ยิ่งท้องนภามืดมัวสายฝนก็กระหน่ำหนักยิ่งขึ้น เมฆดำทมิฬปกคลุมทอดสูงเป็นชั้นหนา
เหล่าศิษย์ที่ทราบข่าวต่างพากันตรงมายังตำหนักส่วนที่สาม
ตลอดทางเหล่าศิษย์ของสาขาลัวซาต่างตกตะลึงต่อภาพที่เห็นเบื้องหน้าทั่วอาณาบริเวณมีร่างของศิษย์หน่วยควบคุมกฎเกลื่อนกระจายเต็มพื้นที่ ทว่าบริเวณลานจัตุรัสของตำหนักส่วนที่สามมีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังสาวเท้าเข้ามาช้าๆเหล่าศิษย์หน่วยควบคุมกฎที่ปิดล้อมข้างหน้าไว้นั้น สีหน้าเต็มไปด้วยความสะพรึงกลัวพลางก้าวถอยหลังไม่หยุด
ทันใดนั้นพายุฝนพลันถูกร่างทั้งแปดทะลวงฝ่าเข้ามา
“พวกเขาเหล่าผู้พิทักษ์กฎใหญ่แห่งตำหนักกฎหมาย...”
“มาเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว ศิษย์หน่วยควบคุมกฎถูกทำร้ายมากถึงเพียงนี้ ในฐานะที่เลี่ยวเจว๋เป็นผู้พิทักษ์กฎใหญ่หากไม่รีบจัดการเรื่องนี้ล่ะก็เช่นนั้นเขาคงมีปัญหาเป็นแน่”
“ครานี้มีเรื่องน่ารื่นเริงให้ดูแล้วสิ ศิษย์พี่เลี่ยวอยู่ที่สาขาลัวซาของพวกเราแต่เขาคือผู้อยู่เบื้องหลังสิบอันดับแรกของมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ พลังของผู้พิทักษ์ทั้งเจ็ดนั้นก็แข็งแกร่งมากล้วนอยู่ในอันดับสูงของสาขาลัวซาเช่นกัน”
เหล่าศิษย์ที่อยู่ตำหนักส่วนที่สามแออัดทั้งภายในภายนอกศิษย์ทุกคนต่างจับจ้องสายตาไปยังใจกลางลานจัตุรัส
“ทุกท่าน ลงมือจับเขาพร้อมกัน” เลี่ยวเจว๋ตะโกนสั่งการ
“รับทราบ!”
ร่างของผู้พิทักษ์กฎทั้งเจ็ดรวดเร็วราวกับพายุคลั่งต่างแยกกระจายกันไปด้วยความเร็วสูงแล้วทะยานใส่หลินโม่จากทุกสารทิศอย่างน่าหวาดกลัวบนร่างทั้งเจ็ดต่างปลดปล่อยพลังเจินหยวนเอาไว้ ทำให้สายฝนที่สาดลงมากระเด็นกระจายไป
จากการร่วมมือกันของทั้งเจ็ดคนพลังของเจินหยวนที่ปะทุออกมานั้นช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน
ชายหนุ่มยืนตระหง่านอยู่ใจกลางลานจัตุรัสภายใต้แสงสว่างวาบของสายฟ้าแลบ ผิวหนังพลันสะท้อนเปล่งประกายสีโลหะมันวาว ร่างนริศเก้าสวรรค์ของขั้นริเริ่มปลดปล่อยพลังออกมาจนสิ้นหมัดหนึ่งเหวี่ยงทะลวงออกมากลางอากาศ
ปัง!
พายุฝนถูกพลังกายอันน่าตะลึงดึงดูดเข้ามาก่อตัวกลายเป็นพายุงวงช้างมหึมาลอยพุ่งขึ้นสู่ผืนฟ้า
พลังเจินหยวนที่ผู้พิทักษ์ทั้งเจ็ดปลดปล่อยออกมาเพียงพริบตาก็ถูกตัดสะบั้นไปเกินครึ่ง ครั้นสัมผัสได้ถึงแรงโจมตีที่ปะทะเข้ามา สีหน้าของทั้งเจ็ดพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อยแต่ก็ยังสามารถปัดกระจายแรงโจมตีที่ปะทะเข้ามาได้ พวกเขาแปลกใจกับพลังกายที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ของเจ้าหนุ่มตรงหน้าเป็นอย่างยิ่งรู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้ากับอสูรระดับต่ำตัวหนึ่งอยู่อย่างไรอย่างนั้น
อสูรระดับต่ำที่อ่อนแอที่สุดล้วนบรรลุในระดับหลอมปราณขั้นต้นอีกทั้งเนื้อหนังของอสูรนั้นทั้งหยาบทั้งหนา มีพละกำลังกายน่าทึ่ง ผู้ฝึกตนที่บรรลุในระดับเดียวกันต่างก็ไม่สามารถที่จะเผชิญหน้าอสูรระดับต่ำได้อย่างง่ายดาย
“ทุกท่าน คนผู้นี้มีพลังกายต่างจากคนทั่วไป พละกำลังจะต้องอึดทนยาวนานเป็นแน่อย่าอ่อนข้อให้เขาอย่างเด็ดขาด ทุกท่านปลดปล่อยปราณวิญญาณหลอมกายาออกมา แล้วรีบปิดฉากจัดการความขัดแย้งนี้ซะ”เลี่ยวเจว๋เอ่ยสั่งเสียงเหี้ยม
ผู้พิทักษ์กฎทั้งเจ็ดพยักหน้า
อ้าก!
ร่างของเลี่ยวเจว๋พลันสร้างอสูรพยัคฆ์ที่ทั้งร่างปกคลุมไปด้วยเศษหินอัคนีออกมานี่คือปราณวิญญาณธาตุดินที่สร้างขึ้นจากโลหิตวิญญาณของอสูรศิลาพยัคฆ์ระดับสูง จากการเสริมด้วยพลังเจินหยวนรูปร่างของอสูรศิลาพยัคฆ์จึงยิ่งดุร้ายมากขึ้น พื้นใต้ฝ่าเท้าของเลี่ยวเจว๋ค่อยๆ แตกทลายออกเป็นเสี่ยงๆเศษหินละเอียดนับไม่ถ้วนสาดยิงออกมา เศษหินทั้งหมดถูกดึงดูดไปรอบปราณวิญญาณธาตุดินโดยมีปราณวิญญาณเป็นศูนย์กลางแปรสภาพกลายเป็นกระแสคลื่นศิลาวังวน
ขณะเดียวกันเสียงคำรามมากมายก็ดังตามกันมาร่างของผู้พิทักษ์ทั้งเจ็ดต่างสร้างปราณวิญญาณธาตุต่างๆ ออกมาเช่นกัน อีกทั้งรูปร่างของปราณวิญญาณเหล่านี้ก็แตกต่างกันซึ่งทั้งหมดล้วนสร้างขึ้นจากโลหิตของอสูรระดับกลางในแต่ละธาตุ
ปราณวิญญาณที่แปรสภาพจากโลหิตอสูรธาตุน้ำเงยหน้าพลางพ่นวังวนพายุฝนกระหน่ำหลอมรวมเข้ากับปราณวิญญาณอย่างบ้าคลั่ง ปราณวิญญาณที่แปรสภาพจากโลหิตอสูรธาตุไม้นั้นครั้นถูกพายุฝนโปรยปรายเข้าใส่ก็เปลี่ยนเป็นเขียวขจียิ่งขึ้น...
ปราณวิญญาณทั้งแปดรูปแบบปรากฏแก่สายตาทำให้พายุฝนกระหน่ำบนลานจัตุรัสบ้างถูกดูดกลืน บ้างก็ถูกกลั่นระเหยไป น้ำที่เดิมทีท่วมขังบนพื้นนั้นกลับกลายเป็นแห้งเหือดไปครั้นได้รับผลกระทบจากปราณวิญญาณทั้งแปดรูปแบบ ใจกลางลานจัตุรัสของตำหนักส่วนที่สามกลับกลายเป็นสภาวะสุญญากาศ
เลี่ยวเจว๋กระตุ้นปราณวิญญาณของตนเจ็ดคนที่เหลือก็ค่อยๆ ออกมือเช่นกัน
ครืน...
ทันใดนั้น ปราณวิญญาณทั้งแปดรูปแบบพลันดึงดูดเข้าด้วยกันอย่างแปลกประหลาดกระแสพายุงวงช้างพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ปราณวิญญาณทั้งแปดรวมตัวกันอยู่ด้านนอกราวกับระลอกคลื่นน้ำวนสนั่นโลกซึ่งแฝงด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัวทั้งแปดไว้ในนั้น
ปราณวิญญาณประสานร่วม...
เหล่าศิษย์ที่เฝ้ามองจากที่ไกลๆต่างพากันสูดลมหายใจอันเยือกเย็นเข้าปอด ปราณวิญญาณประสานร่วมอันหาได้ยากยิ่งที่สุดปกติจำต้องรวมปราณวิญญาณถึงห้าธาตุเข้าด้วยกัน อีกทั้งผู้ฝึกตนทั้งห้าที่ครอบครองปราณวิญญาณห้าธาตุนี้ยังต้องฝึกร่วมกันมาอย่างยาวนานอีกด้วยเพื่อให้ต่างฝ่ายคุ้นเคยซึ่งกันและกันแล้วปลดปล่อยปราณวิญญาณทั้งห้าธาตุออกมาในตอนท้ายจึงจะสามารถจุดชนวนปราณวิญญาณประสานร่วมให้ปรากฏขึ้นมาได้ ทว่าเมื่อปรากฏขึ้นเช่นนี้แล้วพลังของเหล่าผู้ฝึกจะถูกผสานเข้ากับการประสานร่วม แล้วระเบิดอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวอย่างขีดสุดยิ่งขึ้นออกมา
หากว่าเป็นผู้ฝึกในระดับหลอมปราณขั้นต้นล่ะก็พลังของปราณวิญญาณประสานร่วมที่จุดขึ้นมานั้นก็พอที่บรรลุถึงระดับหลอมปราณขั้นกลางแล้วนี่ยังถือว่าเป็นพื้นฐานขั้นสุด ยิ่งคนมาก พลังที่ปลดปล่อยออกมาก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามลำดับ
ปราณวิญญาณประสานร่วมที่เกิดจากทั้งแปดคนนำโดยเลี่ยวเจว๋นั้นอานุภาพยิ่งมากเกินกว่าจะจินตนาการได้
พายุงวงช้างขนาดมหึมาพุ่งทะยานสู่ฟากฟ้าชายหนุ่มที่อยู่ใจกลางลานจัตุรัสพลันถูกแรงดึงดูดอันน่าสะพรึงกลัวของปราณวิญญาณประสานร่วมดึงเข้าไปในทันที...
ณ ห้องพลังปราณของตำหนักส่วนที่สี่
ปัง!
เสียงระเบิดดังสะท้านขึ้นตามด้วยพลังแห่งฟ้าดินเกือบครึ่งของห้องพลังปราณหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งอย่างบ้าคลั่งพลังแห่งฟ้าดินที่ถ่ายทอดเข้าไปนั้น ทำให้พลังเจินหยวนบางเบาก่อตัวขึ้นอีกชั้นในร่างของเขา
“ในที่สุดก็ทะลวงได้แล้ว...”
ใบหน้าของฉิวจวิ้นเผยร่องรอยแห่งความดีใจแทบบ้าเป็นเพราะความช่วยเหลือของโอสถหลอมปราณเม็ดนั้น ในที่สุดเขาจึงทะลวงไปสู่ระดับหลอมปราณขั้นต้นได้
ยังไม่ถึงอายุยี่สิบก็บรรลุถึงระดับหลอมปราณขั้นต้นแล้วท่ามกลางสาขาลัวซาก็ถือว่าเป็นผู้มีคุณวุฒิระดับสูงสุดอีกด้วย หากผ่านไปอีกสักปีสองปีการยึดอำนาจในตำแหน่งสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์แห่งสำนักเทียนซิงก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากอีกต่อไป
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดของระดับฝึกร่างและระดับหลอมปราณนั้นในระดับฝึกร่าง พละกำลังแม้จะแข็งแกร่ง แต่แท้จริงแล้วล้วนเป็นพลังภายนอก ซึ่งเมื่อถึงขีดจำกัดก็จะหมดไปทว่าระดับหลอมปราณนั้นกลับแตกต่าง พลังเจินหยวนที่รวมตัวกันไม่เพียงจะมีอานุภาพที่น่าตะลึงยิ่งขึ้นแต่ยังสามารถกระตุ้นพลังภายนอกให้เพิ่มอานุภาพแก่เจินหยวนได้อีกด้วย
“ยินดีด้วยศิษย์พี่ฉิว!”
เหล่าศิษย์ทั้งหลายในห้องพลังปราณต่างมองฉิวจวิ้นด้วยสายตาริษยาเหล่าศิษย์รุ่นก่อนที่เดิมทีเรียกฉิวจวิ้นว่าศิษย์น้อง ถึงยามนี้ต่างรีบเปลี่ยนคำเรียกเป็นศิษย์พี่แล้ว
เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับหลอมปราณไม่เพียงแต่พลังที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทว่าฐานะในสำนักเทียนซิงก็จะเปลี่ยนแตกต่างไปโดยสิ้นเชิงคาดไม่ถึงว่าแท้จริงแล้วแม้สำนักเทียนซิงจะมีศิษย์มากมายถึงเพียงนี้ แต่ศิษย์ที่สามารถทะลวงไปถึงระดับหลอมปราณได้กลับมีเพียงหยิบมือเท่านั้น
ไม่ต้องพูดถึงศิษย์รุ่นใหม่ต่อให้เป็นศิษย์รุ่นก่อนก็มีถึงเก้าส่วนที่ยังคงวนเวียนอยู่ในระดับฝึกร่างขั้นที่เก้าทว่าสายเกินที่จะทะลวงไปได้ กระทั่งว่ายังมีบางคนที่อาจจะหยุดอยู่เพียงแค่ระดับฝึกร่างขั้นที่เก้าไปตลอดชีวิตก็เป็นได้
นี่คือความโหดร้ายของวิถีแห่งการฝึกหากไม่สามารถก้าวไปยังขั้นที่สูงขึ้นได้ เช่นนั้นความหวังตลอดชีวิตนี้ก็เลือนรางไป
ทว่าการก้าวเข้าสู่ขั้นต่อไปนั้นยากเกินพรรณนาแม้ว่าจะเป็นฉิวจวิ้น หากไม่มีโอสถหลอมปราณคอยช่วย อัตราในการที่เขาจะสามารถทะลวงไประดับหลอมปราณนั้นก็ต่ำมากเช่นกันอย่างไรเสียการทะลวงสู่ระดับหลอมปราณด้วยตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาจะสามารถทำสำเร็จได้มีเพียงผู้มีพรสวรรค์เท่านั้นถึงจะลองพึ่งตัวเองในการทะลวงสู่ขั้นหลอมปราณได้ ส่วนมากต่างพึ่งพาแต่โอสถหลอมปราณ
แน่นอนว่า การทะลวงไปด้วยตนเองกับการทะลวงไปด้วยโอสถหลอมปราณนั้นก็ยังมีข้อแตกต่างอยู่มากแม้ว่าก่อนหน้านั้นอัตราในการทะลวงต่ำเสียจนน่าเวทนา ทว่าเมื่อทะลวงได้แล้วพลังเจินหยวนจะรวมตัวกันอย่างเข้มข้นไร้ที่เปรียบรากฐานก็มั่นคงยิ่งขึ้นเหนือกว่าผู้ฝึกตนที่ใช้โอสถหลอมปราณในการทะลวงไปมาก
เฟิงหลิงเหยียนเดินเข้ามาด้วยความยินดีแล้วเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเสน่ห์“ยินดีด้วยศิษย์พี่ฉิวที่ท่านทะลวงไปถึงระดับหลอมปราณได้”
“ทะลวงได้เร็วกว่าที่คาดเอาไว้ถึงครึ่งเดือน เช่นนั้นข้าก็มีเวลาในการแสวงหาขั้นที่สูงกว่ามากยิ่งขึ้นแล้ว”ฉิวจวิ้นหัวเราะพลางกล่าว
หลังจากก้าวสู่ระดับหลอมปราณทุกสิ่งอย่างต่างแปรเปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือฉิวจวิ้นที่มีฐานะเป็นศิษย์ใหม่มาก่อนนั้นหลังจากทะลวงได้จะต้องได้รับการปฏิบัติดีเป็นพิเศษจากเหล่าศิษย์ระดับสูงของสาขาลัวซาอย่างแน่นอนกระทั่งอาจเป็นไปได้มากว่าจะถูกเจ้าสำนักยอมรับให้เป็นศิษย์น้องด้วยตัวเอง ยามนั้นไม่เพียงแต่ฐานะที่เปลี่ยนไปแม้แต่ทรัพยากรการฝึกที่จะได้รับจากสาขาลัวซาต่อไปนี้ ต่างก็เหนือชั้นกว่าเหล่าศิษย์คนอื่นอย่างแน่นอน
เฟิงหลิงเหยียนทราบดีนับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป อนาคตของฉิวจวิ้นจะล้ำหน้าไปไกลกว่าเหล่าศิษย์คนอื่น นางแอบยินดีอยู่ในใจว่าสายตาของตนนั้นมองไม่ผิดเสียจริงๆส่วนหลินโม่นั้น เฟิงหลิงเหยียนพลันยิ้มเย็นอยู่ในใจ ในสาขาขยะของสำนักเทียนซิงนั้นหลินโม่ต้องถูกลิขิตไว้ให้ทำอันใดไม่ได้ท้ายที่สุดแล้วก็จะกลายเป็นแค่คนไร้ประโยชน์คนหนึ่งเท่านั้น
“ที่ตำหนักที่สามนั้นมีผู้บุกรุก ทำร้ายศิษย์หน่วยควบคุมกฎบาดเจ็บไปหลายรายแล้วพวกท่านผู้พิทักษ์กฎใหญ่ได้ล่วงหน้าไปสกัดไว้ก่อนแล้ว” ศิษย์คนหนึ่งถลาตัวเข้ามาในห้องพลังปราณพลางตะโกนประกาศขึ้นอย่างตื่นเต้น
“อะไรกัน?”
“เกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
ครั้นเห็นว่ามีเรื่องน่าบันเทิงขึ้นเหล่าศิษย์จึงพากันหลั่งไหลออกจากห้องพลังปราณ ฉิวจวิ้นและคนอื่นก็ตามติดออกมาด้วยเช่นกัน