บทที่ 39 กระต่ายฆ่าตัวตาย (รีไรต์)
“ท่านแม่ ท่านกับเล่อเหนียงนั่งพักอยู่ที่นี่เถิด ข้าจะไปดูแถว ๆ นี้สักหน่อยเจ้าค่ะ”
สวี่ซิ่วอิงปูเสื่อที่นำมาใต้ร่มไม้ ป้อนนมให้ฉินเยาเยาอิ่มหนำแล้ว จึงส่งฉินเยาเยาให้แม่เฒ่าฉินดูแล แล้วพาสือไห่ถังออกไปหาเห็ดและผักป่า ระหว่างทางทั้งสองพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
เฝิงเสี่ยวฮวายังคงถือตะกร้าเดินตามหลังพวกนางไป เหมือนเงาที่ไร้สุ้มไร้เสียง
แม่เฒ่าฉินมองท่าทางแปลกประหลาดของสะใภ้รอง แล้วขมวดคิ้วแน่น
“เล่อเหนียง เจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าท่าทางของป้าสะใภ้รองของเจ้าดูแปลกไป ราวกับ…ราวกับว่านางเปลี่ยนเป็นคนอื่นไปแล้ว” ฉินเยาเยาจ้องมองเช่นพร้อมกับส่งเสียงในลำคอสองครั้ง เพื่อตอบคำถามของท่านย่า
ตอนนี้ความสนใจของฉินเยาเยาไม่ได้อยู่ที่ป้าสะใภ้รองผู้อารมณ์แปรปรวนคนนี้อีกต่อไป ในเมื่อมีโอกาสได้ขึ้นมาบนเขาเช่นนี้ นางต้องขนย้ายสิ่งของออกไปบ้างแล้ว
ตอนนี้กระต่ายในพื้นที่มิติของนางมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนแทบจะล้นพื้นที่มิติอยู่แล้ว กระต่ายพวกนี้เดือนหนึ่งออกลูกหนึ่งครอก ครอกละไม่ต่ำกว่าสิบตัว ภายในพื้นที่มิติไม่มีศัตรูทางธรรมชาติ กระต่ายพวกนี้จึงกินอิ่มนอนหลับ ตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ จนถึงขั้นรวมตัวกันมาก่อกวนแปลงผักของนาง
เมื่อวานตอนที่นางเข้าไปในพื้นที่มิติ เกือบจะถูกกระต่ายพวกนี้ทำให้โมโหตาย ผักกาดขาว แตงกวาที่นางอุตส่าห์ปลูกไว้ ถูกกระต่ายพวกนี้กินจนหมด
ยังมีผิงกั่ว ลูกท้อ และลูกแพร์บนต้น รวมถึงมันเทศ มันฝรั่งใต้ดินที่สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว
ไข่ไก่และไข่เป็ดก็มีมาก แต่เมื่อวานนางแอบเอาออกไปร้อยกว่าฟอง
“แอ้ แอ้” ฉินเยาเยายื่นใช้มือน้อย ๆ ดึงชายเสื้อของแม่เฒ่าฉินสามครั้ง แม่เฒ่าฉินมองนางแวบหนึ่งแล้วอุ้มนางเดินขึ้นเขา
นี่คือสัญญาณลับระหว่างแม่เฒ่าฉินกับฉินเยาเยา
เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว กระต่ายขาวอ้วนสองตัวก็กระโดดออกมาอย่างกะทันหัน มุ่งตรงไปชนต้นไม้ใหญ่
ตามมาอีกหนึ่งตัว สองตัว สามตัว...
แม่เฒ่าฉินมองกระต่ายที่ทยอยออกมาไม่หยุด ทั้งหมดมุ่งไปทิศทางเดียวกัน ชนต้นไม้ใหญ่ต้นเดียวกัน นางยืนอึ้งอยู่กับที่ ลืมตอบสนองไปชั่วขณะ
ฉินเยาเยามองท่านย่าของตน เห็นนางอ้าปากค้างเล็กน้อย ตาเบิกโตท่าทางตกใจ นางจึงเบ้ปาก
ก็ไม่ใช่ครั้งแรกนี่นา ทำไมท่านย่าของนางยังตกใจอยู่อีก
เห็นกระต่ายฆ่าตัวตายมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ แม่เฒ่าฉินรีบร้องเสียงเบาว่า “พอแล้ว ๆ ๆ หลานรัก พอแล้ว!”
ฉินเยาเยาส่งเสียงอ้อแอ้ ทันใดนั้นก็มีมันเทศสีเหลืองก็ปรากฏขึ้นบนพื้น
แม่เฒ่าฉินรีบตีก้นฉินเยาเยาเบา ๆ พลางกล่าวว่า “ของพวกนี้เห็นได้ชัดเกินไป เจ้าเก็บกลับไปได้หรือไม่”
ฉินเยาเยาส่งเสียงอ้อแอ้อีกครั้ง มันเทศบนพื้นก็หายไปต่อหน้าต่อตา
ฉินเยาเยาเบ้ปาก แล้วปล่อยเป็ดออกมาอีกสิบกว่าตัว
เป็ดตกลงบนพื้นในทันที พร้อมกับส่งเสียงร้องก้าบ ๆ พร้อมกัน
เสียงนั้นเกือบทำให้แม่เฒ่าฉินหัวใจวาย นางรีบพูดกับฉินเยาเยาว่า “เล่อเหนียงเอ๋ย รีบเก็บกลับไปเถิด ต้องเก็บกลับไปจริง ๆ หากย่าจับเป็ดสิบกว่าตัวลงจากเขา ผู้อื่นอาจเข้าใจผิดคิดว่าย่าเป็นปีศาจ พวกเขาก็จะจับย่าไปเผา”
ฉินเยาเยาโบกมือน้อย ๆ เป็ดก็หายไป
แม่เฒ่าฉินเห็นดังนั้นจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่ฉินเยาเยาไม่พอใจ นาน ๆ จะได้ขึ้นมาบนเขาสักครั้ง ยังไม่ทันได้เอาของออกมาเลย พื้นที่มิติของนางก็มีพื้นที่จำกัด พวกกระต่าย ไก่ เป็ดก็ออกลูกออกหลานเร็วเหลือเกิน ไม่ได้เข้าไปดูสิบวันก็มีเพิ่มขึ้นอีกเป็นกอง
หนูน้อยฉินเยาเยาแสดงความไม่พอใจ ไม่พอใจมาก!
แม่เฒ่าฉินนั้นเมื่อเห็นว่าหลานสาวไม่พอใจ จึงเอ่ยปลอบ “หลานรักของย่า ย่ารู้ว่าเจ้าอยากช่วยครอบครัวของเราให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ครั้งหน้าเราค่อยมากับพ่อเจ้าดีหรือไม่”
ฉินเยาเยาพลันนึกขึ้นได้ว่าไม่สมควรนัก เพราะการขึ้นเขามาครั้งนี้ นอกจากท่านแม่และป้าสะใภ้สามแล้ว ยังมีป้าสะใภ้รองมาด้วย
“ท่านแม่ ข้าได้ยินเสียงเป็ดร้องอยู่ไกล ๆ เป็ดอยู่ที่ใดหรือเจ้าคะ”
สือไห่ถังและสวี่ซิ่วอิงเดินออกมาจากป่า บนหลังของพวกนางมีตะกร้าที่เต็มไปด้วยผักป่าและเห็ด
“พวกเจ้าแอบกินเห็ดจนหูฝาดไปแล้วหรือไร บนเขาเช่นนี้จะมีเป็ดได้อย่างไร”
แม่เฒ่าฉินกระแอมไอ เสียงของนางดังขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
สือไห่ถังหันไปมองก็เห็นฝูงกระต่ายนอนตายอยู่ตรงโคนต้นไม้ จึงร้องเสียงหลง
“กระต่ายพวกนี้เป็นอะไร เหตุใดพวกมันถึงได้ตายอยู่ใต้ต้นไม้เช่นนี้ล่ะ?!”
“ใครจะไปรู้ล่ะ พวกมันคงกินเห็ดพิษเข้าไปกระมัง”
สือไห่ถังเดินไปหยิบกระต่ายใส่ตะกร้าทีละตัว แล้วนำหญ้ามาปิดด้านบนอย่างระมัดระวัง
มีเพียงสวี่ซิ่วอิงที่มองฉินเยาเยาด้วยสายตาสงสัย
เป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ หรือ
ฉินเยาเยารู้สึกหวาด ๆ เมื่อถูกท่านแม่มอง
ป้าสะใภ้สามเป็นคนใจร้อน ไม่ค่อยคิดอะไรมาก
แต่ท่านแม่ของนางไม่เหมือนกัน ความช่างสังเกตของท่านแม่ เหมือนจะล่วงรู้ความลับของนาง
“ท่านแม่ พวกเรากลับกันเถอะ กระต่ายมากมายขนาดนี้ต้องใช้เวลาจัดการตั้งครึ่งวันเลยนะเจ้าคะ”
“ได้ กลับ ๆ ๆ”
แม่เฒ่าฉินรับคำและอุ้มฉินเยาเยาเดินนำหน้าไป นางก็ทนสายตาสงสัยของสวี่ซิ่วอิงไม่ไหวเช่นกัน
สวี่ซิ่วอิง ลูกสะใภ้คนที่สี่ของนางฉลาดและช่างสังเกต ดูเหมือนจะไม่ค่อยพูด แต่พอได้พูดทีไร มักจะตรงประเด็นจนคนอื่นโต้แย้งไม่ออกทุกครั้งไป
แม่เฒ่าฉินไม่รู้ว่าทางครอบครัวของสวี่ซิ่วอิงเลี้ยงนางมาอย่างไรให้เฉลียวฉลาดเช่นนี้ ลูกชายนางช่างโชคดีเหลือเกิน
ตอนที่ฉินเหล่าซื่อพาสวี่ซิ่วอิงมาให้รู้จัก แม่เฒ่าฉินก็ถามถึงสถานการณ์ครอบครัวของนาง สวี่ซิ่วอิงก็เพียงแต่บอกว่า มารดาเสียชีวิตตั้งแต่นางยังเด็ก บิดาเป็นหมอแต่ก็เสียชีวิตไปแล้วเช่นกัน นอกจากนั้นก็ไม่รู้อะไรอีก
ฉินเหล่าซื่อยืนกรานจะแต่งงานกับสวี่ซิ่วอิง แม่เฒ่าฉินก็ไม่ได้ถามอะไรมาก เพราะนางก็พอใจกับลูกสะใภ้คนนี้ เพียงแต่ว่าสวี่ซิ่วอิงมีจิตใจละเอียดอ่อน มีความไวต่อความรู้สึกสูง บางครั้งแม่เฒ่าฉินจึงรู้สึกว่าเมื่ออยู่ต่อหน้านาง ก็ไม่สามารถซ่อนอะไรไว้ได้เลย
“ท่านแม่ มีกระต่ายมากมายเช่นนี้ เอาออกมาย่างกินสักสองตัวเถิดเจ้าค่ะ ให้ทุกคนในบ้านได้กินอิ่มหนำ ที่เหลือก็ถลกหนังตากแห้ง ขนกระต่ายก็เก็บไว้ทำเสื้อคลุมให้เล่อเหนียง”
สือไห่ถังพูดอย่างตื่นเต้น นางถนัดที่สุดในการทำอาหารจากกระต่าย บิดาของนางเป็นนายพราน สิ่งที่นางจัดการมากที่สุดก็คือกระต่าย นางจึงมีฝีมือในการจัดการกระต่ายเป็นอย่างดี
แม่เฒ่าฉินได้สติกลับมาจึงกล่าวว่า “ได้ ได้ทั้งนั้น อย่างไรเสียอาหารการกินก็เป็นหน้าที่ของเจ้า ข้าเป็นเพียงหญิงชราที่แค่กินดื่มและเล่นกับหลานสาวเท่านั้น”
“ท่านย่า ท่านดูสิ ข้าจับกบตัวใหญ่มาได้!”
แม่เฒ่าฉินและเหล่าสะใภ้เพิ่งมาถึงหน้าประตูบ้าน ก็เจอกับคนอื่น ๆ ที่กำลังกลับมาพอดี
เมื่อฉินลิ่งผิงเห็นท่านย่าก็วิ่งไปเกาะขานางทันที มือชูกบที่จับมาได้อย่างตื่นเต้น
“น้องสาว เจ้าดูสิ พี่ชายจับกบตัวใหญ่มาให้เจ้าเล่น!”
ฉินเยาเยามองดูกบที่เกือบจะโดนใบหน้า นางจึงร้องไห้ออกมาเสียงดัง
“ลิ่งผิง เจ้าเอากบตัวนี้ออกไปก่อน มันทำให้เล่อเหนียงกลัว”
สวี่ซิ่วอิงรีบวางตะกร้าที่แบกอยู่บนหลังลง แล้วอุ้มฉินเยาเยาที่กำลังร้องไห้เข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว นางเลิกเสื้อขึ้นแล้วป้อนนมให้ฉินเยาเยา
ฉินเยาเยาหยุดร้องและเริ่มดูดนมอย่างเอร็ดอร่อย