秘蜜 หฤทัยจอมนาง

    การศึก

    Ep 066 :: การศึก

     

    ไม่รอให้ใครได้กล่าวอะไร หยางเฟิ่งปิงก็ก้าวเท้าเดินออกจากท้องพระโรง หญิงงามหน้าตึงเดินหน้าเชิดอารมณ์คุกรุ่นจนมิมีข้ารับคนใดหาญกล้าเฉียดกายเข้าใกล้

    มีความเป็นไปได้สูงที่องค์หญิงหกจะสร้างเรื่องให้ตัวเองหายตัวไป ด้วยมุ่งหวังจะพิสูจน์ความรักที่บิดามารดานั้นมีให้

    เด็กน้อยที่ความคิดยังไม่โตทั้งเอาแต่ใจ ในเมื่อสมัยเด็ก ๆ เคยก่อเรื่องคล้ายกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ทั้งยังได้ความรักและพระเมตตาเปี่ยมล้น เหตุใดจะเกรงกลัวถ้าจะทำอีกสักครา

    หากศัตรูคิดจะลักพาตัวเด็กนั่นจริงก็คงเป็นศัตรูที่โง่งมที่สุด เห็นได้ชัดว่าจากงานเลี้ยงครั้งก่อนโน้นองค์หญิงหกเฟยอี้เหม่ยหาได้สลักสำคัญในใจฮ่องเต้ถึงเพียงนั้นแล้ว หากจะลักพาองค์หญิงหกลักพาตัวมารดาของนางยังดูมีค่าเสียกว่า

    ในขณะเดียวกันการลอบสังหารเฟยเกาจงฮ่องเต้ก็เป็นไปได้สูง ในเมื่อศัตรูมีองค์ชายสิบสาม องค์ชายในอดีตฮ่องเต้ราชวงศ์ก่อน การที่เขาจะรู้ทางลับให้มือสังหารลอบเข้ามาก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้

    เมื่อเป็นเช่นนั้นบุรุษผู้นั้นจึงใช้จุดนั้นให้เป็นประโยชน์ ศัตรูมีสองฝั่ง ต่อให้ร่วมมือกันก็ใช่พวกเดียวกันเต็มร้อย ไม่ว่าฝั่งใดที่คิดจะเปิดฉากสงครามด้วยการลอบสังหารตัวคิงของฝ่ายตรงข้าม ทั้งเว่ยและหม่าก็ต้องร่วมรับมือศึกสงครามไปด้วยกัน

    สองแคว้นมีแคว้นหนึ่งที่ยังมิคิดเปิดศึกในตอนนี้ ส่วนอีกแคว้นใจอยากเริ่มสงครามใจจะขาด

    อย่างน้อย ๆ การกระทำของเฟยเกาจงฮ่องเต้ที่ก่อให้เกิดบทเริ่มของสงครามก่อนเวลาอันควร ก็ทำให้สองแคว้นนั้นขัดคอกันมิน้อยเช่นกัน

    ....การรั้งรอเวลาอาจทำให้ฉินได้เปรียบ

    ...แต่ถึงกระนั้น การรั้งรอเวลาก็อาจทำให้ฉินเสียท่าเช่นกัน

    ทันทีที่รถม้าจอดลง หยางเฟิ่งปิงก็ก้าวเท้าเข้าไปในจวน ใบหน้างามเชิดรั้น เสียงหวานกล่าวด้วยความเด็ดขาดจนคนรอบข้างต่างพากันสะดุ้งในน้ำเสียงที่ไม่ดังแต่เปี่ยมไปด้วยความกดดัน

    “เตรียมม้า เปิ่นไท่จื่อเฟยจะออกไปข้างนอก”

    “พระชายาเพคะ...”

    คนรับใช้จวนรัชทายาทต่างพากันหวั่นเกรงท่าทีทรงอำนาจของคนตรงหน้า บ่าวชายหญิงชะงักนิ่งอยู่นานคนเลี้ยงม้าจึงจูงมาตัวหนึ่งมาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ กระนั้นก็ยังมิส่งสายจูงม้าให้

    “พระชายา...องค์รัชทายาททรงอนุญาตแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

    “ส่งม้ามา”

    เมื่อเห็นว่าชายเลี้ยงม้ายังคงยึกยักด้วยเกรงกลัวอาญา สองตาของคนตรงหน้าล่อกแล่กมองหาตัวช่วย ดูท่าแล้วคงต้องการให้เจ้าของจวนตัวจริงออกมาไกล่เกลี่ยสถานการณ์ แต่นั่นทำให้หยางเฟิ่งปิงยิ่งไม่พอใจ

    นี่คงเป็นครั้งแรกที่นางแสดงท่าทีเด็ดขาดและก้าวร้าวให้คนในตำหนักได้เห็น

    “เปิ่นไท่จื่อเฟยสั่งให้เจ้าส่งม้ามา!”

    “พะ-พ่ะย่ะค่ะ!!”

    คนเลี้ยงม้าได้แต่ส่งสายจูงม้าไปให้มือเรียวเนื่องด้วยเกรงพระบารมี ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว หากไม่ส่งม้าไปตามที่พระชายาต้องการ เกิดพระนางเกิดกริ้วเขาก็ตาย แต่ถ้าส่งไปตามคำสั่งแล้วพระนางเป็นอันใดขึ้นมาองค์รัชทายาทก็คงเล่นเขาถึงตายเช่นเดียวกัน...

    ในชั่วเวลานั้นร่างสูงโปร่งในชุดเกราะอ่อนก็มาหยุดคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า

    “พระชายาโปรดรอก่อนพ่ะย่ะค่ะ”

    “เจ้า...จะขวางเปิ่นไท่จื่อเฟยอีกคนหรือ?”

    “โปรดสงบใจก่อนพ่ะย่ะค่ะ การที่พระชายาออกไปข้างนอกคนเดียวเช่นนี้อาจเกินอันตรายต่อพระชายาเอง แล้วสิ่งที่พระชายาทำมาก็จะเสียเปล่านะพ่ะย่ะค่ะ”

    หยางเฟิ่งปิงหน้าตึง องครักษ์คนสนิทของสามีในนามของนางดูจะรู้อะไรต่อมิอะไรมากเกินไปแล้ว ต่อให้คำพูดนั้นเพียงแค่ลองเสี่ยงหยุดนางไว้ แต่เขาก็คงมีข้อมูลในมือมากพอดู

    “ดี ๆ ๆ เช่นนั้นเปิ่นไท่จื่อเฟยจะไปเยี่ยมมารดาที่จวนแม่ทัพ อยากจะส่งคนอารักขามากมายเท่าใดก็เชิญ”

    “พระชายา...”

    “เงียบเสีย หากสุ่ยหลิวกลับมาจงบอกนางว่าเปิ่นไท่จื่อเฟยกลับไปบ้านเดิม แล้วเงียบปากกับสิ่งที่เจ้าได้เห็นทั้งหมดในวันนี้เสีย หากมีข่าวใดเล็ดลอดออกนอกจวนเปิ่นไท่จื่อเฟยจะตัดลิ้นพวกเจ้าทุกคน”

    หญิงสาวกล่าวเสียงเรียบตัดคำร่างสูงที่ยังคิดจะหยุดนางอยู่ ก่อนจะหันกลับไปสั่งคำกับบ่าวรับใช้ที่ร้อยวันพันปีจะได้เห็นนางแสดงท่าทีเยี่ยงนี้สักที คนเหล่านั้นรีบพยักหน้ารับคำด้วยความเกรงกลัว ท่าทางของพระชายาผู้เรียบง่ายช่างน่าเกรงขาม หากมีใครได้เห็นสีหน้านางย่อมมิอาจพูดได้เต็มปากว่านางจะไม่ทำจริง

    “ถ้าเจ้ายังไม่หลบออกจากตรงนั้นเปิ่นไท่จื่อเฟยจะให้ม้าเหยียบเจ้าเสียเดียวนี้”

    เสียงหวานกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะกระโดดขึ้นขี่บนอาชาสีดำสนิท มือเรียวขยับสายบังเหียนบังคับให้ม้าออกวิ่งไปด้านหน้าโดยไม่คิดจะบังคับให้ม้าวิ่งหลีกคนที่กำลังคุกเข่าอยู่ ดังนั้นคนสนิทขององค์รัชทายาทจึงจำต้องพุ่งกายหลบทางม้าอย่างทุลักทุเล

    สุดท้ายเมื่อห้ามไม่ได้ก็ได้แต่รีบตะโกนสั่งให้คนติดตามพระชายาไป

     

    “กลับมาบ้านเช่นนี้จะดีหรือลูก”

    “มีสิ่งใดไม่ดีเจ้าคะท่านแม่ ท่านไม่คิดถึงลูกหรือ?”

    พญาหงส์ที่ตอนแรกใช้เขี้ยวเล็บขู่ผู้คนจนแตกกระเจิงกลายร่างเป็นลูกแมวน้อยนอนซบตักมารดา ดวงหน้างามส่งยิ้มหวานออดอ้อนผู้เป็นแม่อย่างไม่ถือยศศักดิ์

    “ถ้าสิ่งที่เจ้าคาดคิดเป็นความจริงจะไม่กลายเป็นว่าเจ้ากำลังงัดข้อกับฝ่าบาทหรือ?”

    “กำลังงัดข้อเจ้าค่ะ”

    หยางเฟิ่งปิงตอบกลับโดยไม่คิดจะโกหก หงเหลียนฮวายกมือปิดปากกลั้นเสียงตกใจ ด้วยเกรงกลัวหนักหนาว่าบุตรสาวจะต้องโทษอันใดหรือไม่

    “ไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะท่านแม่ ฝ่าบาทผู้นั้นมิอาจกระทำอันใดต่อตัวลูกหรอก”

    “เจ้ามั่นใจได้อย่างไร?”

    “ลูกเป็นคนกลางในการรวมอำนาจของเหล่าขุนนางให้เข้าร่วมกับองค์รัชทายาทผ่านบรรดาฮูหยิน ลูกเป็นคนจัดการตลาดในเมืองหลวง และอีกหลาย ๆ อย่างที่ฝ่าบาทยังต้องการมันสมองของลูกอยู่”

    “...”

    “แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่สำคัญที่สุดคือลูกเป็นธิดาของท่านพ่อ ท่านพ่อเป็นแม่ทัพใหญ่ พี่ใหญ่ก็นำทัพออกรบเคียงข้างท่านพ่อ หากพระองค์จะทำโทษลูกรุนแรงแล้วท่านพ่อไม่พอใจ จวนสกุลหยางไม่พอใจ ต่อให้ท่านพ่อจะรู้ดีรู้ชั่วมากเพียงไหน ก็ต้องคิดถึงกรณีเลวร้ายที่สุดไว้ว่าท่านพ่อไม่ยินยอมนำทัพให้”

    “...”

    “ความคิดของฝ่าบาทสุ่มเสี่ยงเกินไป ลูกรู้ว่าความตึงเครียดระหว่างห้าแคว้นยิ่งนานไปยิ่งส่งผลเสีย แต่การจะเริ่มเปิดศึกด้วยกรณีเช่นนี้ ไม่ทำให้ทหารฮึกเหิมมาก็ทำให้แรงใจของทหารทุกคนหมดลงในคราวเดียว ลูกไม่คิดว่าการเดิมพันนี้จะคุ้มค่า”

    หญิงงามขบฟัน แม้จะอยากให้เรื่องระหว่างแคว้นจบลงโดยเร็วที่สุด แต่หากจะต้องกระทำอะไรเสี่ยง ๆ เช่นนี้ นางยอมรอเวลา ใช้กลยุทธ์ระยะยาวที่กินเวลาหลายปีที่เขาเคยปรามาสว่าอ่อนหัด ตัดกำลังสองแคว้นให้มากที่สุดเพื่อที่จะจัดการอีกฝ่ายให้ง่าย ๆ ไม่ดีกว่าหรือ

    คนนำทัพคือบิดากับพี่ชายของนาง ไม่รวมถึงบุตรชายของโอรสสวรรค์ผู้นั้นเอง

    ...ฝ่าบาทจะไม่ทรงคิดบ้างหรือว่าการเดิมพันครั้งนี้เสี่ยงเสียมากกว่าได้

    “ลูกยินยอมเป็นหมากให้พระองค์เชิดก็จริงอยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าหมากตัวนี้หมดเขี้ยวเล็บ”

    ...ใช่...แม้นางจะยอมเปิดไพ่หมดหน้าตักก็ไม่ได้หมายความว่านางจะหาไพ่ใหม่มิได้

    หากมิใช่ว่าครอบครัวของนางรักบ้านเมืองนี้ รักผืนแผ่นดินนี้ นางจะเป็นฝ่ายทำลายแคว้นนี้จากภายในก็ใช่ว่าจะกระทำมิได้ ทำลายมันให้หมดแล้วให้ครอบครัวของนางหนีไปอยู่แคว้นอื่นเสียเลยยังง่ายดายยิ่งกว่าอะไร แต่เพราะนางเคารพการตัดสินใจของบิดาหรอก นางถึงได้ยินยอมให้เชิดอยู่ทุกวันนี้

    “การที่ฝ่าบาททำอะไรเช่นนี้โดยไม่คิดถามความเห็นของผู้อื่น ฝ่าบาทก็สมควรรู้ไว้ว่าลูกก็ไม่พอใจเป็นเช่นกัน”

    แต่ต่อให้นางไม่พอใจเพียงไร นางก็ไม่ได้สิ้นคิดถึงขนาดทำให้สิ่งที่กระทำมาต้องเสียเปล่าเป็นแน่ เวลาปีครึ่งกับการออกงานเลี้ยงที่น่าเบื่องานแล้วงานเล่า หากต้องเริ่มทุกอย่างใหม่หมดอีกครากล้ามเนื้อใบหน้าของนางคงแข็งค้างไปเสียก่อนเป็นแน่

    “เชื่อในสติปัญญาของฝ่าบาทบ้างเถอะลูก พระองค์ทรงรอบคอบมากกว่าที่เจ้าคิดปิงเอ๋อร์”

    “...”

    “อีกอย่างบิดากับพี่ชายเจ้าก็หาได้อ่อนแอ เจ้ารู้ดีกว่าใครไม่ใช่รึ”

    “ลูกรู้ดีเจ้าค่ะ ว่าท่านพ่อกับพี่ใหญ่แข็งแกร่งที่สุด”

    เฟิ่งปิงทำได้เพียงยิ้มตอบรอยยิ้มของมารดา หวังว่าทุกสิ่งจะสามารถเป็นไปได้ตามที่คิด

    อย่างน้อยที่สุด สิ่งหนึ่งที่ทำให้เฟิ่งปิงวางใจลงได้เล็กน้อยก็คือจดหมายจากคนที่อยู่แดนไกล คนที่นางลักลอบส่งจดหมายติดต่อหากันมาตลอดปีครึ่ง และระหว่างนั้นก็ได้แอบมาพบกันแค่สองหน แต่แม้จะได้พบเจอและสื่อสารกันไม่บ่อยนัก ทว่าก็ทำให้นางสบายใจขึ้นมากทุกครั้ง

    ‘ทุกอย่างยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ทำหน้าที่ของเจ้าให้ดี’

    ‘รอวันที่จะได้พบเจ้า ตัวอัปลักษณ์น้อย’

    หนึ่งในคนที่นางรู้สึกเป็นห่วง ก็มีเขาด้วยนั่นแหละ...อยากจะได้พบในเร็ววันเช่นกัน...เจ้าเทพสงครามบ้า...

     

    ชายแดนแคว้นฉิน

    กระโจมแม่ทัพใหญ่ นอกจากพวกตัวเบ้งในกองทัพแล้วก็มีหนุ่ม ๆ อยู่เพียงสองสามคน หนึ่งในนั้นนั่งเทียบเคียงท่านแม่ทัพ ส่วนอีกสองคุกเข่าอยู่ตรงกลาง

    “เอี้ยนฮั่ว ตี้ถู่ ข้าก็ยินดีหรอกนะที่เจ้าจะติดตามข้าออกรบ แต่มันดีต่อพวกเจ้าแน่หรือ”

    “ท่านแม่ทัพใหญ่มิต้องคิดมาก สำหรับพวกเราคำสั่งของคุณหนูสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด”

    หยางเอ่อคังถอนหายใจเฮือกใหญ่ เด็ก ๆ พวกนี้อายุมิได้ห่างจากบุตรชายหญิงเท่าใดนัก ฝีมือหรือก็ใช่จะอ่อนหัดหรอก แต่ก็หาได้เก่งกาจกว่าผู้ใด สิ่งที่ทำให้เขาชื่นชมคือความจงรักภักดีต่อธิดาของเขา ดังนั้นหากเป็นไปได้เขาก็ไม่อยากให้เด็กพวกนี้ต้องมาตายกลางสนามรบ

    “หากเจ้าอ่อนหัดข้าจะมิเข้าไปช่วยพวกเจ้าหรอกนะ”

    “หากพวกข้าต้องตาย ท่านก็จำเป็นต้องเข้ามาช่วยท่านแม่ทัพใหญ่ เพราะคนที่สำคัญสำหรับคุณหนูที่สุดคือท่านหาใช่พวกเราไม่”

    เมื่อเด็กรุ่นลูกตอบคำอย่างไม่เกรงกลัวถึงเพียงนี้ หยางเอ่อคังก็ได้แต่กระตุกยิ้มมุมปากแล้วอวยพรแบบง่าย ๆ ไปประโยคเดียว ประโยคเดียวที่ทำให้ผู้ฟังรู้ว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีชีวิตรอดกลับไปให้จงได้...

    “แต่ข้าก็ไม่คิดว่าปิงเอ๋อร์จะอยากเห็นพวกเจ้าตายหรอกนะ อย่าทำให้ปิงเอ๋อร์ร้องไห้เสียล่ะ”

    “ขอรับท่านแม่ทัพใหญ่”

    สองหนุ่มรุ่นลูกในชุดผ้าธรรมดามีเกราะอ่อนเพียงบางจุด โค้งทำความเคารพทุกคนในห้องก่อนจะออกจากกระโจมไป

    “พวกนั้นเป็นเพียงทหารราบธรรมดา ท่านแม่ทัพจำต้องให้ความสนใจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”

    “สองคนนั้นเป็นเด็กหนุ่มอนาคตไกล อย่าได้ดูแคลนคนรุ่นหลังเลย”

    หยางเอ่อคังตอบกลับด้วยเสียงราบเรียบแฝงแววตำหนิไว้กลาย ๆ

    นายกองที่อยู่มานานย่อมมีความทระนงในตนเองเช่นนี้ หยางเอ่อคังจึงไม่คิดจะพูดสั่งสอนให้มากความจนเกิดความไม่พอใจก่อนออกรบ

    “ซือหม่าปาเจียว ส่งเหยี่ยวออกไปหรือยัง”

    “เรียบร้อยแล้วขอรับ แต่เพื่อความมั่นใจข้าจึงสั่งม้าเร็วไปอีกที”

    “ดี สิ่งที่ต้องทำก็ทำทั้งหมดแล้ว ที่เหลือก็คือสู้ศึกนี้ให้ดีที่สุด เพื่อชัยชนะ”

    หยางเอ่อคังยิ้มแล้วผ่อนลมหายใจ เนื่องจากรู้ดีมาตลอดว่าการศึกนี้จะต้องเกิดขึ้นในสักวัน ดังนั้นในฐานะแม่ทัพจึงมีความกดดันอยู่ภายในใจมาตลอด ไม่ว่าสุดท้ายแล้วแคว้นฉินจะชนะหรือพ่าย แต่ความกดดันในใจเขาก็จะจางหายไปเมื่อสงครามนี้จบลง

    “องค์ชายเก้า จะมิส่งจดหมายกลับเมืองหลวงสักฉบับหรือพ่ะย่ะค่ะ”

    “มิจำเป็น ข้าจะไปเตรียมตัวทำหน้าที่ของข้า”

    บุรุษวัยรุ่นเพียงคนเดียวที่ได้ที่นั่งเทียบเท่าแม่ทัพใหญ่คือองค์ชายเก้าเฟยสวี่ฉี ใบหน้าเรียบนิ่งเฉยเมยแตกต่างจากเมื่อก่อนที่บนใบหน้าหล่อเหลาจะปรากฏรอยยิ้มอารมณ์ดี

    ...นั่นคือผลพวงที่ตามมาจากภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ หรือผลกระทบที่ได้รับจากการที่หัวใจต้องแตกสลายเป็นสิ่งที่คนภายนอกไม่อาจรู้ได้

    ร่างสูงโปร่งเดินออกจากกระโจมด้วยทีท่าเย็นชา ทั่วทั้งร่างปรากฏกลิ่นอายที่ทำให้ผู้อื่นมิกล้าเข้าใกล้

    หากเฟิ่งปิงได้มามองเขาเพียงผ่าน ๆ คงมิอาจจำได้ว่าคนตรงหน้าเป็นผู้ใด

     

     

    -----

    นับถอยหลังสู่ตอนจบบบ