท้ายก็ร้องไห้ออกมาอย่างอดกลั้นไม่ได้ 

            “พ่อครับ ภรรยา พวกคุณไม่จำเป็นต้องมาโน้มน้าวฉันแล้วค่ารักษาของโรคลูคีเมียนี้แพงมาก ครอบครัวของพวกเราจ่ายไม่ไหวแน่นอนน้องชายกับน้องสาวก็สู้กันมาอย่างหนัก พวกเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังได้ในตอนนี้พวกเขาจำเป็นจะต้องใช้เงินมาก ถ้าจะให้พวกเขาเลิกเรียนเพราะฉันเรื่องนี้มันไม่ยุติธรรมสำหรับพวกเขาเลย”

            “ฉันตัดสินใจดีแล้ว นี่คือผลลัพธ์ที่ดีที่สุด พ่อครับ พ่อเป็นโรคความดันสูงหลังจากนี้ก็ดื่มเหล้าให้น้อยๆ ลงหน่อย ภรรยา ตอนนี้เธอยังอายุไม่มาก เธอไปหาคนที่จะแต่งงานด้วยใหม่เถอะนะฉันขอโทษจริงๆ … ”

            คำพูดของเติ้งตงสิ้นหวังมาก พ่อและภรรยาของเขาที่อยู่ด้านล่างก็รู้สึกร้อนรนเหมือนไฟสุมทรวงน้ำตาไหลออกมาเป็นทาง ท่าทางดูโศกเศร้าเสียใจมาก 

            ทั้งสองคนนี้ก็รู้ว่า สภาพคล่องทางการเงินของพวกเขาในตอนนี้ไม่มีทางหาเงินให้เติ้งตงไปผ่าตัดได้แน่นอน 

            แต่ว่าพวกเขาก็ไม่อยากเห็นเติ้งตงตายไปต่อหน้าเช่นนี้ 

            ผู้คนที่อยู่โดยรอบก็น้ำตาไหลออกมา แล้วพูดขึ้นมาว่า 

            “พ่อหนุ่ม เธอยังหนุ่มยังแน่น อย่าเพิ่งยอมแพ้แบบนี้สิ!”

            “นั่นสิ ทุกปัญหาต้องมีทางออก พ่อกับภรรยาของคุณยังไม่ยอมแพ้เลยแล้วทำไมคุณถึงยอมแพ้เองแบบนี้ล่ะ?”

            “จริงด้วย ลงมาก่อนสิ พวกเราค่อยคิดหาหนทางกันคนตายไปมันก็ไม่เหลืออะไรแล้วนะ”

            ………………..

            คำพูดปลอบใจของทุกคนสะท้อนเข้ามาในโสตประสาทของเขาความเป็นห่วงเป็นใยเช่นนี้ ทำให้เขาซาบซึ้ง น้ำตาไหลเต็มใบหน้า 

            แต่เมื่อนึกถึงอาการป่วยของตัวเอง เขาก็กลับไปหดหู่อีกครั้ง 

            “ฉันซาบซึ้งในน้ำใจของทุกคน แต่อาการป่วยของฉันเป็นอย่างไรฉันนั้นรู้เป็นอย่างดี ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอัตราการรักษาสำเร็จแค่ค่าผ่าตัดมันก็บดขยี้ครอบครัวของพวกเราให้ย่อยยับแล้วแทนที่จะปล่อยให้ครอบครัวทุกข์ทรมาน ให้ฉันจบความทรมานนี้ด้วยตัวเองจะดีกว่าบางทีนี่อาจจะเป็นจุดจบที่ดีที่สุดก็ได้”

            “ขอให้หลังจากนี้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง สมความปรารถนาทุกประการหลังฉันตายไปแล้ว ฉันจะต้องคุ้มครองทุกคนแน่นอน”

            ทันทีที่สิ้นเสียงนั้น ผู้ที่อยู่โดยรอบก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาและไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรดี 

            เติ้งตงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะกระโดดตึก พวกเขาไม่สามารถโน้มน้าวใจได้แล้ว 

            พ่อและภรรยาของเขาที่ยืนอยู่ด้านล่างก็น้ำตาไหลออกมาตั้งนานแล้วหากคุณตำรวจไม่ช่วยพยุง พวกเขาคงล้มลงไปกับพื้นตั้งนานแล้ว 

            ส่วนคนอื่นๆ อีกกลุ่มก็ต้องการความช่วยเหลือจากตำรวจตอนนี้ตำรวจจึงรู้สึกลำบากใจมาก 

            พวกเขาส่งคนไปที่ชั้นบนสุดของอาคารแล้วแต่ประตูด้านบนนั้นถูกเติ้งตงปิดตายอย่างแน่นหนา ไม่สามารถเข้าไปได้ 

            หากจะพังประตูเข้าไป เกรงว่ายังไม่ทันได้ช่วยเติ้งตง อีกฝ่ายก็คงจะกระโดดลงมาแล้ว 

            บรรยากาศตึงเครียด ทันใดนั้นก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งตัวไปราวกับสายลมชั่วพริบตาเดียวเขาก็อยู่ที่ชั้นบนสุดของอาคารนั้นแล้ว

            ผู้คนที่อยู่โดยรอบมุ่งความสนใจไปที่เติ้งตงจึงไม่ได้สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวของเงาร่างนั้นเลย

            เหตุการณ์นั้นชะงักค้างไปหลายวินาที ในที่สุดเหมือนว่าเติ้งตงจะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้แล้วเขาเช็ดน้ำตาแล้วตะโกนเสียงดังว่า “พ่อ ลูกชายอกตัญญูไม่สามารถเลี้ยงดูพ่อได้ หวังว่าหลังจากนี้ไปพ่อจะรักษาสุขภาพตัวเองบอกกับน้องชายและน้องสาวด้วยว่า พี่รักพวกเขามาก”

            “ภรรยา ชาตินี้ฉันโชคดีมากที่ได้มาเจอเธอ หลังจากที่ฉันจากไปแล้วเธอจะต้องอยู่ให้ได้นะ หลายปีที่ผ่านมานี้ฉันทำให้เธอลำบากมามาก ฉันขอโทษจริงๆถ้าเป็นเธอแล้ว จะต้องหาคนที่ดีกว่าฉันได้แน่นอน”

            “ลาก่อน ถ้าชาติหน้ามีจริง ฉันหวังว่าฉันจะได้พบเธอใหม่”

            ทันทีที่สิ้นเสียง เติ้งตงก็ก้าวออกมาข้างหน้า

            “อย่า!” คนที่อยู่โดยรอบหน้าเปลี่ยนสีแล้วตะโกนขึ้นมาเสียงดัง 

            พวกตำรวจหูไวตาไว รีบวางเบาะลมกู้ภัยทันที

            แต่คิดไม่ถึงว่า เติ้งตงจะเปลี่ยนทิศทางการกระโดดอย่างกะทันหัน 

            รูม่านตาของพวกตำรวจหดเล็กลง เบาะลมกู้ภัยนั้นหนักมากพวกเขาไม่สามารถย้ายเบาะไปตามทิศทางของเติ้งตงได้อย่างรวดเร็วขนาดนั้น 

            เมื่อเห็นว่าเท้าซ้ายของเติ้งตงก้าวออกมาแล้ว พวกเขาก็ถอนหายใจทำได้เพียงเตรียมเก็บศพเท่านั้น 

            “ไม่นะ!” พ่อและภรรยาของเขาเบิกตากว้างด้วยความตกใจน้ำตาไหลพราก เสียงกรีดร้องเสียดแทงหัวใจ 

            ผู้คนที่อยู่โดยรอบรีบหลับตาลง พวกเขาทนเห็นโศกนาฏกรรมไม่ได้ 

            แต่ที่พวกเขาคิดไม่ถึงก็คือ ไม่มีเสียงกระทบพื้นดังลั่นอย่างที่จินตนาการ 

            ทุกคนจึงลืมตาขึ้นด้วยความตกใจ จากนั้นก็มองขึ้นไปด้านบนอีกครั้งตอนนั้นพวกเขาถึงได้พบว่าตอนที่เติ้งตงกำลังจะตกลงไปนั้นมีมือหนึ่งมาคว้าเอาไว้ได้พอดีส่วนเท้าอีกข้างก็ยังไม่ได้ก้าวออกไป

            จากนั้นเงาร่างของผู้ชายผอมบางคนหนึ่งก็ปรากฏแก่สายตาของพวกเขา

            ใบหน้าของเขานั้นขาวและเรียบเนียน ดวงตาคมกริบและดำขลับเหมือนกับสามารถมองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่ง 

            ผู้ชายร่างผอมบางคนนั้นคว้าร่างเติ้งตงไว้ด้วยมือข้างเดียวไม่ว่าอีกฝ่ายจะดิ้นรนขนาดไหน ก็ไม่สามารถหลุดพ้นได้ 

            คนที่อยู่ด้านล่างตกตะลึงไปชั่วครู่ จากนั้นก็เกิดเสียงอึกทึกขึ้นมา 

            “พ่อหนุ่มคนนั้นเป็นตำรวจหรือ?”

            “คนของพวกเรายังไม่สามารถเปิดประตูชั้นบนสุดที่เติ้งตงล็อกเอาไว้ได้เลย”

            “ให้ตายเถอะ ให้ตายเถอะแล้วเขาขึ้นไปได้อย่างไร?”

            ………………..

            ในตอนนั้นทุกสายตาล้วนจับจ้องไปที่ซูฮ่าว

            พ่อและภรรยาของเติ้งตงเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก 

            แต่เติ้งตงที่อยู่ชั้นบนสุดเมื่อเห็นซูฮ่าวแล้ว เขาก็รู้สึกตกใจอย่างมาก 

            ประตูยังปิดอยู่ นั่นก็หมายความว่า ซูฮ่าวปีนขึ้นมาอย่างนั้นหรือ?

            นี่มันจะโหดเกินไปหรือเปล่า?

            ซูฮ่าวกวาดสายตาสำรวจเติ้งตง แล้วขมวดคิ้วพูดขึ้นว่า “บางทีฉันก็ไม่เข้าใจคนอย่างคุณ ไม่อยากจะเป็นภาระครอบครัวคุณก็ไปหาที่ฆ่าตัวตายเงียบๆ สิ ทำไมต้องทำให้ทุกคนเสียเวลาแบบนี้ด้วย”

            “ขอพูดตามตรงนะ กระโดดตึกจากชั้นหกมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 50% หากแขนขาของคุณหักทั้งหมด แต่ว่ายังไม่เสียชีวิตคุณก็กลายเป็นแค่ขยะนั่นแหละ”

            “แน่นอนว่า คนที่ไม่ทำอะไรอย่างคุณแต่มากระโดดตึก หากเรียกคุณว่าไอ้สวะไอ้สวะยังคิดว่าโดนดูถูกเลย ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าไอ้สวะจะไม่มีประโยชน์แต่อย่างน้อยเขาก็รู้จักการทะนุถนอมชีวิตของตัวเอง”

            “ถ้าคุณอยากตาย ฉันจะช่วยคุณเดี๋ยวนี้ แต่ถ้าไม่อยากตายฉันจะมอบชีวิตที่ดีให้เอง”

            “จะอยู่หรือจะตาย? ฉันให้เวลาคิดหนึ่งนาที!”

            เสียงของเขานั้นไม่ได้ดังมาก แต่ตอนนี้บรรยากาศเงียบกริบดังนั้นคำพูดเหล่านี้จึงสะท้อนเข้าสู่โสตประสาทของทุกคนอย่างชัดเจน 

            ในตอนนั้นความเงียบก็เข้าปกคลุม…

    คล้ายกับเรื่องLevel up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】 ที่คุณอ่าน