เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    ลอกเลียนแบบ


    ตอนที่ 85


    ลอกเลียนแบบ


     


                    จงเหลียงไม่รั้งรอแทงกระบี่ลมปราณที่ใช้ออกเฉียงลงต่ำสะกิดพื้นหินเวทีประลอง อาศัยแรงปะทะทำให้เศษหินพุ่งเข้าหาเสวี่ยหมิงจากด้านล่าง รวมถึงใช้แรงที่เกิดขึ้นเบี่ยงกระบี่เฉียงเปลี่ยนทิศทางจนปลายกระบี่สะท้อนขึ้นด้านบน ก่อนจะส่งแรงกระชากดึงกลับหมายตวัดกระบี่ลมปราณเป็นรูปจันทร์เสี้ยวจู่โจมเข้าใส่เสวี่ยหมิง


     


                    เสวี่ยหมิงที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศหาได้สนใจการแปรเปลี่ยนกระบวนท่าของจงเหลียง เพราะสมาธิทั้งหมดในตอนนี้ล้วนจดจ่ออยู่กับท่าจู่โจมที่เพิ่งจะตกผลึกได้ก่อนหน้า ซึ่งเสวี่ยหมิงพยายามจะทดลองใช้ออกในทันที


     


                    พลังจิตวิญญาณของเสวี่ยหมิงถูกใช้ต่างเบ้าหลอมขึ้นรูปลมปราณตามจิตสำนึกที่จดจ่อ ก่อนที่ลมปราณในกายจะขับเคลื่อนออกไปด้วยท่าโจมตีอันสุดรั้ง...สายน้ำไม่หวนกลับแต่เพราะการจู่โจมครานี้เท้าของเสวี่ยหมิงไม่มีฐานรองรับที่เบื้องล่างจึงไม่อาจผสานรวมกับเคล็ดเลียนเยี่ยงวารีได้ พลังลมปราณที่หนาแน่นของเสวี่ยหมิงเมื่อรวมกับพลังจิตวิญญาณมหาศาลจึงก่อเกิดเกิดเป็นรูปร่างหมัดขนาดใหญ่ที่เบื้องหน้า ผู้ชมที่อยู่โดยรอบต่างมองเห็นหมัดลมปราณด้วยอารมณ์อันหลากหลาย...หมัดลมปราณของเสวี่ยหมิงนั้นมองเห็นเป็นรูปร่างของหมัดอันเด่นชัดขนิดที่กระบี่ลมปราณของจงเหลียงไม่อาจเทียบได้


     


                    ...หมัดลมปราณที่มีรูปลักษณ์สมบูรณ์แบบไม่ต่างจากหมัดจริง ๆ ของเสวี่ยหมิง


     


                    บรึ้ม !!!


                    การปะทะของหมัดลมปราณในระยะประชิดนั้นเคลื่อนถึงก่อนกระบี่ที่พยายามจะหักเหทิศทางเพียงนิดเดียว เสียงดังก้องจนผู้ชมรอบสนามที่นั่งอยู่จำต้องลุกขึ้นยืนเพื่อชมเหตุการณ์


     


                    ผู้คนรอบข้างล้วนตื่นตะลึงกับการโจมตีของเสวี่ยหมิง แม้แต่คู่ต่อสู้เช่นจงเหลียงยังต้องเบิกตาค้างยามที่ถูกโจมตีด้วยความคิดที่ขัดแย้ง


     


                    ...เด็กผู้นี้สามารถก่อรูปลมปราณได้ดีกว่าข้าที่ทุ่มเทฝึกอย่างหนักมานานกว่ากว่าสองปี


     


                    เสียงสะท้อนดังไปทุกทิศพร้อมร่างของจงเหลียงที่ถูกซัดปลิวกระเด็นไปไกล ล่วงหล่นห่างจากขอบเวทีประลองไกลกว่าสิบวาพ่ายแพ้ไปในคราเดียว ภาพการปะทะภายนอกจะดูว่าเสวี่ยหมิงนั้นโจมตีอย่างสุดรั้ง แต่ความจริงกลับแตกต่าง และยังนับว่าจงเหลียงนั้นโชคดีที่หมัดนี้ของเสวี่ยหมิงไม่ได้ใช้ออกบนพื้นดินแต่ถูกปล่อยออกจากลางอากาศทำให้อานุภาพของหมัดลมปราณลดทอนไปกว่าครึ่ง ทำให้จงเหลียงเพียงได้รับบาดเจ็บไม่มากนัก


     


                    การพ่ายแพ้ของจงเหลียงสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้คนทั่วทั้งสำนักมังกรฟ้า รวมถึงเหล่าผู้อาวุโสและประมุขซือไฉ เพราะระดับฝีมือของเหลียงจงนั้นแข็งแกร่งเป็นที่ประจักษ์มาหลายปี รวมถึงลำดับชั้นก็ยังเหนือล้ำกว่าจิวซินอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองหยกม่วงในตอนนี้เสียอีก มิหนำซ้ำเสวี่ยหมิงในตอนนี้เพิ่งจะมีอายุได้แค่ 15 ปีเท่านั้น ซึ่งยังน้อยกว่าจิวซินที่อายุย่างเข้า 16 ปีไปแล้ว


     


                    นั่นก็เท่ากับว่าฉายา...อัจฉริยะอันดับหนึ่งของสำนักมังกรฟ้าคงถึงคราวเปลี่ยนมือเสียแล้ว


     


                    "ลูกศิษย์ของท่าน"ซือไฉหันมามองโจวอู่เว่ยด้วยความอิจฉา "ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ"


     


                    "ขอบคุณท่านประมุขที่เอ่ยชมลูกศิษย์ของข้า...เสวี่ยหมิง"


                    ...ฮ่า ฮ่า ฮ่า ถ้าท่านประมุขรู้ว่าเสวี่ยหมิงทำอะไรได้บ้าง ท่านคงไม่เพียงแค่อิจฉาข้าหรอก


     


                    แม้โจวอู่เว่ยจะดีใจในพลังและความก้าวหน้าของเสวี่ยหมิง แต่หาได้พอใจในทุกสิ่งที่เสวี่ยหมิงกระทำ


                    ..."เสวี่ยหมิง"


     


                    ..."ขอรับท่านอาจารย์" เสวี่ยหมิงที่เพิ่งจะเดินลงมาพักเอ่ยตอบโจวอู่เว่ยทางลมปราณ


     


                    ..."ก่อนอื่นข้าต้องชมเชยที่เจ้าชนะเสียก่อน การโจมตีสุดท้ายของเจ้าน่าตื่นตายิ่งนัก แม้แต่ผู้ฝึกตนลมปราณแรกธรรมชาติส่วนใหญ่ยังไม่อาจสร้างหมัดลมปราณที่ชัดเจนสมบูรณ์แบบเช่นเจ้า"


     


                    ..."ขอบคุณขอรับท่านอาจารย์"


     


                    ..."แต่ข้าไม่เข้าใจว่า ในเมื่อเจ้ารับปากกับข้าว่าจะเก็บงำฝีมือไฉนจึงได้ใช้ท่าโจมตีอันร้ายกาจเช่นนั้นออกไปกัน"


     


                    ..."เออ...เรียนตามตรงนะขอรับ ข้าเองก็ไม่คิดว่าท่าหมัดที่เพิ่งคิดค้นขึ้นระหว่างการประลองมันจะร้ายกาจขนาดนี้"


     


                    ..."อะไรนะ....เพิ่งคิดขึ้น"


     


                    ..."ขอรับท่านอาจารย์ ข้าเพียงเห็นว่าศิษย์พี่จงเหลียงสามารถขึ้นรูปกระบี่จนกลายเป็นกระบี่ลมปราณได้ ข้าเลยทดลองทำดูตามความคิดของตัวเองขอรับ"


     


                    ..."ฮ่า ฮ่า ฮ่า สงสัยข้าจะแก่เกินไปเสียแล้ว แก่จนไม่อาจตามติดพัฒนาการอันก้าวกระโดดของเจ้าได้อีก ครั้งนี้ถือว่าเจ้าทำดีแต่จงจำคำอาจารย์เคยสอนไว้ให้ดี สำหรับเจ้าที่เปรียบดังนกที่เพิ่งหัดบินการเก็บงำประกายล้วนประเสริฐกว่า เพราะในโลกของผู้ฝึกตนผู้คนที่แข็งแกร่งส่วนใหญ่ หาได้ชมชอบให้ใครโดดเด่นขึ้นมาทาบรัศมีตนเอง หากเจ้ายังไม่แข็งแกร่งพอการโดดเด่นอันรวดเร็วมีแต่จะนำพาความยุ่งยากเข้าสู่ตัว"


     


                    ..."ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ชี้แนะ ศิษย์จะจดจำคำสอนนี้ไว้ไม่มีวันลืมเลือน"


    .


    .


                    มีผู้คนตื่นตะลึง มีผู้คนยินดี ย่อมมีผู้ที่ผิดหวัง...ดังเช่นจิวซินที่แม้นางเพิ่งจะเอาชนะคู่ต่อสู้มาได้ และได้รับสิทธิ์เป็นตัวแทนของสำนักมังกรฟ้าไปแล้ว แต่เมื่อรับรู้ว่าเสวี่ยหมิงที่อายุน้อยกว่าตัวเองเอาชนะศิษย์พี่จงเหลียงที่อยู่อันดับสองไปได้ ความหงุดหงิดจึงบังเกิดขึ้นในใจอย่างไม่อาจควบคุม จนจิวซินอยากที่จะกระโดดขึ้นไปบนเวทีและตะโกนท้าประลองวัดฝีมือกับเสวี่ยหมิงให้รู้แล้วรู้รอดกันไปในวันนี้ แต่เพราะผู้เป็นอาจารย์ของเธอสั่งให้สงบสติอารมณ์เอาไว้ โดยอ้างว่าแม้เสวี่ยหมิงจะเก่งกาจแต่อาจเป็นเพราะได้เคล็ดวิชาเลิศล้ำพิสดารจากรองประมุขโจวอู่เว่ยมา หากนับเพียงพรสวรรค์ในการฝึกฝน ซือไฉยังเชื่อว่าจิวซินนั้นเหนือกว่าทำให้จิวซินสงบใจลงได้บ้าง


     


                    คำชื่นชมสรรเสริญเสวี่ยหมิงดังขึ้นทั่วทุกทิศทาง แต่ไม่ใช่กับซุ้มชมการประลองของจื่อเจียง เก้าอี้ศิลาของศิษย์หลักซึ่งจื่อเจียงนั่งอยู่ตอนนี้ที่เท้าแขนหัวพยัคฆ์ถูกบีบอัดจนป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี ดวงตาแดงกล้ำจ้องมองเสวี่ยหมิงราวกับจะฆ่าแกงแล้วเอาเลือดเนื้อมากลืนกินเสียให้สิ้น


     


                    "ไอ้สารเลวบัดซบเสวี่ยหมิง!!! เจ้านี่เองที่เป็นตัวการทำลายเหมืองหินลมปราณของข้า"


                    สาเหตุที่จื่อเจียงไม่สงสัยเสวี่ยหมิงในคราแรก ก็เพราะมันเชื่อว่าเสวี่ยหมิงไม่ได้มีพลังจิตวิญญาณเพียงพอที่จะใช้ทักษะวิชาซึ่งปกปิดพลังลมปราณของตนเองและลอบเข้าไปก่อการ แต่ภายหลังเมื่อสืบทราบว่าเสวี่ยหมิงนั้นเลือกตำราเคล็ดเร้นจิตไปจากหอคัมภีร์มันก็เริ่มที่จะเบนความสนใจมาที่เสวี่ยหมิงบ้าง จนสืบรู้ว่าวันที่เกิดเหตุเสวี่ยหมิงนั้นหายตัวไปจากเมืองหยกม่วงพอดี แต่ก็ยังไม่คิดว่าเสวี่ยหมิงจะสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาเร้นจิตได้ในเร็ววัน แถมในตอนแรกมันยังดูถุก และมองว่าเสวี่ยหมิงนั้นขาดประสบการณ์ในการใช้หอคัมภีร์ที่มีเวลาในการหยิบยืมตำรา เสวี่ยหมิงจึงเลือกเคล็ดวิชาที่ตัวเองไม่สามารถฝึกฝนได้ไป


     


                    แต่ในวันนี้เมื่อเห็นหมัดลมปราณของเสวี่ยหมิงทุกเงื่อนงำที่ดำมืดล้วนกระจ่างแจ้ง แม้จื่อเจียงไม่รู้ว่าเหตุใดเสวี่ยหมิงจึงมีระดับพลังจิตวิญญาณสูงส่งจนสามารถผสานก่อรูปหมัดลมปราณได้ชัดเจนเช่นนี้ แต่ในเมื่อมันทำได้การฝึกฝนเคล็ดวิชาเร้นจิตก็ย่อมทำได้เช่นกัน และเมื่อนำทุกสิ่งมาประกอบกันมันจึงแน่ใจว่าคนร้ายที่ทำลายแผนการของมันในการใช้เหมืองหินลมปราณหยาบเพื่อทำลายรากฐานทางการเงินของจื่อเจิ้งคือ...เสวี่ยหมิงอย่างไม่ต้องสงสัย


     


                    "ดี...ในเมื่อเจ้าทำลายเหมืองหินลมปราณของข้า เช่นนั้นเมื่อเจ้าก้าวเท้าเข้าไปสู่ด่านกักมังกรแล้วเจ้าก็อย่าหวังจะได้กลับออกมาอีกเลย" จื่อเจียงหันไปสั่งการกับลูกน้องคนสนิท "เจ้าไปติดต่อศิษย์พี่ก้านลู่ให้ข้า แล้วแจ้งกับศิษย์พี่ก้านลู่ว่าวันนี้หลังจากจบการประลองข้าจะแวะเข้าไปทักทาย" หลังจากสั่งการเสร็จสิ้นจื่อเจียงก็เดินขึ้นเวทีประลองไป และนับเป็นโชคร้ายของคู่ประลองของมันที่ต้องบาดเจ็บหนักเพราะถูกจื่อเจียงใช้เป็นเครื่องระบายความโกรธแค้นพอดี