คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 165 สตรีชุดเขียวผู้แสนเลือดเย็น

          

     

            เพียงวิ่งออกไปไม่ถึงสิบอึดใจจางจื่อวู่ก็รับรู้ได้ว่ากลิ่นอายแห่งพลังของอินซานโจ๋วดับสูญลงแล้ว นั่นทำให้เขาสะดุ้งตกใจอย่างหนัก

     

           แม้เขาจะประเมินพลังของซูฉางอันอย่างสูงสุดเท่าที่จะทำได้แล้วแต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังคาดไม่ถึงอยู่ดีว่ายอดฝีมือระดับปราบวิญญาณจะถูกเด็กหนุ่มคนนั้นสังหารได้ง่ายดายถึงเพียงนี้

     

            เขาหวาดกลัวมากขึ้นกว่าเดิม เหงื่อมากมายไหลพรากออกมาทางหน้าผากไม่หยุด

     

            นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตนอยู่ใกล้กับความตายมากเพียงนี้

     

            แต่เขายังไม่อยากตาย

     

            ถูกต้อง ไม่มีใครอยากตาย

     

            ขนาดมดตัวจ้อย ยังดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดแล้วเสนาบดีตุลาการแห่งแผ่นดินต้าเว่ย หนึ่งในมหาอำนาจระดับสูงของพระราชสำนัก ผู้ที่มีอำนาจสูงส่งอย่างเขาจะอยากตายได้อย่างไร

     

            ยังมีเงินอีกมากที่รอให้เขาไปใช้ยังมีหญิงงามมหาศาลรอให้เขาไปเอาใจ

     

            เขาจะมาตายที่นี่ได้อย่างไร?

     

            ด้วยความไม่คิดจำนนเช่นนี้เมื่ออยู่ท่ามกลางชายแดนแห่งความตาย จู่ๆ พลังของเขาก็ถูกระเบิดออกมาจนถึงขีดสุด

     

            ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นอีกครั้งและในตอนนั้นเอง ที่เขามองเห็นแสงริบหรี่จากด้านหน้า เขารู้ทันที ว่านั่นเป็นจุดสิ้นสุดของแดนอำนาจแห่งซูฉางอันหากออกจากแดนอำนาจนี้ได้ เขาก็จะหาทางออกของสำนักเจอ แล้วหนีออกไปจากสำนักเทียนหลานได้เมื่อถึงเวลานั้น ซูฉางอันย่อมไม่กล้าฆ่าเขาอย่างแน่นอน

     

            เขาคิดเช่นนั้น พลันความเร่งรีบก็ระเบิดขึ้นในหัวใจ

     

           เขาราวเป็นคนจมน้ำที่คว้าขอนไม้อันสุดท้ายเอาไว้ต่อให้จะมีความหวังเพียงน้อยนิด เขาก็ไม่มีทางปล่อยมือเด็ดขาด

     

           ทว่าเด็กหนุ่มที่ตามมาเบื้องหลังกลับไม่มีทีท่าจะปล่อยเขาไปแม้แต่น้อย

     

            แม้เขาจะพุ่งออกไปอย่างสุดแรงแต่แสงริบหรี่ที่เบื้องหน้ากลับทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ เขารู้ดีว่านั่นหมายถึงซูฉางอันพุ่งเข้ามาใกล้ขึ้นทุกขณะจิต นั่นทำให้ความสิ้นหวังเริ่มกลับมาเกาะกุมหัวใจของเขาอีกครั้ง

     

            ในที่สุด เขาก็ราวฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้หลังหน้าซีดสลับกับตึงเครียดอยู่นาน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจแล้ว

     

            จางจื่อวู่หัวใจกระตุกวูบพลันพลังวิญญาณภายในร่างเริ่มขับเคลื่อนไปตามระบบที่น่าพิศวงอย่างบ้าคลั่งทันใดนั้น พลังอำนาจมากมายก็ระเบิดออกมาจากร่างของเขา ความเร็วเพิ่มขึ้นกว่าสี่ถึงห้าเท่าระยะห่างระหว่างเขากับเด็กหนุ่มที่ไล่ตาม มากขึ้นเรื่อยๆแสงอันแสนริบหรี่จึงปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าอีกครั้งจนได้

     

            แต่นั่นกลับไม่ได้ทำให้เขาดีใจขึ้นเลยสักนิด

     

            เพราะนี่เป็นวิชาลับเป็นวิชาที่เขาพบระหว่างสอบสวนคนต่างเผ่า

     

            วิชาลับเช่นนี้สามารถเพิ่มพลังแก่ผู้ใช้ได้อย่างมหาศาลในเวลาสั้นๆ แต่เมื่อการเพิ่มพลังจบสิ้นลงระดับพลังที่เคยมีในตอนแรกจะลดลงไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่รักษาตัวให้ดี อาจมีโรคหรืออาการประหลาดที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ติดตัวไปตลอดชีวิต

     

            หากไม่ใช่เพราะมาถึงทางตัน ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีทางใช้วิชาลับนี้เด็ดขาด

     

            เพราะสุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ หากตายไปทุกอย่างก็จบสิ้นลงทันที

     

            เขาปลอบใจตัวเองแบบนั้นขณะที่เคราเหนือริมฝีปากก็กระตุกขึ้นอย่างรุนแรง

     

            ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่น

     

            เขามองดูร่างที่ทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆพลางประกายรังสีที่เย็นยะเยือกขึ้นในแววตา ...คาดผิดไปเสียแล้วคิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจางจื่อวู่จะมีท่าไม้ตายซ่อนอยู่

     

            แต่ก็เหมือนที่เขาบอกไปก่อนหน้านี้ วันนี้ทุกคนที่ก้าวเข้ามาในสำนัก ไม่มีทางได้กลับออกไปแน่

     

            เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ เขาก็หยุดลงทันทีเขาเลิกไล่ตามร่างที่ค่อยๆ หายไปจากสายตาในที่สุด

     

            “เหยากวง!”

     

            ซูฉางอันก็ตะโกนขึ้น พลันดาวดวงสุดท้ายในหมู่ดาวทั้งเจ็ดประกายแสงขึ้นอย่างเจิดจ้า

     

           แม้แสงจากดาวดวงนี้จะไม่สว่างไสวเท่ากับดาวอวี้เหิงและสู้ดาวอีกห้าดวงที่เหลือไม่ได้เลยก็ตาม...

     

            นี่เป็นหนึ่งในสองกระบวนท่าของแดนอำนาจนามว่าเทียนหลานแห่งนี้ซึ่งเขาเพิ่งบรรลุมาหมาดๆ ก่อนหน้านี้ ใช้กระบวนท่าที่หนึ่ง ซึ่งมีนามว่า‘อวี้เหิง’ จัดการกับศิษย์และองครักษ์หลายร้อยคนไปแล้ว ในตอนแรกเขาเตรียมจะใช้กระบวนที่สองกับหม่าอันเยี่ยน ซึ่งเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาคนทั้งสามแต่มาตอนนี้ เมื่อเห็นว่าจางจื่อวู่กำลังจะหนีไปในที่สุดเขาก็จำต้องใช้กระบวนที่สองอย่างไม่มีทางเลือก

     

            เพิ่งสิ้นเสียงดาบเก้าผจญในมือก็ส่งเสียงคำรามดังลั่น

     

            ทันใดนั้น ดาบเก้าผจญพุ่งออกไปจากฝ่ามือของเขา

     

            เงามนุษย์ปรากฏขึ้นอย่างเลือนรางเงานั้นจับดาบเก้าผจญเอาไว้แน่น...

     

            ร่างนั้นหันกลับมามองซูฉางอันครู่หนึ่งราวกำลังส่งยิ้มมาให้เช่นนั้น

     

            ซูฉางอันส่งยิ้มตอบ

     

            ร่างนั้นกระโดดขึ้นสูงพลันดาบที่ขาวสะอาดราวกับหิมะก็ส่องแสงขึ้น

     

            ดาบนั้นเหวี่ยงลงอย่างทรงพลังราวกับเทพเจ้าลงมาเยือนดินดุจเป็นเพชฌฆาตที่กำลังปลิดชีพโลกทั้งใบเช่นนั้น

     

            เหมือนเมื่อหลายปีก่อนเหมือนนักดาบในคืนหิมะผู้นั้นไม่มีผิด

     

            ร่างของจางจื่อวู่ที่กำลังหลบหนีหยุดชะงักลงอย่างฉับพลัน

     

            รอยเลือดสีแดงแสนเลือนรางปรากฏขึ้นที่หว่างคิ้วของจางจื่อวู่และทอดยาวมาที่คอหอยของเขา

     

            ดวงตาทั้งคู่อัดแน่นไปด้วยความตกตะลึงเขาหันหลังกลับไป ราวต้องการจะพูดบางอย่าง แต่เสียงที่เปล่งออกมา กลับเป็นเสียงครางแห่งความเจ็บปวดทันใดนั้น ร่างของเขาแยกออกจากกันตามรอยแบ่งสีเลือดเมื่อครู่อย่างน่าสยดสยอง

     

            หลังทำทุกอย่างเสร็จ ซูฉางอันก็ประกายความเหนื่อยล้าขึ้นทางใบหน้า

     

            เขาไม่อาจทนประคองแดนอำนาจนามว่าเทียนหลานนี้ต่อไปได้อีกเพียงพริบตาเดียว แดนอำนาจที่เคยกระจายออกไปโดยรอบก็พุ่งกลับเข้ามาในร่างผอมจนไม่มีเหลือ เขาหมดแรงแล้วจริงๆ

     

            แสงแดดในฤดูหนาวสาดลงบนพื้นดินอีกครั้งบัดนี้ สำนักเทียนหลานมีเลือดและชิ้นส่วนมนุษย์กองพะเนินอยู่เต็มไปหมด

     

            เขาประกายความอึดอัดขึ้นทางสายตาแต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น เพราะในวินาทีต่อมาเขาก็ข่มความเจ็บปวดและทรมานในใจลงจนหมด เมื่อทอดมองออกไปรอบๆในที่สุดเขาก็พบกับร่างของหม่าอันเยี่ยน กำลังมุ่งไปยังประตูสำนักแล้ว

     

            แน่นอน หม่าอันเยี่ยนตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก

     

           กลิ่นอายแห่งพลังของยอดฝีมือระดับปราบวิญญาณหายไปด้วยเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ อีกทั้งผู้ที่สังหารพวกเขายังเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดที่มีพลังอยู่ในระดับคุมพิภพเท่านั้น

     

            ยังดีที่แดนอำนาจของซูฉางอันเสื่อมลงแล้ว

     

            เขาไม่มีเวลาคิดเรื่องความเป็นไปของเรื่องที่เกิดขึ้นอีกเพราะวินาทีนี้ หัวใจของเขามีความหวาดผวาอัดแน่นอยู่มากจนแทบจะทะลัก

     

            ครั้งนี้ เขาพุ่งไปยังประตูสำนักอย่างสุดกำลังเขาอยู่ห่างจากมันเพียงไม่ถึงร้อยจั้งเท่านั้น ด้วยพลังที่มี เพียงหกอึดใจเขาก็ไปถึงประตูบานนั้นได้แล้วและดูเหมือนเด็กหนุ่มคนนั้นจะไม่มีท่าทีว่าจะตามมาด้วย

     

            เขาขมวดคิ้วมุ่น รีบขับเคลื่อนพลังแล้วพุ่งออกไปทันที

     

            แค่ออกไปจากสำนักเทียนหลานเขาก็ปลอดภัยแล้ว เมื่อถึงตอนนั้น เขาจะรายงานเรื่องนี้ต่อเบื้องบนแล้วพากองทัพที่แข็งแกร่งกลับมาที่นี่อีกแน่ เมื่อเป็นเช่นนี้ สมบัติทั้งหมดของสำนักเทียนหลานก็จะตกเป็นของสำนักคุนหวู่แต่เพียงผู้เดียว

     

            คิดไปพลางเขาก็พุ่งไปหยุดอยู่หน้าประตูของสำนัก ในที่สุดความปีติยินดีก็ปรากฏออกมาทางสีหน้าของเขาอีกครั้ง

     

            เขารู้ดี ว่าหากเปิดประตูบานนี้ออกไปสิ่งที่กำลังรอเขาอยู่คือสมบัติทั้งหมดของสำนักเทียนหลาน และรางวัลจากสำนักคุนหวู่เมื่อถึงตอนนั้น อย่าว่าแต่ระดับศาสตร์แห่งพรตเลยหากมีโอกาสเข้าไปในหอเชื่อมดาราในตำนาน ไม่แน่ระดับดาราจักรอาจไม่ได้ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป

     

            ซูฉางอันเองก็ร้อนใจมากเช่นกัน

     

            เขาไม่ยอมปล่อยหม่าอันเยี่ยนไปง่ายๆ เช่นนี้แน่

     

            หากหม่าอันเยี่ยนตายที่นี่ซูฉางอันก็มีเวลาพอจะเตรียมตัวต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น...

     

            แต่ถ้าเขาหนีออกไปได้นอกจากจะนำอันตรายที่มากยิ่งขึ้นมาสู่ตัวซูฉางอันแล้วด้วยสถานการณ์ที่น่าตึงเครียดของเมืองฉางอันในตอนนี้ หากเขาเกิดพูดอะไรออกไปพวกศัตรูของสำนักต้องใช้เรื่องนี้มาเล่นงานสำนักเทียนหลานอีกเป็นแน่เมื่อถึงตอนนั้น ในแผ่นดินต้าเว่ยที่แสนยิ่งใหญ่แห่งนี้ ต่อให้ซูฉางอันจะเก่งกาจเพียงไหนก็ไม่อาจปกป้องสำนักได้อยู่ดี

     

            แต่เขาใช้กระบวนท่านามว่าเหยากวงไปแล้วซึ่งกระบวนท่านั้น ก็ใช้พลังแทบทั้งหมดของเขาไปแล้ว ต่อให้เขารวบรวมพลังวิญญาณอันน้อยนิดที่เหลืออยู่แล้วเหวี่ยงดาบออกไปอย่างสุดกำลัง ทว่าหากไร้การสนับสนุนจากแดนอำนาจ มีหรือเขาจะทำอันตรายหม่าอันเยี่ยนได้อย่าว่าแต่ทำอันตรายเลย ลำพังแค่ตามหม่าอันเยี่ยนให้ทัน เขายังทำไม่ได้เสียด้วยซ้ำ

     

            เหตุนี้ เขาจึงรู้สึกหมดหนทางรู้สึกไม่พอใจกับจุดจบเช่นนี้ แต่ก็จนปัญญา ทำได้เพียงมองชายผู้นั้นดันประตูสำนักออกไปต่อหน้าต่อตาไม่อาจโดยขัดขวางใดๆ ได้

     

            “หรือนี่จะเป็นชะตาของสำนักเทียนหลาน” เขาหัวเราะอย่างขมขื่นพลางคิดเช่นนั้นในใจ

     

            ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น

     

            จู่ๆ เท้าที่กำลังจะก้าวออกไปจากสำนักของหม่าอันเยี่ยนกลับชะงักลง

     

            จากนั้น กระบี่เล่มหนึ่งก็แทงทะลุออกจากแผ่นหลังกว้าง

     

           ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความขัดขืนและไม่พอใจทว่าร่างกายกลับถูกเจ้าของกระบี่ดันให้ถอยกลับเข้ามาในสำนักทีละก้าวๆอย่างไม่อาจยับยั้ง

     

            และในตอนนั้นเองในที่สุดซูฉางอันก็เห็นเจ้าของกระบี่ชัดๆ เสียที

     

            อาภรณ์เขียวปลิวไสว เส้นผมดำสลวย ดวงหน้างามดั่งเทพธิดาแววตาเยือกเย็นและบริสุทธิ์ราวกับธารน้ำแข็ง

     

            “ชิงหลุน...” เขาเอ่ยชื่อนั้นออกเบาๆ ก่อนร่างกายจะถูกความเหนื่อยล้าเล่นงานอย่างหนักในที่สุด เขาก็ทนพยุงสติต่อไปไม่ไหว ภาพตรงหน้ามืดลงก่อนร่างผอมจะล้มลงไปกองอยู่บนพื้นดินที่เต็มไปด้วยเลือดและศพมนุษย์อย่างอ่อนแรง

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน