โจวหลงเฉิงจดจำคำด่าไว้ในใจแล้ว เขาเดินออกไปด้านนอกก็เห็นองครักษ์จางยืนรออยู่ก่อนแล้ว จึงพยักหน้าพอใจ
“เอาอาหารมาสักสี่ห้าอย่าง สั่งน้ำแกงมาด้วย เผื่อนางเป็ประเภทกินน้อยอย่างคุณหนูในเมืองหลวง” หลงเฉิงสั่งคนของตนออกไป
“กระหม่อมขอรนหาที่ตายสักเื่หนึ่ง…เหตุใดพระองค์จึงเจาะจงพักห้องเดียวกับนาง จางฟานอวี้ผู้นี้ อาจเป็คนที่ผู้อื่นส่งมา เื่นี้…”
“เพราะอาจเป็คนที่ผู้อื่นส่งมาจึงต้องเอาไว้ใกล้ตัวให้ได้มากที่สุด หากให้นางพักผู้เดียว มิใช่ว่าเราเปิดโอกาสให้ติดต่อคนภายนอกเพื่อวางแผนต่อหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ” จางตงฟูรับคำแล้ว ก็เดินกลับลงไปด้านล่างเพื่อสั่งอาหาร
โจวหลงเฉิงกลับเข้าไปภายในห้อง เขาเลือกนั่งลงบนเตียง แอบใช้สายตามองไปทางจางฟานอวี้ เขาพินิจอยู่นาน ไม่แน่ใจว่าสตรีที่ดูโง่งมเช่นนี้ จะทำเื่ที่เปี่ยมด้วยเจตนาร้าย เขาไม่อาจเคลือบแคลงได้จริงๆ หรือหากนี่เป็การแสดงงิ้วให้คนตายใจ ก็เรียกได้ว่าแยบยลเหนือจินตนาการ
ปากกำลังจะอ้าเปล่งเสียงส่งคำถามออกไป แต่ก็ต้องเก็บงำไว้ ด้วยด้านนอกมีคนมาเสียก่อน
“อาหารมาแล้วขอรับ”
เสียงเสี่ยวเออร์เคาะประตูดังขึ้น เรียกให้ฟานอวี้หันไปมอง เมื่อครู่หลังจากคนผู้นั้นเอามือนางไปบังคับบีบคอก็เงียบหายไป นางเพิ่งได้รู้เดี๋ยวนี้ว่าเขาไปสั่งอาหารมา
“เข้ามา”
เสี่ยวเออร์ที่เป็เด็กวัยไม่เกินสิบสี่หนาวเดินเข้ามาพร้อมกับเสี่ยวเออร์ด้านหลังอีกสองคน ทั้งสามถือถ้วยอาหารมากมาย พวกเขาเริ่มวางมันลงบนโต๊ะ ทำให้กลิ่นอาหารล่องลอยมาเตะจมูก เรียกความหิวโหยของฟานอวี้บ้างแล้ว
จางฟานอวี้รอจนกระทั่งโต๊ะอาหารถูกจัดเสร็จแล้วจึงได้เดินออกไปที่โต๊ะอาหารของห้องพัก
“หอมจริง!” พูดไม่ทันขาดคำเสียงโครกครากก็ดังออกมาจากท้องของฟานอวี้
“อืม” องค์ชายสามพยักหน้ารับดึงเก้าอี้นั่งลง เตรียมจะยกตะเกียบคีบอาหาร แต่เมื่อตาเห็นว่าฟานอวี้ก็ทำเช่นเดียวกัน ก็แอบเอาเท้าถีบเก้าอี้ออก ปล่อยให้แม่นางจางก้นกระแทกพื้น
“โอ๊ย! นี่! มาแกล้งหม่อมฉันด้วยเหตุใดกันเพคะ” ฟานอวี้ร้องโอดโอยมือกุมสะโพกไว้
“อาหารนี่ของเปิ่นหวาง เงินเ้ามีหรือจะมาร่วมกินเช่นนี้”
“ไม่มี” ฟานอวี้ยามที่ยังไม่เห็นอาหารก็พอจะทนหิวได้ แต่เมื่อมีอาหารมาวางตรงหน้าแต่ไม่อาจกินได้เช่นนี้ มันน่าเศร้าใจนัก น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมา เมื่อเห็นโจวหลงเฉิงยกเหล้ากระดกเข้าปาก คีบเนื้อตามอย่างเอร็ดอร่อย บิดาของนางเคยกล่าวเช่นนี้เช่นกัน หากไม่มีเงินมาจ่าย อาหารในบ้านฟานอวี้ก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง
“องค์ชายก็เหมือนท่านพ่อ รู้ทั้งรู้ว่าฟานอวี้ผู้นี้ต้องพึ่งพา…เอาเถิดชีวิตของหม่อมฉันมิใช่แปลกหน้ากับการอดข้าวอยู่แล้ว” ความน้อยใจหลุดปากออกไป โดยที่ตัวของฟานอวี้เองก็หลงลืมไปว่าโจวหลงเฉิงในเวลานี้เห็นนางเป็เพียงคนแปลกหน้า ความทรงจำยาวนานหลายปีจากชาติก่อนมีเพียงนางที่มีมัน
ฟานอวี้ลุกไปนั่งริมหน้าต่างเช่นเดิม ชีวิตนั้นจนนางมีงานพิเศษจึงได้กินข้าวทุกวันไม่มีอด ส่วนชีวิตที่เพิ่งตายจากมายามเป็ทาสเนรเทศอาหารการกินไม่ได้ดีพร้อม หากทาสชาย้าตัว แม้จะกินข้าวอยู่ก็ต้องลุกไป ฟานอวี้จึงไม่เคยได้อิ่มท้องดีนัก หากครั้งนี้ต้องอดอีกก็ไม่ต่างอันใด
“ว๊าย!” ฟานอวี้ร้องเมื่อตนเองถูกอุ้มลอยขึ้นมาในอ้อมแขนของหลงเฉิง “ปล่อยเพคะ”
“ไม่ได้ เปิ่นหวางไม่้าให้เ้าไปพูดต่อผิดๆ ว่าองค์ชายสามให้คนอดข้าว ทั้งที่ข้าเพียงแต่เย้าเล่นเช่นนี้”
โจวหลงเฉิงใไม่น้อยไม่คิดว่าจังหวะที่ถีบเก้าอี้ จะเป็คราวเดียวกับที่ฟานอวี้ปล่อยมือที่จับโต๊ะเอาไว้ออกไป จึงทำให้นางล้มหงายไปเช่นนั้น และที่ไม่คาดคิดเลยก็คือสตรีผู้นี้มีความหลังไม่ดีนักเื่อาหาร หากรู้มาก่อนเขาคงไม่เลือกกลั่นแกล้งด้วยวิธีนี้ หลงเฉิงนั่งลงโดยที่จับฟานอวี้ให้นั่งทับลงบนตัก แขนหนึ่งโอบรัดไว้ไม่ให้ดิ้นหนีไปไหน
“เปิ่นหวางจะป้อนให้เ้าอิ่มก่อนไปเสียเลยดีหรือไม่ หากพูดต่อไม่ถูกต้องลิ้นเ้าไม่เหลือแน่”
“หม่อมฉันกินเองได้ ไม่จำเป็ต้องให้องค์ชายสามมาลำบาก” ฟานอวี้มองจ้องเอ่ยวาจาที่ไม่คิดจะยำเกรง
“ไม่” โจวหลงเฉิงตอบออกไปเช่นนั้น ไม่คิดต่อความใดอีก เขาใช้ช้อนน้ำแกงตักข้าวและหมูผัดชิ้นหนึ่งยัดเข้าปากฟานอวี้ทันที
“อ๊ะ!” ฟานอวี้ไม่รู้จะหัวเราะหรือร่ำไห้ แต่เมื่อดิ้นหนีไม่ได้ หันหนีก็ยังมีช้อนตามมาแยงปาก ฟานอวี้ก็ทำได้แต่ต้องรับข้าวมาเคี้ยว
“น้ำ” ฟานอวี้สั่งเมื่อกลืนคำแรกลงคอแล้ว
“เ้ากล้าสั่งหรือ” องค์ชายสามรวบแขนให้แน่นขึ้น
“มันติดคอ แค่กๆ”
โจวหลงเฉิงที่ได้ยินเสียงไอจึงยื่นจอกชาจ่อที่ปากของจางฟานอวี้ จากนั้นมื้ออาหารก็ดำเนินไปโดยที่มีฟานอวี้บอกว่าจะกินสิ่งใดเป็คำต่อไป แต่แม้นางจะอิ่มท้องแล้ว องค์ชายสามก็ยังไม่ปล่อยให้เป็อิสระ สั่งให้นางเป็ฝ่ายป้อนเขาบ้าง และทวีความเื่มากของอาหารที่จะเอาเข้าปากไปอีกสิบเท่า
“รินเหล้าให้เปิ่นหวาง” เขาสั่งเสียงเรียบ อยากจะจิบน้ำมึนเมาหลังมื้ออาหารอีกสักจอกหนึ่ง
จางฟานอวี้นั่งนิ่งไม่คิดขยับตัวกับคำสั่งนี้ “ไม่เพคะ”
“เปิ่นหวางสั่งเ้า” องค์ชายสามขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ
ฟานอวี้หันไปมองหน้าผู้เป็องค์ชายด้วยแววตาไม่เกรงกลัว “ต่อให้พระองค์ปะา หม่อมฉันก็ไม่มีวันแตะต้องเหล้าเป็เด็ดขาด สิ่งทำลายความเป็คนเช่นนี้หม่อมฉันไม่ยุ่งด้วย”
“โอหังเกินไปแล้ว” โจวหลงเฉิงเอามือบีบคางฟานอวี้ “คิดจะแฝงตัวมาแต่ไม่ยอมโอนอ่อนเชื่อฟังหรือ!”
“หากเป็เื่เหล้า หม่อมฉันไม่ยินยอม!”
องค์ชายสามลุกขึ้นแล้วเหวี่ยงตัวจางฟานอวี้ไปไว้บนเตียง เขากระดกเหล้าจากไหจนไม่เหลือแม้เพียงหยดเดียว ฟานอวี้ใช้จังหวะนั้นลุกขึ้นคิดจะวิ่งหนีออกจากห้อง แต่ก็ไม่วายถูกโจวหลงเฉิงคว้าตัวไว้เสียก่อน
“แม้จะรังเกียจ แต่หากเปิ่นหวางสั่ง เ้าก็ต้องทำ มีอันใดให้ต้องต่อต้านกัน” หลงเฉิงจับแขนฟานอวี้ไว้ให้หันมาเผชิญหน้า ไม่รู้ด้วยเหตุใดั้แ่พบหน้าเขาก็รู้สึกอยู่ลึกๆ ว่านางต้องเป็คนของผู้อื่น เป็ของที่เขาไม่อาจยุ่มย่ามได้ หลงเฉิงรู้สึกเช่นนั้นั้แ่ก่อนมีปัจจัยสนับสนุนเสียอีก และความรู้สึกนั้นกวนใจจนหงุดหงิด ต้องหาเื่แตะต้องนางให้คลายความขุ่นมัวลง
“พระองค์อย่าดื่มของเช่นนี้อีกเลย เชื่อหม่อมฉันสักครั้ง” ชาติก่อนที่ฟานอวี้สามารถเอาหลักฐานปลอมไปยัดเยียดไว้ได้ ก็เป็เพราะนิสัยชอบดื่มขององค์ชายผู้นี้ แม้มิได้ดื่มจนเมาอาละวาด แต่ก็มากพอให้หาช่องแทรกตัวเข้าไปกระทำการใหญ่โตจนเขาตกตายได้ เมาหลับทุกๆ สามวันเช่นนั้นอันตรายเกินไป
“มิใช่ท่านแม่ อย่ามาสั่ง”
“หม่อมฉันโตมากับบิดาขี้เมา อย่าใจร้ายให้ต้องััของเหล่านี้เลยเพคะ” จางฟานอวี้ยังคิดไม่ออกว่าจะทำให้องค์ชายสามเลิกเหล้าได้อย่างไร เพราะนางเชื่อเหลือเกินว่า แม้ไม่มีตนเองแล้ว คนอย่างองค์ชายรองก็ต้องหาผู้อื่นส่งเข้ามาทำลูกไม้เช่นเดิม
ทว่าบัดนี้เหล้าทั้งไหคล้ายว่าจะออกฤทธิ์แล้ว โจวหลงเฉิงตัวโอนเอน ทั้งที่ยังกลางวันแสกๆ พูดจาด้วยน้ำเสียงอย่างคนเมา “จริงสินะ…ขออภัย เปิ่นหวางก็เป็เช่นนี้ บางเวลาก็คิดถึงแต่เพียงตนเอง”
“องค์ชายสามเพคะ” ฟานอวี้ร้องเรียกเบาๆ คิดว่าควรใช้จังหวะนี้ให้เขารับปากให้นางติดตามดีหรือไม่ เพราะหากจะทำลายองค์ชายรอง การไปตั้งตัวด้วยตนเองั้แ่รากฐานอาจกินเวลานานเกินไป และหากจะขัดขวางเส้นทางบัลลังก์ขององค์ชายรอง นางก็จำเป็ต้องมีผู้อื่นให้ผลักดันขึ้นไปแทน
“มีอันใด” หลงเฉิงพูด พยายามตั้งสมาธิ แม้ดวงตาจะแดงก่ำ
“ให้หม่อมฉันติดตามเป็ผู้ช่วยพระองค์นะเพคะ”
“เอาสิ ยิ่งน่าสงสัยยิ่งควรอยู่ใกล้ และเ้าเองก็ทำให้เปิ่นหวางขบขันได้”
องค์ชายสามพูดจบตัวก็โอนเอน พาทั้งตัวเขา และจางฟานอวี้ล้มลงบนเตียงกว้าง ก่อนองค์ชายผู้สร้างเื่จะพูดต่อ “แต่เ้าต้องเชื่อฟัง! ไม่รินเหล้าก็ได้ แต่เื่อื่นอย่าได้ขัดใจเปิ่นหวาง”
“ทำให้ขบขัน หม่อมฉันเป็ตลกประจำพระองค์หรือ” ฟานอวี้ถามไม่หวังคำตอบ พยายามผลักตัวชายร่างใหญ่ที่ทับอยู่ให้ออกไป “หนักเกินไปแล้ว”
“อย่าส่งเสียง เปิ่นหวางง่วงแล้ว” หลงเฉิงสั่งออกไป พลางพลิกรวบตัวเอาฟานอวี้มาเป็หมอนข้าง ่ที่อยู่ในป่าเข้ามิได้นอนแม้แต่งีบเดียว เพียงแค่นั่งหลับตาทำสมาธิก็เท่านั้น เวลานี้เพราะเหล้ารวมกับความอ่อนล้าจึงทำให้อยากจะนอนเต็มแก่
“ปล่อยหม่อมฉันก่อน” ฟานอวี้ทั้งผลัก ทั้งดัน และทุบซ้ำๆ
“จิ๊!” หลงเฉิงจิ๊ปาก แม้ไม่เจ็บจากฝีมือคนข้างกาย แต่ก็น่ารำคาญไม่น้อยเลยทีเดียว “เปิ่นหวางต้องจูบอีกหรือไม่จึงจะยอมสงบ”
“อ๊ะ! ไม่นะเพคะ” ฟานอวี้หลับตาแน่นมือดันหน้าหลงเฉิงออกไปสุดแรงเกิด