“ฮือๆ”
เสียงจากในลำคอดังกระจายไปทั่วห้อง กลุ่มคนนับสิบที่กำลังยืนล้อมเตียงอยู่ต่างแสดงสีหน้าที่เศร้าออกมาให้เห็น ทุกสายตาจ้องมองไปยังจุดเดียวกัน พวกเขากำลังมองไปยังร่างของชายชราที่นอนอยู่บนเตียง
ิัแทบจะติดกระดูก ดวงตาลึกโบ๋ ร่างผอมแห้งจนเห็นลักษณะของรูปกระดูก ด้วยสภาพร่างกายในปัจจุบันของชายชรา หากใครมาเห็นคงกลั้นน้ำตาแห่งความเวทนาเอาไว้ไม่อยู่
หนึ่งในกลุ่มคนที่กำลังยืนอยู่แสดงความเสียใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด เธอเป็หญิงวัยกลางคน อายุประมาณสามสิบกว่าๆ ดวงตาของเธอแดงก่ำ น้ำตาแห่งความเสียใจไหลออกมาแทบตลอดเวลา
“อย่าร้องสิ แบบนี้พ่อจะไม่สบายใจนะ” เสียงชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้านข้างพูดขึ้น
“ฮือ ฮือ พี่ใหญ่ก็ร้องเหมือนกันนี่” เธอกล่าวตอบกลับและหันกลับมามองไปยังร่างของชายชราอีกครั้ง
“พ่อไม่ต้องเป็ห่วงนะ อีกไม่นานพ่อก็จะไม่เจ็บอีกต่อไปแล้ว ไม่ต้องทนกับอาการป่วยอีก พ่อจะได้เจอกับแม่และได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง” เธอกล่าวปลอบชายชราพร้อมกับน้ำตาที่ยังคงไหลออกมา
ถึงจะใจแข็งเพียงใดหากถึงเวลาที่ต้องจากกับคนที่เรารัก มันก็ยากที่จะห้ามไม่ให้น้ำตาไหลออกมา ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามก็ไม่เว้น ตอนนี้ดวงตาของเขาคลอไปด้วยน้ำใสๆ
ตลอดเวลาที่ผ่านมาใน่ชีวิต เขาเข้มแข็งมาตลอด แต่ในตอนนี้ความเเข้มแข็งได้มลายหายไปจนสิ้น เขาไม่สามารถหยุดร้องไห้ได้เลย มือทั้งสองของเขากุมมือชายชราข้างหนึ่งยกขึ้นมาบริเวณหน้าอก
“พ่อครับ ไม่ต้องห่วงอะไรอีกแล้วนะ ผมจะดูแลครอบครัวเองครับ”
“ตาจะไปไหนค่ะ คุณแม่” เด็กสาวตัวน้อยเอ่ยถามด้วยความใสซื่อ
“คุณตากำลังจะไปหาคุณย่าจ๊ะลูก” หญิงวัยกลางคนตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่เปื้อนน้ำตา
“พ่อครับ ถึงผมจะเป็ลูกเขยแต่งเข้า แต่พ่อก็ดูแลผมอย่างดีเสมอ ขอบคุณมากนะครับ ขอให้พ่อหลับพักผ่อนอย่างสบายนะครับ”
“คุณพ่อ ฮือ ฮือ ทำไมพ่อถึงจากไปไวอย่างนี้”
“ผมรักคุณปู่นะครับ”
“ที่ผ่านมา หนูขอบคุณคุณพ่อมากที่ดูแลหนูเหมือนลูกแท้ๆคนหนึ่ง ขอให้พ่อหลับอย่างสบายนะคะ”
ผู้คนต่างกล่าวลาชายชราด้วยความเศร้าโศก คำพูดทั้งหมดชายชราสามารถรับรู้ เพียงแต่ไม่สามารถตอบกลับพวกเขาได้ ร่างของชายชรานอนแน่นิ่งไม่ไหวติง มีเพียงเส้นชีพจรบนหน้าจอที่ยังแสดงให้รู้ว่าชายชรายังคงอยู่ตรงนี้
เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกคนต่างรู้ว่าสี่คำนี้ไม่มีใครหนีพ้น แต่อนิจจาพอถึงวันที่ต้องพบเจอ มันก็ยากที่จะทำใจ
“ติ๊ด/\/ ติ๊ด/\ ติ๊ด/\/\ ติ๊ด/\ ตี๊ดดดดดด_______”
สัญลักษณ์ที่แสดงถึงการมีชีวิตได้กลายเป็เส้นตรงยาว ทุกคนต่างใ เสียงร้องไห้ดังขึ้นทั่วบริเวณ หากเด็กทารกได้ยินเสียงก็ต้องร้องตามด้วยเป็แน่
บานประตูห้องสีขาวได้เปิดขึ้นหลังจากชายชราเสียชีวิต ชายหนุ่มที่สวมชุดขาวเดินเข้ามายังบริเวณเตียง ด้านหลังยังมีพยาบาลสาวสวยเดินตามมาติดๆ
“ผมขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ” ชายชุดขาวกล่าวกับเหล่าญาติของชายชรา
วันเวลาผ่านไปแล้วล้วนไม่มีทางหวนกลับ งานศพของชายชรา มีคนมาร่วมงานจำนวนหนึ่ง ส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็คนรู้จักทั้งสิ้น ภายในงานยังคงมีความเศร้าแสดงออกมา
“พี่รอง เห็นพี่ใหญ่บ้างไหม”
“ยังไม่เจอเลยนะ สงสัยกำลังขับรถมาละมั้ง?”
“คงเป็แบบนั้น วันนี้เป็งานวันสุดท้ายแล้วด้วย”
“หรือว่าพี่ใหญ่จะเกิดอุบัติเหตุ?”
“ไม่หรอก เดี่ยวก็คงมาเองแหละ เราเข้าไปช่วยงานด้านในกันเถอะ”
งานศพดำเนินผ่านไปจนจบพิธี บรรดาแขกต่างก็เริ่มแยกย้ายเดินทางกลับบ้าน ภายในงานเหลือแขกเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ณ ที่แห่งหนึ่งอันไกลโพ้น
“เอ๋!! สุดยอด!! ไม่เคยเห็นแต้มความดีสูงขนาดนี้เลยนะเนี่ย”
“ไหนๆ ข้าขอดูหน่อย” หญิงสาวแย่งกระดาษจากมือหญิงอีกคน
“ว้าว…สูงมากจริงๆ”
“ท่านค่ะ เรารีบทำงานต่อดีไหม ยังเหลืองานอีกเยอะเลย?”
“นั้นสินะ รีบทำงานต่อเถอะ”
ที่บ้านหลังหนึ่ง ด้านหน้าห้องมีชายหนุ่มกำลังเดินวนกลับไปกลับมา ภายในห้องมีเสียงร้องดังออกมาเป็ระยะๆ
“อดทนไว้ เบ่งอีกหน่อย”
“ฉันจะไม่ไหวแล้ว!!อ้าา”
“อีกนิดเดียวๆ เบ่ง เบ่ง เบ่งอีก”
ได้ยินบทสนทนาก็ยิ่งทำให้ชายหนุ่มกังวลมากขึ้นไปอีก เขาเป็ห่วงความปลอดภัยของภรรยาและลูกที่กำลังจะลืมตาออกมาดูโลกในเร็วๆนี้ เวลายังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ แต่ในตอนนี้เขารู้สึกว่าเวลามันผ่านไปช้าเสียเหลือเกิน
“อุแง๊ อุแง๊”
เสียงร้องดังขึ้นไม่นานนัก ครู่ต่อมาบานประตูก็เปิดออก หญิงชราคนหนึ่งค่อยๆเดินออกมาจากด้านใน ในอ้อมแขนมีทารกกำลังนอนอยู่ เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยยังดังออกมาเป็ระยะๆ
“แม่ สวีปิงกับลูกปลอดภัยไหมครับ”
“ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูก หายห่วงๆ ตอนนี้ให้สวีปิงนอนพักผ่อนก่อน”
“ครับแม่ ผมขออุ้มลูกหน่อย”
หญิงชราค่อยๆส่งทารกน้อยไปให้ชายหนุ่ม อ้อมแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามอุ้มเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน สายตาก็จ้องมองออกไปด้วยความดีใจ
“พ่อจะตั้งเชื่อเ้าว่า หลินตง”
*19 ปีผ่านไป*
มหาลัยหนานจินเป็สถานศึกษาที่ใหญ่เป็อันดับต้นๆของเมืองหนานจิน หนุ่มสาวมากมายต่างมีเป้าหมายที่จะเข้าเรียนที่นี่ให้ได้ หากสามารถจบการศึกษาจากที่นี่ได้ หน้าที่การงานในอนาคตของพวกเขาคงสดใสอย่างแน่นอน
ด้านหน้าประตูทางเข้าหลักของมหาลัยเต็มไปด้วยหนุ่มสาวนักศึกษามากมาย ในบรรดากลุ่มคนจำนวนมาก มีชายหนุ่มหน้าตาใสซื่อคนหนึ่งกำลังยืนรอใครบางคนอยู่ที่ด้านหน้าทางเข้า
เขามีรูปร่างที่สูงเหมือนกับนายแบบ ประกอบด้วยหน้าตาที่ค่อนข้างดี ผิวออกสีแทนแสดงให้รู้สึกถึงความป่าเถื่อนเล็กน้อย แต่ก็เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่น่าหลงไหล
ในมือของเขาถือช่อดอกไม้ช่อใหญ่สวยงาม ประกอบไปด้วยดอกไม้หลากหลายชนิด รอไม่นานนักเขาก็เห็นคนที่กำลังรออยู่กำลังเดินมาพอดี
หญิงสาวหน้าตาสะสวย ผิวขาวราวกับหิมะ แก้มและริมฝีปากอมชมพูแลดูคล้ายลูกพีช ชุดกระโปร่งยาวสีชมพูยิ่งทำให้เธอดูน่ารักยิ่งขึ้นไปอีก
รอยยิ้มของชายหนุ่มปรากฏเพียงไม่นานก็ต้องหยุดไป มองดูด้านข้างของหญิงสาวยังมีชายหนุ่มที่ใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมทั้งตัวเดินเคียงคู่กันมา
ทั้งสองเดินควงแขนพูดคุยหัวเราะราวกับว่าเป็คนรักกัน ชายหญิงแลดูช่างเหมาะสมกันยิ่งกว่ากิ่งทองใบหยกซะอีก
พวกเขาเดินมาเรื่อยจนมาหยุดอยู่ที่ด้านหน้าของชายหนุ่ม เมื่อหญิงสาวเห็นก็ใแต่เธอก็ใเพียงไม่นาน ทั้งสองมองไปยังชายด้านหน้าด้วยสายตาดูเหมือนเหยียดหยาม
เขาพยายามตั้งสติให้กลับมาอีกครั้ง และมองไปยังคู่ชายหญิงที่อยู่ตรงหน้า สายตาที่มองไปยังด้านหน้าแสดงออกถึงความสงสัยออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
เขาอยากจะถามอะไรสักอย่างกับคนทั้งสอง แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำใดๆ หญิงสาวได้กล่าวขึ้นมาก่อน
“หลินตง ั้แ่นี้ไปเราเลิกกัน”
เปรี้ยง!!ร่างกายราวกับโดนฟ้าผ่า เขายืนนิ่งไปชั่วครู่ ดวงตามองไปด้านหน้าด้วยความว่างเปล่า ประสาทรับเสียงไม่สามารถรับรู้สิ่งใดได้อีกหลังจากได้ยินประโยคนั้น ผ่านไปไม่นานเขาจึงตั้งสติได้
“นี่มันอะไรกัน เธอล้อเล่นกันใช่ไหม?”
หลินตงถามคำถามที่สุดแสนจะโง่เหง้าออกไป หญิงสาวยังคงมองมายังหลินตงด้วยสายตาที่เวทนา เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง
“ฉันขอโทษจริงๆนะหลินตง จริงๆแล้ว เื่ที่เราคบกัน ฉันพนันกับเพื่อนๆไว้ว่า ถ้าทำให้นายตกหลุมรักฉันและเป็แฟนกัน ฉันจะชนะ”
“แต่ก็นะ ถ้าเพื่อนๆฉันไม่เล่นเกมส์พนัน ฉันก็ไม่มีวันไปคบกับนายหรอก ดูนายสิ ทั้งจน เรียนก็ไม่ได้เรียน ชิ.”
เธอพูดออกมาด้วยสีหน้าอันเรียบเฉย ชายหนุ่มที่ยืนอยู่เห็นว่าได้โอกาสก็รีบกล่าวเสริม
“แกน่าจะรู้จุดยืนของตัวเองไว้นะ ซูเหม่ยที่เพียบพร้อมไปด้วยหน้าตา การศึกษา จะยอมไปเป็แฟนกับคนกระจอกแบบแกจริงๆหรอ!?”
“จะบอกอะไรให้รู้ไว้นะ ตอนนี้ซูเหม่ยเป็แฟนของฉันว่ะ ฮ่าๆ”
“เอ๊ะ เอ๊ะ!นั่นอะไรนะ ดอกไม้! แกไปเก็บจากข้างทางมาเหรอ ว่ะ ฮ่าๆ”
“พอเถอะที่รัก เราไปจากที่นี่กันดีกว่า”
ราวกับรูปปั้นหินที่ไม่สามารถขยับได้ หลินตงยืนนิ่งงันดูทั้งสองที่กำลังเดินจากไป คู่ชายหญิงเดินออกไปไกลนานแล้ว แต่หลินตงยังยืนอยู่ที่เดิมจนราตรีเวียนมาถึง
ตลอดเวลาที่ผ่านมาชีวิตของเขาแย่มาตลอด เขาอยากเรียนต่อมหาลัยแต่ก็ไม่สามารถเข้าเรียนได้ ไม่ใช่ว่าหลินตงไม่สามารถสอบเข้าได้ แต่เป็เพราะฐานะทางบ้านของเขาที่แสนจะลำบาก
หลังจากหลินตงจบการศึกษามัธยมต้น เขาก็ออกมาทำงานเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้านทันที
เขาทำงานทุกอย่างที่สามารถทำได้ กลางวันทำงานก่อสร้าง ตกเย็นยังไปทำงานเสริฟที่ร้านอาหารต่อ วันหยุดคืออะไรเขาไม่รู้จัก หลินตงออกมาทำงานแทบทุกวัน
จนวันหนึ่งเมื่อครึ่งปีที่ผ่านมา หลังจากเสร็จงานก่อสร้างแล้ว เขาก็ไปทำงานเสิร์ฟตามปกติ
วันนั้นหลินตงได้พบกับซูเหม่ยเป็ครั้งแรก เธอมาฉลองวันเกิดกับเพื่อนๆที่ร้านอาหาร หลินตงตกหลุมรักซูเหม่ยทันทีเมื่อได้เห็น
แต่เขาก็รู้ตัวเองว่าไม่เหมาะสมกับเธอ หลินตงทำงานจนถึงเวลาร้านปิด จู่ๆซูเหม่ยก็มาขอเบอร์ติดต่อของหลินตงเอาไว้ ก่อนที่พวกเธอจะกลับไป
หลังจากวันนั้นความสัมพันธ์ระหว่างหลินตงและซูเหม่ยก็พัฒนาอย่างรวดเร็ว จนวันหนึ่งหลินตงจึงขอซูเหม่ยเป็แฟน
ั้แ่วันที่ได้เจอกันครั้งแรก หลินตงก็เริ่มรู้จักกับความว่าความรัก เขาพยายามทำงานให้หนักขึ้น เพื่อที่เก็บเงินให้ได้เยอะๆ หวังจะเอาไปลงทุนเพื่อหวังว่าชีวิตจะดีขึ้น
ั้แ่หลินตงเริ่มทำงาน นอกจากเงินส่วนที่ต้องส่งให้แม่ เขาก็ยังแบ่งเงินออกเป็สองส่วน ส่วนแรกเก็บไว้ลงทุน อีกส่วนเขาตั้งใจเก็บเพื่อที่จะซื้อของขวัญให้กับซูเหม่ย
ในวันนี้ของขวัญที่ซูเหม่ยอยากได้ เขาก็สามารถเก็บเงินพอที่จะซื้อมาได้ ถึงจะลำบากมากขึ้นหน่อยแต่เขาก็สามารถทำได้ วันนี้เป็วันเกิดของซูเหม่ย เขาตั้งใจนำของขวัญมาเซอร์ไพรส์ แต่เป็ตัวเขาเองที่กลับโดนเซอร์ไพรส์แทน
หลินตงยืนอยู่ที่เดิมจนดึกดื่น จึงค่อยๆเดินกลับบ้านของตน เมื่อกลับมาถึงห้องเขาล้มตัวลงนอนทันที เขาหลับตานึกถึงวันเก่าๆที่มีความสุขกับซูเหม่ย
น้ำตาแห่งความเสียใจก็ไหลออกมาแทบไม่หยุด เขาร้องไห้ตลอดเวลาจนเผลอหลับไป
เช้าวันใหม่มาถึง ประตูห้องยังคงปิดสนิท เพื่อนที่ทำงานก่อสร้างเดินมาเคาะประตูเพื่อที่จะตามหลินตงไปทำงาน
“ก๊อกๆๆ”
“เอ๊…ปกติเ้าหลินตงไม่เคยมาสายนี่นา!!หรือว่าจะไม่สบาย?”
“หลินตง ถึงเวลาไปทำงานแล้วนะ”
หลินตงที่กำลังนอนมองดูแหวนอยู่ถึงกับสะดุ้งเพราะความใ
“เฟยเทียนหรอ?”
“ฉันเองๆ”
“วันนี้รู้สึกไม่ค่อยสบายนะ ฝากลาหยุดกับเถ้าแก่ให้ที”
“อ่อ ได้ๆเื่งานเดี่ยวจะบอกให้เอง ว่าแต่นายไม่เป็อะไรมากใช่ไหม?”
“ไม่มากเท่าไร พักซักหน่อยคงจะดีขึ้น”
“โอเคๆ งั้นฉันไปก่อนนะ”
จบบทสนทนาเฟยเทียนก็รีบเดินกลับไปยังรถบัสทันที หลินตงก็ล้มตัวลงนอนมองดูแหวนอีกครั้ง
เขาลางานถึงสามวัน ตลอดสามวันเขาแทบจะไม่ได้ออกมาข้างนอกเลย เป็เฟยเทียนที่คอยส่งข้าวส่งน้ำให้ตลอด
“หลินตง วันนี้ฉันว่านายควรไปหาหมอนะ”
“ดะ ได้ ฉันจะไปหาหมอแน่นอน ขอบคุณมากนะเฟยเทียน”
วันนี้หลินตงยังเก็บตัวอยู่ในห้อง เขาฝากเฟยเทียนลางานอย่างที่เคย หลังจากพูดคุยกับเฟยเทียนเสร็จแล้ว เขาก็ตรงมายังที่นอนล้มตัวลงนอนทันที
“กริ๊งงงงงง กริ๊งงงงง”
เสียงมือถือที่อยู่ข้างตัวดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูชื่อคนที่โทรมาทันที เมื่อเห็นว่าเป็ใครที่โทรมา เขาจึงกดรับสาย
“แม่”
“หลินตง สบายดีไหมลูก”
ประโยคสั้นๆที่แม่พูดออกมา *สบายดีไหมลูก* ทำให้เขาได้สติกลับมาอีกครั้ง น้ำตาเริ่มไหลออกจากดวงตา ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขามีสิ่งที่เรียกว่าความสุขอยู่แล้ว นั่นก็คือ “ครอบครัว”
“ผมสบายดีครับ แม่กับน้องละครับ เป็ยังไงบ้าง”
“แม่กับน้องสบายดี ไม่ต้องห่วงๆ”
“ครับแม่”
“วันนี้เป็วันเกิดของลูก แม่กับน้องโทรมาอวยพรวันเกิดให้ลูก แม่กับของขออวยพรให้ลูกมีสุขภาพที่ดี ขอให้ลูกประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน”
เป็เพราะเขาคิดถึงแต่เื่ของซูเหม่ย ทำให้เขาลืมวันเกิดของตัวเองเสียสนิท
“อ่อ..ขอบคุณแม่กับน้องมากนะครับ”
“ปีนี้ลูกก็ไม่ได้กลับบ้าน ปีหน้าลูกต้องกลับให้ได้เลยนะ แม่กับน้องอยากเจอลูกมาก”
“ครับแม่ ปีหน้าผมจะกลับแน่นอน”
“งั้นแม่วางก่อนนะ แม่ต้องไปแล้ว ไว้ค่อยคุยกันใหม่”
“ครับ แม่ก็ดูแลสุขภาพตัวเองด้วย”
“ตู๊ดๆๆ…”
สิ้นเสียงของปลายสาย หลินตงลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่าง เขามองทอดยาวออกไปด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
“ครอบครัว”
เขายืนอยู่ที่หน้าต่างสักพักก็เดินกลับเข้ามาเตรียมตัวออกไปข้างนอกเพื่อซื้อของ เขาตั้งใจไปซื้อเค้กสักก้อนกับเครื่องดื่มอีกนิดหน่อยให้กับตัวเอง
เวลาล่วงผ่านไป หลินตงออกไปซื้อของไม่นานก็กลับมายังห้องพัก ่เย็นก็เป็เวลาเลิกงานของเฟยเทียนพอดี
เฟยเทียนเดินมายังห้องของหลินตงทันทีเมื่อกลับมาถึง ในมือข้างหนึ่งถือขวดเหล้าเอาไว้แน่น อีกข้างก็ถือกล่องสีแดงเอาไว้
“ก๊อกๆๆๆ”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นไม่นาน บานประตูก็เปิดออก เมื่อเห็นหลินตง เฟยเทียนก็ยิ้มให้พร้อมกับยื่นมือทั้งสองข้างออกไปด้านหน้า
“สุขสันต์วันเกิดหลินตง มีความสุขมากๆพร้อมกับร่างกายที่แข็งแรงๆ”
“ขอบคุณมากนะเฟยเทียน เข้ามาข้างในก่อนสิ”
เฟยเทียนรีบเข้าไปยังในห้องของหลินตง ทั้งสองช่วยกันจัดเตรียมของทำอาหารฉลองงานวันเกิด
เฟยเทียนอยู่กับหลินตงจนเวลาดึก สองหนุ่มกินดื่มกันจนเมาแทบจะไม่ได้สติ เฟยเทียนมองดูนาฬิกาก็ถึงเวลาที่ต้องกลับห้องของตัวเองจึงกล่าวลาหลินตงก่อนที่จะลุกเดินออกจากห้องไป
เมื่อส่งเฟยเทียนกลับไปแล้ว หลินตงก็กลับมานั่งดื่มต่อ เนื่องจากสุราที่เฟยเทียนนำมายังเหลืออยู่
เวลายามค่ำคืนผ่านล่วงเลยไป หลินตงก็ดื่มสุราจนหมดขวด เขาล้มตัวลงนอนทันที ก่อนที่สติจะเลือนหายไป มีเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นภายในหัวของเขา
“ติ๊ง!!!” “ปลดล็อคระบบ”