ตอนที่ 25 :ศิษย์คำนับผู้าุโ
“ปากดีงั้นรึ ? ” เฉินจิ้นเป่ยมองไปที่หลินอี้ เขาไม่เข้าใจความหมายของคำพูดนี้แต่เขารู้สึกโล่งอกเมื่อได้ยินเช่นนั้น
วิเศษ !
“หือ ? ” เหอเหวยจวินมองไปที่หลินอี้ เขาไม่เข้าใจคำพูดนี้แต่ดูจากท่าทางของหลินอี้แล้ว มันเหมือนกับกำลังด่าเขาอยู่
เหอเหวยจวินคิ้วขมวด พลังปะทุออกมาจากร่าง
เฉินจิ้นเป่ยดึงหลินอี้มาไว้ด้านหลังและหันกลับมาพูด “ให้ข้ารับมือเองไม่ต้องกลัวไป ! ”
“อาจารย์เฉิน ข้ารับมือเอง ! ” หลินอี้ก้าวออกมาจากด้านหลังเฉินจิ้นเป่ยไปเผชิญหน้ากับเหอเหวยจวิน คณบดีสำนักศึกษาจวินจี๋
เขาไม่ได้โอ้อวด !
ยังไงซะเขาก็ไม่มีพลังให้โอ้อวด มันเพราะเขาต้องเผชิญหน้ากับเหอเหวยจวิน
หากเฉินจิ้นเป่ยออกตัวปกป้องเขา งั้นมันก็หมายความว่าเขาผิด
เฉินจิ้นเป่ยพูดขึ้นมา “อย่าให้เป็ปัญหาเลย ! ”
“นี่ไม่ใช่การสร้างปัญหา ! ”
“เขาบอกว่าข้าเป็คนขโมยอาคมลัทธิเต๋าไป ข้าจะยอมได้อย่างไร ? ”
“เขาบอกว่าข้าทำให้สำนักศึกษาผิงโจวเสื่อมเสียชื่อเสียง ข้าจะทนได้อย่างไร ? ”
“เขาบอกว่าข้าเป็บัณฑิตที่มีตราบาป ข้าจะทนได้อย่างไร ? ”
หลินอี้ทนเื่อื่นได้ แต่ไม่อาจจะยอมให้คนอื่นดูถูกเขาได้
เขาได้ช่วยคนอื่นจับโจร แต่สุดท้ายอีกฝ่ายกลับเข้าใจเขาผิดและเป็เขาที่โดนจับแทน
ตอนนั้นเขาหมดหนทาง เขาไม่อาจจะโต้เถียงได้ เขาโดนเพื่อนบ้านเยาะเย้ย เขาถูกเพื่อนๆ รังแก...
นี่เป็เหตุผลว่าทำไมเมื่อต้องเจอกับเื่เช่นนี้อีกเขาจึงต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองให้ได้และให้พวกคนที่ป้ายความผิดเขาต้องชดใช้
จางเชิงฉาย, ซุนเหวินเยี่ยน, เ้าหน้าที่ร่างอ้วน, ซูฉางหยู่,ซูหลี่เหริน...ตอนนี้กลับมีคณบดีสำนักศึกษาจวินจี๋ เหอเหวยจวิน เพิ่มเข้ามาอีก
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งเพียงใด
ความยุติธรรมย่อมแข็งแกร่งกว่าสิ่งใด!
เขาไม่อดทนรอให้เวลาผ่านพ้นไปจนกว่าเขาจะแข็งแกร่งพอรับมือกับเหอเหวยจวินแล้วค่อยมาสะสางเื่ในวันนี้
ความยุติธรรมที่ล่าช้าไม่ใช่ความยุติธรรม !
“ได้ ! ” เฉินจิ้นเป่ยสูดหายใจเข้าลึก ๆ และพยักหน้า “ข้ารู้ว่าเ้าไม่อาจจะรับได้ไปเถอะ ! ไม่ว่ายังไงก็ตาม หากเขาคิดจะทำร้ายเ้า เช่นนั้นก็ข้ามศพข้าไปก่อน ! ”
“ขอบคุณอาจารย์เฉิน ! ” หลินอี้ไม่ได้พูดอะไรต่อเขาโค้งให้กับเฉินจิ้นเป่ยและเดินไปหาเหอเหวยจวิน
ซูหวายจื้อไม่ได้คิดจะห้าม
เขารู้จักนิสัยของหลินอี้ดี เด็กนี่ดื้อั้แ่เล็ก เมื่อเด็กนี่ตัดสินใจแล้วแม้แต่วัวสิบตัวก็ไม่อาจจะฉุดเขาได้
....
ซูหลี่เหรินมองไปที่หลินอี้ด้วยสายตาเ็าและฮึดฮัดในใจ “เป็คนโง่งมจริง ๆแค่เพราะความชอบธรรม เขาถึงกับหยิ่งทะนงคิดว่าคณบดีจะไม่กล้าทำอะไรเขารึ ? ”
“คนที่ไม่ใช่ศิษย์ของสำนักศึกษาเช่นข้า ไม่ได้มีพร์โดดเด่นเป็ได้เพียงตราบาปเท่านั้น ! ”
ซูหลี่เหรินตาเป็ประกายตอนนี้เขาหวังให้หลินอี้คุกเข่าไปกับพื้นเพื่อร้องขอความเมตตา
ทำไมสุนัขเช่นนี้ถึงได้รับการยอมรับจากความชอบธรรมแห่งห้าวหลานกัน ?
ตอนนั้นในหัวเหอเหวยจวินกลับสับสนนิด ๆ คนที่อาจหาญเช่นนี้จะขโมยอาคมลัทธิเต๋าจริงๆ รึ ?
เขาอดไม่ได้ที่จะสงสัยขึ้นมา
แต่ซูหลี่เหรินคืออัจฉริยะของสำนักศึกษาจวินจี๋ ดังนั้นคำพูดเขาจึงน่าเชื่อถือกว่า!
“เป็คนที่น่าสนใจจริงๆ เ้ากล้าเผชิญหน้ากับคณบดีรึ ? ”เหอเหวยจวินมองไปที่หลินอี้ที่กำลังเดินเข้ามาเขายังยืนมือไขว้หลังและยิ้มเยาะเย้ยออกมา
มดปลวก !
“ข้าไม่ได้คิดจะเผชิญหน้า ! ” หลินอี้ส่ายหน้า เขาทำราวกับาา“ข้าแค่อยากปลุกท่านขึ้นมา ไม่ให้ท่านหลงทางเพราะคนชั่ว ! ”
พูดจบหลินอี้ก็ระเบิคพลังความชอบธรรมออกมา
เพื่อที่จะแสดงความชอบธรรมออกมาแสงสีทองได้ส่องประกายออกมาในตาเขาราวกับเขากำลังจะยิงแสงออกมา
ต่อมาเสียงของหลินอี้ก็ดังขึ้น “กว่าจะได้เหล็กที่ดีต้องผ่านการหลอมและถูกทุบซ้ำๆนับหมื่นครั้ง กว่าคนจะได้ดีต้องผ่านการทดสอบอุปสรรคนานัปการ”
ตูม...มีพายุสายฟ้าก่อตัวขึ้นมา
ความชอบธรรมอัดแน่นกันเป็พายุสีทองพุ่งเข้าหาหลินอี้
ความชอบธรรมในร่างที่แทบจะแห้งเหือดไปนั้นกลับเต็มเปี่ยมขึ้นมาทันที
แสงสีทองส่องประกายจากตัวเขา
หลินอี้รู้สึกได้ว่าพลังงานและจิติญญานั้นหลอมรวมกันดัง ‘หลักหิน’
หลังจากที่ข้ามมายังโลกนี้ เขาไม่ได้พักเลยแม้แต่น้อย เขามีแต่โดนเล่นงานอยู่ตลอด
หลักหินที่ขุดมาจากขุนเขาคือตัวเขา
หลินอี้ยังพูดขึ้นต่อ “แม้นร่างกายเป็ผุยผงก็มิขลาดจักต้องเหลือไว้แต่ความดี! ”
กวีจบลง !
การเดินของหลินอี้ก็หยุดลงด้วย เขามองไปที่เหอเหวยจวิน คณบดีสำนักศึกษาจวินจี๋“มาสิ ! ”
ปัง ! ทันทีที่หลินอี้พูดจบพลังแห่งความชอบธรรมก็ไม่อาจจะเข้าไปในตัวหลินอี้ได้อีกมันอัดแน่นกันเป็เสาแสงสีทองทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
เสาพลังนี้ได้ะเิพลังอันรุนแรงออกมามันเหมือนกับสายรุ้งที่กระจายไปทั่วทั้งจินโจว
พลังนี้กระจายออกไปราวกับหยดน้ำที่สาดกระจายไปทั่วทำให้ผู้คนที่รับรู้สดชื่นไปตาม
ในเวลาเดียวกันก็มีเสียงตอบรับจากโลก มันไม่ใช่สายฟ้าแต่เป็เสียงกระดิ่งลมดังก้องไปทั่วทั้งจินโจว
“นี่ นี่ นี่... ” สีหน้าเยาะเย้ยของเหอเหวยจวินหายไปแทนที่ด้วยสีหน้าตะลึงตอนนี้เขาตกตะลึงอย่างมาก
เขาถึงกับตัวสั่น
“ความชอบธรรม ! บทกวี ! เป็ท่านนี่เอง...เป็ท่านนี่เอง ! ” เหอเหวยจวินผงะถอยกลับไป ปากเขาสั่นบทกวีที่เต็มไปด้วยความชอบธรรม มีพลังที่สูงส่งถึงเพียงนี้นี่มันระดับสูงยิ่งกว่าทะลวงแดน์
หากมันยังเดินหน้าไปต่อ มันมีความสามารถที่จะทะลวงดินแดนได้ ทะลวงดินแดน....
50 ปี !
ในหนานซิงได้ปรากฏบทกวีที่อยู่ในระดับทะลวงดินแดนขึ้นมา
เขาได้รับเกียรติที่ได้พบการกำเนิดกวีบทนี้ด้วยตาตัวเอง ช่างเป็เกียรติจริง ๆ !
ตอนแรกเป้าหมายที่มายังจินโจวครั้งนี้ก็เพื่อมาหาผู้าุโที่แสดงพลังความชอบธรรมที่น่าใออกมาไม่คิดเลยว่าผู้าุโที่เขาพยายามหาตัวกลับเป็...คนร้ายที่เขามองว่าเป็บัณฑิตที่มีตราบาป
หากนี่ถือว่าเป็การเสียเกียรติ เช่นนั้นในฐานะคณบดีสำนักศึกษาจวินจี๋แล้วเขาไม่คู่ควรกับคำว่าเสียเกียรติเลยเสียด้วยซ้ำ !
“ ทะลวงดินแดน กวี 4 บรรทัด ! ฮือ....”
เมื่อเฉินจิ้นเป่ยเห็นแบบนั้นและได้ยินเสียงกระดิ่งลม เขาก็น้ำตาไหลออกมา
เขาไม่ได้คิดรักษาภาพลักษณ์ของอาจารย์ที่สูงส่งเลย
เขาไม่สน !
เขาไม่สนจริง ๆ !
เขาศึกษามากว่า 40 ปี เขาไม่เคยเห็นกวีบทไหนที่ทำได้เช่นนี้มาก่อน
จนถึงวันนี้ ในที่สุดเขาก็ได้เห็นบทกวีที่ได้รับการตอบรับจากโลก
มันบอกเขาว่า...พลังแห่งวรรณกรรมนั้นมีอยู่จริง
....
“ผู้าุโ ! ผู้าุโ ! ” ในเวลาเดียวกันเจิ้งจื่อชิว คณบดีสำนักศึกษาผิงโจวก็ก้าวออกมาจากมิติเขามองไปยังซูหวายจื้อที่ยืนอยู่ด้านหลังเฉินจิ้นเป่ย
ชุดของซูหวายจื้อนั้นขาวสะอาด หนวดและผมของเขาหงอกไปครึ่งหัว ตาเขาดูมากประสบการณ์มันดูเข้ากับภาพที่เจิ้งจื่อชิวคิดเอาไว้
“ผู้าุโ ! ” มีชายชราอีกคนตามเขามา ชายคนนี้ใส่ชุดบัณฑิตสีดำ
เขาคือเฮ้อว่านเฉิง คณบดีสำนักศึกษาฉิงปิงในหนานซิง !
พลังที่เจิ้งจื่อชิวรับรู้ได้ตะกี้คือพลังผันผวนของเฮ้อว่านเฉิงทั้งสองต่างก็พากันผิดหวัง
แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่และเสียงกระดิ่งลมทำให้ทั้งสองรีบใช้พลังของตนมุ่งหน้ามาที่นี่
“ศิษย์ คณบดีสำนักศึกษาผิงโจว เจิ้งจื่อชิว ! ”
“ศิษย์คณบดีสำนักศึกษาฉิงปิง เฮ้อว่านเฉิง ! ”
“คำนับผู้าุโ! ”
คณบดีทั้งสองสำนักศึกษาที่อายุกว่า 100 ปีพากันโค้งให้กับซูหวายจื้อราวกับศิษย์ !
พวกเขาทำราวกับใครทำความเคารพก่อนจะได้รับความชอบมากกว่า
พวกเขาไม่ได้แสดงการดูิ่รึเหยียดหยามซูหวายจื้อเพียงเพราะซูหวายจื้อยังเด็กกว่าพวกเขาดูเคารพอย่างมาก