ครบกำหนดเจ็ดวัน ลานฝึกของสำนักเทพอัสนีย์เนืองแน่นด้วยผู้คนอย่างน่าประหลาด คนในเผ่าเทพทั้งหลายที่เข้ามาชมการประลองในครั้งนี้ต่างรู้สึกได้ถึงความกดดัน ราวกับว่าลมหายใจของทุกคนกำลังถูกตรึงเอาไว้
ทันใดนั้น หมอกขาวหนาทึบก็กระจายปกคลุมเหนือพื้นลานอย่างรวดเร็วและรุนแรง ก่อนร่างของชายห้าคนจะก้าวออกมา กลิ่นอายเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่ว ทั้งหมดคือยอดฝีมือจาก สำนักทานตะวัน และผู่ที่นำมาคือชายผอมสูงในชุดคลุมสีเงิน “ภูติหิมะ” เ้าสำนักผู้เลื่องชื่อ
แม้พลังของเขาจะอยู่เพียงขั้น เทพจักรพรรดิ ระดับ 20 แต่แรงกดดันที่เขาปล่อยออกมากลับหนาวเหน็บเหนือกว่าผู้ใด แต่สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่เพียงพลังของเขาเท่านั้น แต่มันคือ “ความสามารถในการควบคุมที่ผู้แข็งแกร่งกว่า” อันเป็ไม้ตาย ที่ใครๆต่างก็รู้กัน
ปรมาจารย์ภูติทั้งสี่ที่ยืนอยู่เื้ัเขา ล้วนอยู่ในขั้นเทพราชัน ต่างพากันก้าวเรียงรายออกมาอย่างน่าสะพรึง
ภูติไฟ (ระดับ 60), ภูติดิน (ระดับ 50), ภูติลม (ระดับ 50), และภูติน้ำ (ระดับ 40)
พลังมหาศาลที่พวกมันปลดปล่อยทำให้พื้นลานสั่นะเื บรรยากาศหนักอึ้งจนแม้แต่การหายใจยังแสนยากเย็น
“นี่จะเป็จุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลง…เริ่มการประลอง” เทพอัคคีกล่าวเสียงดังกึกก้อง ทุกถ้อยคำล้วนหนักแน่น
เสียงหัวเราะเ็าของภูติหิมะดังขึ้น เขาก้าวออกไปยืนกลางลานราวกับเป็เ้าของสถานที่ “สำนักเทพอัสนีย์ ผู้ใดมีฝีมือ จงก้าวออกมา! วันนี้จะต้องมีผู้ล้มลง มิเช่นนั้นไม่มีการเลิกลา!”
“ข้าเอง” นางกล่าวสั้นๆ น้ำเสียงหนักแน่น ดังสะท้อนทั่วลาน “สำนักทานตะวันหมายรวมอาณาจักรทั้งห้า สร้างกองกำลังอันยิ่งใหญ่ เพื่อรุกรานพิภพภูติในอนาคต หากข้าหยุดการกระทำนี้ของพวกเ้าไม่ได้... ทุกอาณาจักรก็จะถึงคราวล่มสลาย”
ข้อมูลเพิ่มเติม : พิภพอัสนีแบ่งออกเป็ห้าอาณาจักรคือ อาณาจักรเทพ, อาณาจักรน่านเ้า, อาณาจักรเทพสมุทร, อาณาจักรไพร, อาณาจักรสายฟ้า และอาณาจักรน้ำแข็งซี่งเป็ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไร้ผู้คนอาศัยมีเพียงสัตว์กึ่งเทพอาศัยอยู่เท่านั้น
เทพีน้ำค้างเหมันต์จ้องมองไปยังเหล่าภูติที่ยืนหยามเหยียดท้าทายตรงหน้า “ตราบใดที่ข้ายังยืนหยัดอยู่ พวกเ้าก็จะไม่มีทางก้าวข้ามลานแห่งนี้ไปได้”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นจากเหล่าภูติ ภูติหิมะหรี่ตาลงด้วยความฉงน “พูดจาไรสาระอะไรกัน แล้วเ้าเป็ใคร”
“ข้าคือสุทธินี ศิษย์ใหม่แห่งสำนักเทพอัสนีย์” เสียงนางเรียบง่าย แต่แววตากลับแน่วแน่ดั่งภูผาน้ำแข็ง
ภูติไฟหัวเราะพลางชักดาบเปลวเพลิงออกมา เปลวไฟบนคมดาบแผดเผาอากาศรอบข้างจนบิดเบี้ยว “ศิษย์ใหม่อย่างเ้า ไม่ต้องถึงมือเ้าสำนักข้าหรอก ฮ่าๆ เ้าเองคิดว่าจะพอมีปัญญาต่อกรกับข้าได้หรือไม่”
เทพีน้ำค้างเหมันต์จ้องดาบนั้นด้วยแววตาเ็า “เ้าเชื่อจริงๆหรือว่าดาบนี้จะทำอะไรข้าได้”
แค่ประโยคเดียวของนาง ความเงียบก็บังเกิดขึ้นดังเวลากำลังหยุดนิ่ง ก่อนที่ภูติไฟจะคำรามและกระโจนเข้าใส่ แรงโจมตีของเขาราวกับูเาไฟปะทุ ดาบเพลิงกรีดอากาศจนลานสั่นะเื แต่... ทุกการโจมตีกลับพลาดไปโดยสิ้นเชิง
เทพีน้ำค้างเหมันต์เคลื่อนไหวราวกับสายน้ำแข็งที่ไหลลื่น ลีลาเรียบง่ายแต่เฉียบคม ทุกย่างก้าว การหลบ การถอย การหมุนตัว ช่างแม่นยำไร้ที่ติ ไม่มีคมดาบใดแตะต้องผิวกายนางได้เลย
เสียงหอบหายใจของภูติไฟดังก้องท่ามกลางความเงียบ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ขณะที่สายตาของเทพีน้ำค้างเหมันต์ยังคงเยือกเย็น “นี่คือทั้งหมดของเ้าแล้วหรือ”
ทันใดนั้น เสียงะเิกึกก้องสะท้านพื้นลาน แสงเจิดจ้าแผ่กระจายจนผู้คนต้องยกมือบังตา ปรมาจารย์ภูติทั้งสี่รวมพลังเข้าด้วยกัน เกิดเป็ร่างอสูรั์ “ภูติทะลายฟ้า”
มันสูงตระหง่านกว่าต้นไม้ใหญ่สิบเท่า ิัหนาปกคลุมด้วยเกราะเพลิงลุกโชติ่ ลมหายใจเพียงครั้งเดียวก็แผดเผาอากาศจนร้อนระอุ
ภูติทะลายฟ้าคำรามสะท้านฟ้า ยกแขนั์ขึ้น เปลวเพลิงบิดเกลียวรวมเป็ ค้อนเพลิงมหึมา แล้วฟาดลงมาอย่างหฤโหด พื้นลานแตกกระจายเป็เสี่ยงๆ ไฟแดงฉานแผ่คลื่นความร้อนจนแม้แต่หินยังละลาย
เทพีน้ำค้างเหมันต์ถอยก้าวเดียว น้ำแข็งสีเงินก็พลันฟุ้งกระจายรอบกายเป็ เกราะเหมันต์ ปะทะกับแรงค้อนเพลิง เสียงดังสนั่นราวฟ้าผ่า เกราะน้ำแข็งแตกร้าวเป็เส้นดังรากไม้ แต่ยังไม่พังทลาย
“ทรงพลังนัก… ข้าไม่อาจหลบเพียงอย่างเดียวได้” นางครุ่นคิดในใจ แววตาแน่วแน่ไม่สั่นคลอน
นางยกมือซ้ายขึ้น พลังปราณเหมันต์กลั่นรวมจนเกิด กลุ่มมีดสั้นเหมันต์หลายสิบเล่ม นางสะบัดมือ มีดน้ำเหมันต์อันคมกริบทุกเล่มก็พุ่งออกไปพร้อมกันรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด พุ่งทะลุเกราะเพลิงภายนอกของภูติทะลายฟ้า…
แต่เพียงชั่วพริบตา มีดนั้นก็มิอาจทนต่อความร้อน จึงสลายไปโดยไม่อาจฝ่าเข้าไปถึงเนื้อแท้ของมันได้แม้แต่น้อยเลย
เสียงคำรามของภูติทะลายฟ้าดังสะท้อนอย่างน่าเกรงขาม ร่างั์ที่เกิดจากความชั่วร้ายของธาตุทั้งสี่ ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก มันแสยะยิ้ม ส่งเสียงดังสะท้านไปทั่ว “เ้ามีดีแค่เพียงป้องกัน… ไม่มีอาวุธใดทำร้ายข้าได้ เ้าจะไม่มีวันชนะ!”
ร่างใหญ่โตดังภูผาก้าวย่างเข้าหานางช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก มันไม่ปล่อยเวลาให้หายใจ มันยกหมัดขึ้น พลังพายุธาตุสี่ พวยพุ่งออกมา หมัดั์ที่หลอมรวมดิน น้ำ ลม และไฟ กระแทกอากาศจนบิดเบี้ยว พลังถาโถมเข้าหานางด้วยความเร็วมหาศาล เพียงคลื่นลมที่แผ่ซัดมาก็ทำให้ร่างเทพีน้ำค้างเหมันต์สั่นสะท้าน ไม่เคยมีใครบีบคั้นนางได้ถึงเพียงนี้มาก่อน
“พลังนี้ผสานด้วยธาตุทั้งสี่… หากไม่แยกมันออก ข้าย่อมพ่ายเป็แน่” นางคิดในใจ
เทพีน้ำค้างเหมันต์หมุนกายหลบวูบออกจากเส้นทางหมัดในเสี้ยวลมหายใจ ก่อนที่ฝ่ามือขวาจะเปล่งประกายพลังเหมันต์ ก่อเป็ หอกเหมันต์ ยาวเรียว ปลายคมดั่งผลึกเพชร นางซัดหอกพุ่งเข้าใส่จุดศูนย์กลางของพลังหมัด
เปรี้ยง!
แรงสั่นะเืดังสนั่น พลังเหมันต์เจาะทะลุหมัด แทรกซึมเข้าไปสลายพลังธาตุสี่ที่เคยสมดุลให้เกิดการปั่นป่วน ดุจสายโซ่ถูกตัด ห้วงพลังในแขนขวาแตกกระจาย ทำให้แขนขวาปริแตกออก และะเิกลายเป็เศษเสี้ยววับวาวล่องลอยไปดังหิ่งห้อยแล้วพลันสลายไปในอากาศ
ภูติทะลายฟ้าคำรามสะท้าน “เ้ากล้าทำลายพลังของข้าได้เช่นนี้… ช่างอันตรายนัก!” ดวงตาอสูรเต็มไปด้วยโทสะ
เทพีน้ำค้างเหมันต์หอบหายใจ ลมหายใจแ่แต่สายตายังคงแน่วแน่ “เพียงเสี้ยววินาทีก็มิอาจประมาท… หากลังเล ข้าคงสิ้นไปแล้ว”