เช้าวันรุ่งขึ้น
หานเฟิงสวมเสื้อผ้าหยาบสีหม่น หมวกสานปีกกว้างบดบังใบหน้าเกือบมิด สะพายตะกร้าหวายเก่าใบหนึ่งไว้บนหลัง ด้านในเต็มไปด้วยสมุนไพรนานาชนิดที่เขาเก็บได้เมื่อวันก่อน กลิ่นหอมจาง ๆ ของรากไม้และใบแห้งลอยตามลมมาพลาง ๆ
เมื่อเตรียมตัวเสร็จ เขาก็ออกเดินทางมุ่งหน้าเข้าเมือง
เขาเลือกเดินตามทางเล็กที่ลัดเลาะไหล่เขา เพราะเขามองว่าจะเป็ทางเดียวที่ใช่ทางหลักในการเดินไปสู่เมืองเฟ่ยเสี้ยน
แต่ฝีเท้าของหานเฟิงกลับมั่นคง ร่างกายขยับไปเองราวกับเคยผ่านทางนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
เสียงนกป่าร้องไม่ขาดสาย บาง่มีเสียงกิ่งไม้หักดังจากที่ไกลๆ เขาหยุดฟังอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินต่ออย่างไม่ใส่ใจ
หลังเดินทางตามเส้นทางมาราวสี่วัน หานเฟิงก็พ้นแนวป่า เส้นทางเริ่มกว้างขึ้น ดินสองข้างทางมีรอยเกวียนทับขนาน รอยรองเท้าไม้จมหายไปในโคลนชื้น ร่องรอยผู้คนเริ่มปรากฏให้เห็น
หานเฟิง (พึมพำ): “นี่คงเป็ทางที่พ่อค้าใช้เดินเข้าเมืองกระมัง…”
ไม่นานนัก ขบวนสินค้าขบวนหนึ่งก็มาถึง หานเฟิงไม่ลังเล รีบก้าวเข้าไปใกล้เพื่อสอบถามทาง
หานเฟิง (น้ำเสียงนอบน้อม): “พวกท่านกำลังมุ่งเข้าเมืองหรือไม่?”
ชายชราคนหนึ่งหันมาตอบด้วยท่าทีเป็มิตร “ใช่แล้ว พวกเรากำลังจะเข้าเมืองเฟ่ยเสี้ยน หากเ้าไม่มีเพื่อนเดินทาง จะร่วมทางกับพวกเราก็ได้ ทางไม่ไกลนัก อีกไม่ถึงชั่วยามก็ถึงแล้ว”
หานเฟิง: “เช่นนั้น…ข้าขอรบกวนด้วย”
หานเฟิง กล่าวพลางค้อมศีรษะคารวะทุกคนในขบวน ทำให้เหล่าพ่อค้ารู้สึกเอ็นดู ชายหนุ่มผู้นี้ดูสุภาพนอบน้อมอย่างยิ่ง
ระหว่างเดินทางเข้าสู่เมืองเฟ่ยเสี้ยน หานเฟิงก็ชวนชายชราผู้นั้นพูดคุย ทั้งเพื่อคลายความเงียบ
ชายชรา: “เ้ามีชื่อเสียงเรียงนามว่าไรหรือ?”
หานเฟิง: “ข้ามีนามว่า จง หานเฟิง ขอรับ”
ชายชรา: “แล้วเ้ามาจากที่ใดกัน?”
หานเฟิง: “ข้ามาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ บนเขาไท่ซาน ขอรับ”
ชายชรา: “เช่นนั้น ที่เ้าสะพายตะกร้า คงจะนำสมุนไพรเข้าเมืองไปขายอย่างงั้นรึ?”
เขาหันไปมองตะกร้าหวายบนหลังหานเฟิง พลางยิ้มอย่างเป็กันเอง
หานเฟิง: “ใช่ขอรับ… ว่าแต่ ท่านมีนามว่าอะไรหรือ?”
เขาตอบพลางเปลี่ยนเื่ถามกลับ เพราะรู้ดีว่าตนไม่ถนัดเื่โป้ปด
ชายชรา: “ข้ามีนามว่า ไป๋เฉิน มาจากเมืองลั่วหยาง”
หานเฟิง: “เมืองลั่วหยาง ? แล้วเมืองเล็ก ๆ อย่างเฟ่ยเสี้ยนมีอะไรให้ท่านสนใจทำการค้าด้วยหรือขอรับ?”
ไป๋เฉิน: “ฮ่า ๆ ข้าได้ยินมาว่าสมุนไพรจากเขาไท่ซานขึ้นชื่อเื่คุณภาพ ไหน ๆ ผ่านมาทางนี้ก็อยากแวะดูสักหน่อย เผื่อได้ของดีติดมือกลับไป”
หานเฟิง: “อ้อ… เป็เช่นนี้เอง”
ไป๋เฉิน: “ปกติแล้วเ้าจะนำสมุนไพรไปขายที่ใด? มีร้านประจำหรือไม่?”
หานเฟิง: “ข้าไม่มีร้านประจำหรอกขอรับ ร้านไหนให้ราคาดี ข้าก็ขายร้านนั้น”
ไป๋เฉิน: “ฮ่า ๆ ไม่เลวๆ รู้จักทำค้าขายเสียด้วย แล้วเ้ามีอะไรติดมาบ้างล่ะ? เดี๋ยวข้าจะรับซื้อไว้เอง รับรองให้ราคาดีกว่าตลาดแน่นอน”
หานเฟิง: “ข้ามีเพียงสมุนไพรทั่วไปที่หาได้จากเขาไท่ซาน ท่านสนใจหรือไม่ขอรับ?”
ไป๋เฉิน: “ดีเลย เช่นนั้นข้าขอเหมาหมดก็แล้วกัน ดูจากสมุนไพรในตะกร้าเ้าแล้ว… รากเทียนหูน่าจะเป็ของที่มีค่าที่สุดสินะ ข้าให้เ้าเต็มที่ ห้าตำลึง เ้าคิดเช่นไร?”
หานเฟิง: “ข้ายินดีรับข้อเสนอขอรับ หลังจากเข้าเมืองข้าจะได้เที่ยวชมอย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียเวลาไปเร่ขายสมุนไพรก่อน”
แม้หานเฟิงจะไม่สามารถประเมินค่าแท้จริงของสมุนไพรได้ แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะจุดประสงค์ของการเข้าเมืองครั้งนี้ มิใช่เพียงเพื่อขายของ
จากนั้นทั้งสองก็สนทนากันไปตลอดทาง จนกระทั่งถึงเมืองเฟ่ยเสี้ยน
เมื่อเข้าสู่ตัวเมือง ทั้งหานเฟิงกับไป๋เฉินก็พากันเข้าโรงเตี๊ยมเพื่อกินอาหารก่อนแยกย้าย
ในร้านนั้น มีทหารของเ้าอำเภอ 5 นายกำลังนั่งกินเหล้าอยู่ก่อนแล้ว
ทันทีที่เห็นหน้า หานเฟิงก็จำได้—พวกเขาคือกลุ่มที่เคยบุกสังหารชาวบ้านในหมู่บ้านของเขา
แต่ทหารเ่าั้กลับไม่จำเขาได้เลย ทำให้เขาเข้าใกล้ได้โดยไม่เป็ที่สงสัย
หานเฟิง: “พี่ ๆ ทหาร—พวกท่านเป็ทหารสังกัดเ้าอำเภอใช่หรือไม่?”
หนึ่งในกลุ่มนั้นหันมา พูดเสียงเย็น:
ทหาร: “เ้าเป็ใคร?”
หานเฟิง (ยิ้มเจื่อน น้ำเสียงนอบน้อม): “ข้าน้อยเป็เพียงคนผ่านมา ได้ยินชื่อเสียงกองทหารแห่งเมืองเฟ่ยเสี้ยนมานาน เลยอยากมาทักทาย”
เขากล่าวพลางเดินเข้ามาใกล้ในท่าทีเป็มิตร แล้วหันไปเรียกเสี่ยวเอ้อ:
หานเฟิง: “เสี่ยวเอ้อ—โต๊ะของท่านผู้กล้าโต๊ะนี้ เก็บเงินที่ข้าก็แล้วกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กลุ่มทหารก็ดูผ่อนคลายลง หานเฟิงยกจอกเหล้าขึ้น เดินวนชนจอกกับทุกคนทีละคนอย่างเป็กันเอง
จากนั้นก็กลับมานั่งที่โต๊ะของตน ก่อนสั่งเหล้าเพิ่มให้อีกหนึ่งไหพร้อมรอยยิ้มเจือเจตนา
ด้านไป๋เฉินซึ่งนั่งมองอยู่อย่างเงียบ ๆ กลับอดสงสัยไม่ได้
ไป๋เฉิน: “ข้าไม่เข้าใจเลย เ้าไปตีสนิทกับพวกมันทำไม?”
หานเฟิง (ยิ้มเย็น ช้า ๆ): “ไม่ต้องใส่ใจ พวกเขาน่าจะหมดอายุขัย ไม่เกินสามชั่วยาม…”
ไป๋เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อยกับคำพูดนั้น แต่ก็ไม่ได้ถามต่อ คิดว่าอีกฝ่ายคงล้อเล่นตามประสา
ยามโหย่ว (17.00–19.00 น.) ของวันเดียวกัน
ไป๋เฉิน: “เ้าคิดจะอยู่ที่เมืองเฟ่ยเสี้ยนอีกกี่วัน?”
หานเฟิง: “ข้าคงพักที่นี่สักระยะ ส่วนท่านล่ะ?”
ไป๋เฉิน: “อีกสองวันหลานสาวข้าก็น่าจะมาถึง ระหว่างนี้ก็คงเดินดูตลาด หาโอกาสทำการค้าไว้ก่อน”
หานเฟิง: “เช่นนั้นข้าไม่รบกวนท่านดีกว่า ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ข้าคงต้องขอตัวกลับที่พักก่อน”
ไป๋เฉินเช่าโรงเตี๊ยมอยู่ใจกลางเมือง ส่วนหานเฟิงเลือกโรงเตี๊ยมใกล้กำแพงเมือง
ด้วยราคาที่ถูกกว่า และไม่อยากรบกวนไป๋เฉินให้ต้องออกค่าใช้จ่ายแทนอีก อีกทั้งไป๋เฉินเองก็ไม่อยากให้หานเฟิงรู้สึกอึดอัด จึงตามใจเขา
ระหว่างทางกลับที่พัก ไป๋เฉินเดินผ่านย่านการค้า แล้วสังเกตเห็นชาวบ้านจำนวนหนึ่งกำลังมุงดูอะไรบางอย่างกลางถนน ด้วยความสงสัยจึงเข้าไปใกล้
เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบตัว:
“ข้าเห็นกับตาเลย เขาอยู่ดี ๆ ก็ล้มหมดสติต่อหน้าข้า”
“นั่นใช่ทหารของเ้าอำเภอหรือเปล่า?”
“ดูจากลมหายใจ… ข้าว่าพวกเขาไม่รอดแน่”
“เมื่อกลางวันยังเดินกร่างอยู่แท้ ๆ ไม่เห็นมีอาการป่วย แล้วจู่ ๆ กลายเป็แบบนี้ได้ยังไง?”
“ข้าเห็นว่า… ์คงลงทัณฑ์มากกว่า ข้าเห็นพวกมันชอบมารีดไถชาวบ้านอยู่บ่อย ๆ”
“พูดเบา ๆ หน่อย ถ้าพวกมันได้ยิน เดี๋ยวซวยเอานะ!”
ไป๋เฉินมองฝ่าฝูงคนไป เห็นชายกลุ่มหนึ่งนอนแน่นิ่งกับพื้น ใบหน้าเริ่มเขียวคล้ำ—ใช่ พวกเขาคือกลุ่มทหารที่หานเฟิงเพิ่งชนจอกด้วยในโรงเตี๊ยมเมื่อ่บ่าย
เขาขมวดคิ้วแน่น ความสงสัยตีขึ้นในใจ กับคำพูดของ หานเฟิงที่เคยบอกว่า พวกมันมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึง 3 ชั่วยาว
(จบบทที่ 3)