“ฟึบๆ……”
ร่างของชายหนุ่มหลบการโจมตีของลำแสงพลังสองเส้นได้อีกครั้งกระโดดไปอีกสามก้าว ตู้เซ่าฝู่สะบัดชายชุดม่วงของเขายืดแขนตั้งท่ารวบรวมพลังปราณประกายสีทองอ่อนๆ ที่ปลายนิ้วเกิดแสงระยิบระยับ
จากนั้นเขาก็เคลื่อนไหวฝ่ามือไปมาสุดท้ายงอนิ้วทั้งห้ารวมเป็นหมัดแล้วปล่อยพลังหมัดใส่จุดมิติบิดเบี้ยวที่อยู่ด้านหน้าเขา
“ปึง!”
เสียงระเบิดดังโครม บรรยากาศบริเวณรอบๆสั่นไหว จากนั้นก็เกิดเสียงเพล้งราวกับกระจกแตกคลื่นพลังงานอันมหาศาลแผ่ออกมาทั่วบริเวณ จากนั้นมิตินั้นก็หายไปวิวทิวทัศน์โดยรอบที่เห็นกลับมาเป็นปกติ
ตู้เซ่าฝู่จ้องมองรอบๆพบว่าที่จริงแล้วตนยังคงยืนอยู่ที่เดิมเพียงแต่ว่าเวลาจากตอนเช้าขณะนี้ฟ้าเริ่มสางเป็นยามโพล้เพล้แล้ว
“เป็นไปได้อย่างไร เป็นไปได้อย่างไร ทำไมเจ้าไม่ต้องสอนก็เข้าใจเองได้ล่ะใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามก็ทำลายค่ายกลยันต์ได้เลยหรือ!”
เจินชิงฉุนสีหน้าตะลึงมองตู้เซ่าฝู่เขารู้สึกสมองชาคิดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะแววตาชั่วร้ายกลับกลายเป็นแววตาตกใจไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เห็น
เขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกตู้เซ่าฝู่สัมผัสค่ายกลยันต์อย่างเป็นทางการครั้งแรกใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามก็ทำลายค่ายกลยันต์ของเขาได้
ถึงแม้ว่าเขาวางเพียงค่ายกลยันต์สองดาวเขาในสภาพตอนนี้ทำได้เพียงวางค่ายกลยันต์ขั้นต่ำขณะนี้เขาไม่สามารถวางค่ายกลยันต์ระดับสูงได้
แต่ค่ายกลยันต์สองดาวนักเวทค่ายกลที่เพิ่งสัมผัสกับการวางค่ายกลยันต์อย่างเป็นทางการครั้งแรกหากไม่มีคนชี้แนะแนวทาง ปกติสามเดือนก็น่าจะคิดไม่ออก หรืออาจจะคิดไม่ออกตลอดกาล
ทว่าเจ้าเด็กนิสัยเสียจอมพิลึกคนนี้ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามก็สามารถทำลายค่ายกลยันต์ของเขาได้เจินชิงฉุนจะไม่ประหลาดใจได้อย่างไร
เด็กหนุ่มพิลึกคนนี้เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในการฝึกเป็นนักเวทยันต์อย่างมากไม่ว่าจะสกัดยาหรือวางค่ายกล แนะนำเพียงเล็กน้อยก็เข้าใจหรือแม้กระทั่งไม่ต้องสอนเลยก็เข้าใจได้
ตู้เซ่าฝู่เห็นสีหน้าตะลึงของเจินชิงฉุนกลับจ้องเจินชิงฉุนอย่างถมึงทึง กล่าวว่า “เจินชิงฉุนเจ้าอธิบายมาดีๆ เลยนะ!”
เจินชิงฉุนได้สติกลับมาจากนั้นหายใจเข้าลึก มองตู้เซ่าฝู่และตอบกลับไปว่า “อธิบายอธิบายอะไรล่ะ เจ้าคิดว่าข้าจงใจแกล้งเจ้าอย่างงั้นหรือ?”
“แล้วไม่ใช่หรือไง?” ตู้เซ่าฝู่โมโห
“หากไม่ให้เจ้าลองสัมผัสสถานการณ์จริงเจ้าคิดว่าเจ้าจะสามารถเข้าใจวิธีการทำลายค่ายกลได้รวดเร็วขนาดนี้หรือ?” เจินชิงฉุนถามตู้เซ่าฝู่กลับ
“เอ่อนี่มัน……” ตู้เซ่าฝู่มึนงงเล็กน้อยสีหน้าโมโหค่อยๆ สงบลง
เจินชิงฉุนเชอะใส่และกล่าวว่า“เชอะ ข้าไม่สอนคนไร้พรสวรรค์หรอกนะ คืนนี้เจ้าก็รีบพักผ่อนเถิดพรุ่งนี้มาฝึกค่ายกลยันต์ต่อ ข้าจะพยายามให้เจ้าเข้าใจค่ายกลยันต์ของตัวเองและทำให้เจ้าบรรลุในสายอาชีพนักเวทยันต์เร็วขึ้น”
เมื่อพูดจบ เจินชิงฉุนก็แปลงสภาพกลายเป็นคลื่นพลังจากนั้นก็เข้าไปอยู่ในเจดีย์เล็กที่เก็บไว้เสื้อกลางอกของตู้เซ่าฝู่
ตู้เซ่าฝู่เหม่อลอย เกาหัวอย่างงงๆแววตาที่โมโหหายไปอย่างสมบูรณ์ พูดว่า “พี่ชิงฉุนเหมือนว่าจะพูดมีเหตุผลข้าต้องเข้าใจเขาผิดแน่เลย”
หลังจากกลับมาที่เรือนของตน ตู้เซ่าฝู่ก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาด ขณะนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มเป็นเวลากลางคืนเขานั่งขัดสมาธิอยู่บนเสื้อบนเตียง เริ่มฝึกวิชาจิตวิญญาณแห่งจักรวาลเพราะเขาอยากบรรลุขั้นของนักเวทยันต์ให้ไวขึ้น
หลายวันต่อมาก็วนเวียนเป็นวัฏจักรเช่นนี้ตอนกลางวันตู้เซ่าฝู่ไปฝึกค่ายกลยันต์ที่เขาหลัง ตอนกลางคืนฝึกวิชาจิตวิญญาณแห่งจักรวาลเพื่อทำให้พลังจิตแข็งแกร่งขึ้น
การฝึกค่ายกลยันต์ในแต่ละวันที่ว่าที่จริงก็คือการที่เจินชิงฉุนวางค่ายกลยันต์แล้วจับตู้เซ่าฝู่ไปอยู่ข้างในให้ตู้เซ่าฝู่ไปบรรลุและทำความเข้าใจเองทุกวันตู้เซ่าฝู่จึงต้องสภาพเยินและหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดจากการโจมตีไม่ได้
แน่นอนว่าตู้เซ่าฝู่ไม่รู้ว่าที่เจินชิงฉุนทำเป็นเพราะอยากแก้แค้นในใจเขาจึงรู้สึกซาบซึ้งเจินชิงฉุนมากมาตลอด
และทุกวันเจินชิงฉุนล้วนต้องตะลึงตกใจอ้าปากค้างทักษะในการทำความเข้าใจเรื่องค่ายกลยันต์ของตู้เซ่าฝู่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
และสุดท้าย เจินชิงฉุนก็ทนไม่ไหวเองเผลอพูดแนะนำไปบ้างนิดหน่อย
เวลาเจ็ดวันนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็วขณะนี้เป็นเวลาโพล้เพล้
“เจ้ามีพัฒนาการที่ไม่เลวเลย ฝึกและทำความเข้าใจไปเองอีกหน่อยแล้วกัน”
เจินชิงฉุนบอกกับตู้เซ่าฝู่แววตาเปี่ยมด้วยความรู้สึกตะลึงมีเพียงเขาที่เข้าใจชัดเจนดีในเวลาเจ็ดวันนี้เด็กหนุ่มพิลึกที่อยู่ด้านหน้าเขามีพัฒนาการทางด้านวิชาค่ายกลยันต์มากมายแค่ไหน
ต่อให้เป็นนักเวทยันต์ยอดฝีมือที่สำนักชื่อดังภายในเป็นผู้สอนภายในเวลาสามปีก็ไม่แน่ว่าจะเข้าใจได้เยอะขนาดนี้
ดังนั้นเจินชิงฉุนจึงมั่นใจในตัวเองมากคนที่เขาสอนมาเองกับมือเป็นเช่นนี้ หากนักเวทยันต์ยอดฝีมือที่สำนักชื่อดังภายในเป็นผู้สอนต่างต้องมองเขาอย่างนับถือแน่นอน
“พรุ่งนี้ไม่สอนข้าต่อแล้วหรือ?” ตู้เซ่าฝู่ยังรู้สึกติดลมฝึกไม่พอหลายวันที่ฝึกมานี้ทำให้เขาสนใจในค่ายกลยันต์มากขึ้น
“เจ้าคิดว่าข้าวางค่ายกลยันต์ทุกวันไม่เหนื่อยหรือ?”
เจินชิงฉุนเหลือบมองตู้เซ่าฝู่ กล่าวว่า “ตอนกลางคืนเจ้าบำเพ็ญเพียรฟื้นฟูพลังปราณไปข้าเองก็ต้องฟื้นฟูพลังปราณข้าสักหน่อย ช่วงนี้เจ้าก็ทำความเข้าใจค่ายกลยันต์เองไปดีๆบางเรื่องรีบร้อนไปก็ไม่ดีหรอก”
“ก็ได้” ตู้เซ่าฝู่พยักหน้า
เช้าอรุณของวันใหม่ เมื่อพลังปราณในร่างของตู้เซ่าฝู่เต็มเปี่ยมเขาก็ส่งพลังปราณเข้าไปในเจดีย์เล็ก สุดท้ายก็ถูกเจินชิงฉุนดูดไปใช้อย่างไม่เกรงใจ
เมื่อบำเพ็ญเพียรฟื้นฟูพลังปราณอีกครั้งก็ใช้เวลาจนผ่านมาเป็นวันที่สองแล้ว
“ฟู่!”
ตู้เซ่าฝู่พ่นปราณโสมมออกมาจากทางปากลุกขึ้นยืน แสงสีทองอร่ามจางๆ ที่เปล่งออกมาจากดวงตาของเขาหายไปรู้สึกสบายตัวและผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
“ไม่รู้ว่าอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนหายไปไหน?”
เมื่อไม่เห็นอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนหลายวัน ตู้เซ่าฝู่เริ่มกังวลใจเล็กน้อย
ทว่าที่เขากังวลไม่ใช่เรื่องความปลอดภัยของอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนแต่กังวลเรื่องที่อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนดื่มโลหิตของตนไปแล้วไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือไม่
หลังจากนั้นขณะที่ตู้เซ่าฝู่กำลังเตรียมเดินทางไปเขาหลังเพื่อฝึกก็ถูกหัวหน้าผู้ดูแลเรือนหน้าเรียกไว้ บอกว่าลุงใหญ่ตามหาเขาสองครั้งแล้วตอนกลางวันตามตัวไม่เคยเจอ ดังนั้นเขาจึงรีบมาดักแต่เช้าตรู่
ตู้เซ่าฝู่รู้สึกสงสัยจึงเดินทางไปห้องหนังสือของลุงใหญ่และพบลุงใหญ่ลุงสองรออยู่ที่นั่นแล้ว
ตู้เซ่าฝู่ได้ยินจากปากลุงใหญ่ตู้เจิ้นอู่และลุงสองตู้จื้อสยงทำให้รู้ว่าเมื่อสองวันก่อนบ้านสกุลเยี่ยมาเพื่อแจ้งข่าว บอกว่าอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าฟื้นฟูร่างกายจนกระปรี้กระเปร่าแล้วบาดแผลจากพิษถูกขจัดออกหมดสั้นแล้ว ดังนั้นบ้านสกุลเยี่ยจึงเดินทางมาด้วยตัวเองเพื่อขอบคุณ
ทว่าตอนนี้อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้ากำลังอยู่ในช่วงปิดตัวราวกับว่าได้รับสิ่งดีๆ มหาศาลจากอะไรบางอย่างไม่แน่ว่าอาจจะบรรลุขั้นพลังฌานไปอีกขั้นได้ทว่าอสูรขั้นพญาอสูรในระดับขั้นสมบูรณ์ที่สูงขนาดนี้แล้ว คงต้องเก็บตัวนานไม่สามารถออกมาพบใครได้ในเวลาอันสั้น
อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าฟื้นฟูแล้ว ตู้เซ่าฝู่ได้ยินก็รู้สึกดีใจที่สิ่งที่ตนพยายามไปไม่ได้ไร้ค่า
หากอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าสามารถบรรลุฌานไปอีกขั้นได้จริงก็จะอยู่ในขั้นเทพแห่งอสูรแล้วจะกลายเป็นอสูรที่เป็นที่เคารพในเหล่าอสูรทั้งปวง พอถึงตอนนั้นจะเป็นประโยชน์แก่เมืองสือเฉิงอยู่ไม่น้อย
ตู้เจิ้นอู่นำยาลูกกลอนวิทยายุทธและของอื่นๆ จำนวนมากที่บ้านสกุลเยี่ยนำมาให้มอบให้กับตู้เซ่าฝู่ ทว่าตู้เซ่าฝู่ไม่ได้รับไว้เขาทำเพียงเลือกยาลูกกลอนมาจำนวนหนึ่ง ของชิ้นอื่นๆ ไม่ได้มีประโยชน์ต่อเขาเท่าไร
“ท่านลุงใหญ่ เรื่องบ้านสกุลฉินกับบ้านสกุลอั้นจัดการไปถึงไหนแล้ว?”
ตู้เซ่าฝู่นึกถึงบ้านสกุลฉินและบ้านสกุลอั้นเขาเชื่อว่าสองบ้านสกุลนั้นคงไม่น่ามีที่ยืนในเมืองสือเฉิงแล้ว
ตู้เจิ้นอู่นัยน์ตาสั่นไหว จ้องมองตู้เซ่าฝู่กล่าวว่า “พวกเรากับบ้านสกุลเยี่ยแล้วก็บ้านสกุลไป๋ปรึกษาหารือกันมานานสุดท้ายตัดสินใจว่าจะจัดการด้วยการทำลายฌานของยอดฝีมือขั้นเบิกนภาทั้งหมดของบ้านสกุลอั้นและบ้านสกุลฉินทรัพย์สินยึดไว้ และขับไล่คนทั้งบ้านสกุลของพวกเขาออกไปจากเมืองสือเฉิง”
ตู้เซ่าฝู่ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมผลลัพธ์เช่นนี้ถือว่าเป็นการลงโทษที่ดีที่สุดสำหรับบ้านสกุลฉินและบ้านสกุลอั้นแล้ว
หากบ้านสกุลเยี่ยบ้านสกุลตู้ บ้านสกุลไป๋คิดจะลงมือให้โหดร้ายกว่านี้ คงไม่ได้ลงมือเพียงแค่นี้แน่
ยามรัตติกาล ฟ้ามืดสนิทคืนนี้เป็นคืนไร้ดวงจันทร์แต่มีดวงดาราส่องประกายไปทั่ว……
ณตำหนักหรูหราโอ่อ่าแห่งหนึ่ง ผู้เฒ่าผอมบางคนหนึ่งกำลังมองไปที่เฉาเทียนหมั่งสีหน้าตะลึง อุทานว่า “นึกไม่ถึงว่าท่านชายจะฟื้นฟูจากอาการบาดเจ็บได้เร็วถึงเพียงนี้ราวกับปราณว่ามีพัฒนาการอีกด้วย”
“อาจารย์เหิง ครั้งนี้เพราะข้ามีนายท่านผู้หนึ่งช่วยเหลือ”
เฉาเทียนหมั่งที่ร่างสูงใหญ่ก้าวไปข้างหน้าสองก้าวจากนั้นนั่งลงบนเก้าอี้ทำใหญ่ที่มีพนักพิง เขาสะบัดแขนสองข้างอ้าแขนออกมาจับเข่าอย่างสง่าทำให้เห็นกล้ามหน้าอกเป็นมัดๆ ของเขาชัดเจนขึ้น เขากล่าวกับผู้เฒ่าผอมบางคนนี้ว่า “อาจารย์เหิง แจ้งเจ้าเมืองทั้งสิบสองเมืองของจังหวัดหลิวอวิ๋นอีกสามวันให้ไปรวมตัวที่เมืองสือเฉิง ข้าจะทำให้เมืองสือเฉิงราบเป็นหน้ากลองชำระล้างเมืองสือเฉิงด้วยเลือด!”
เมื่อผู้เฒ่าร่างบางคนนี้ได้ยินก็แสดงสีหน้าตกใจ พลันกล่าวว่า “ท่านชาย เมืองสือเฉิงจัดการไม่ง่ายเลยครั้งก่อนไปท่านชายก็เสียเปรียบจนบาดเจ็บกลับมาพวกเราควรจะทำการอย่างระมัดระวังกว่านี้หน่อยดีหรือไม่หลายวันนี้ข้าได้ยินข่าวมาว่าวันนั้นอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าตัวนั้นปรากฏตัวออกมาด้วย”
“เหอะๆ!”
เฉาเทียนหมั่งหัวเราะแบบไม่สบอารมณ์แววตาเปี่ยมด้วยความอาฆาต กล่าวว่า “อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าตัวนั้นใกล้ตายแล้วจริงๆเมืองสือเฉิง ข้าไม่มีทางปล่อยไปแน่!”
“ท่านชาย อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าใกล้ตายแล้วจริงๆหรือ เรื่องนี้มั่นใจดีแล้ว?” ผู้เฒ่าร่างบางจ้องเฉาเทียนหมั่งตาไม่กะพริบสีหน้าประหลาดใจ
“แน่นอนว่ามั่นใจ”
เฉาเทียนหมั่งพยักหน้ายอดฝีมือเหนือชั้นสองคนนั้นไม่มีทางหลอกเขาหรอกและครั้งนี้เขาไม่เพียงแต่จะล้างแค้นทำให้เมืองสือเฉิงราบเป็นหน้ากลองแต่ต้องชิงกระดูกหายากและโลหิตสกัดของอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้ามาไว้ในครอบครองให้ได้
“งั้นก็ได้ ข้าจะรีบส่งคนไปเตรียมการ”ผู้เฒ่าร่างมากพยักหน้า
“อาจารย์เหิง ครั้งนี้เจ้าก็ไปกับข้าเถิด หากมีเจ้าอยู่ด้วย การทำลายเมืองสือเฉิงให้ราบเป็นหน้ากลองจะราบรื่นขึ้น” เฉาเทียนหมั่งแสดงแววตาเจ้าเล่ห์ รอบกายมีปราณอันร้ายกาจแผ่ซ่านออกมา
“ได้” ผู้เฒ่าร่างบางหยักหน้าแววตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง
………………………………
ณ เขาหลังบ้านสกุลตู้นภาปกคลุมด้วยสีสันแห่งรัตติกาล คืนนี้ดวงจันทร์หลบเข้ากลับเมฆทำให้มืดมิดกว่าราตรีคืนก่อนๆ
ตู้เซ่าฝู่ที่นั่งอยู่บนแท่นหินมีพลังแสงสีทองจางๆห่อหุ้ม ภายในพลังปราณมีพลังของประกายไฟฟ้าติดอยู่บางๆ สิ่งนี้ทำให้ตู้เซ่าฝู่แอบสงสัยเล็กๆเมื่อวิชาฝึกร่างของเขาถึงขั้นสองขั้นชำระล้างร่างกายแล้ว ขณะนี้ร่างของเขาแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
เพียงแต่เมื่อคิดถึงเงื่อนไขของการฝึกเพื่อบรรลุการชำระล้างร่างกายแล้วตู้เซ่าฝู่ก็ปวดหัวกุมขมับ ขั้นแรกขั้นบ่มเพาะขนสีทองยังพอไหวใช้ยาวิเศษฝึกความแข็งแกร่งร่างทั้งร่าง ขณะนี้ก็พอทำได้อยู่แล้วที่ลำบากอย่างมากก็แค่ต้องใช้ยาวิเศษจำนวนมากเท่านั้น
แต่การฝึกชำระล้างร่างกายไม่ใช่เพียงแค่นี้ต้องรับประทานโลหิตของอสูรจำนวนมาก และยังต้องดื่มโลหิตสดๆ จากอสูรเป็นๆ จำนวนมากและต้องเลือกใช้โลหิตสกัดของอสูรที่มีพลังงานอัดแน่นมากในการชำระล้างร่างกาย
แน่นอนว่าไม่ใช่ว่าใช้โลหิตสกัดของอสูรธรรมดาทั่วไปก็ได้ต้องดื่มโลหิตสกัดของอสูรขั้นอสูรเหินฟ้าจึงจะได้