ผมลังเลอยู่พักใหญ่ว่าจะทำตามที่เขาเสนอดีหรือไม่ตั้งแต่มาถึงโลกนี้ยังไม่เคยให้ใครอื่นแตะต้องนาฬิกาสีดำเรือนนี้นอกจากเพื่อนสนิทผมรู้ตัวอีกทีก็ตามเขามาที่ตรอกเงียบสงบแห่งหนึ่งบนถนน A420721กอยู่มาตั้งนานยังจำชื่อถนนที่ตั้งเป็นรหัสพิสดารเหล่านี้ไม่ได้สักที มันช่างดูแห้งแล้งและไร้จิตวิญญาณเสียจริง ถ้าไม่มีแอปเนวีคอยนำทาง ผมคงกลายเป็นคนหลงทางในเมืองศิวิไลซ์แห่งนี้อย่างสมบูรณ์ โชคดีที่ย่านนี้อยู่ไม่ไกลจากคอนโดแค่นั่งรถไฟมาสองสถานีก็ถึง
ธรณีพาผมไปยืนหน้าร้านนาฬิกาเก่าแก่ที่ซ่อนตัวในตรอกที่เต็มไปด้วยแสงไฟป้ายโฆษณาสว่างจ้าเหมือนเป็นบ้านโบราณที่หลงยุคมาตั้งผิดที่ผิดทางผมเงยหน้าอ่านชื่อป้ายหน้าร้านซึ่งส่องสว่างด้วยแสงจากโคมไฟเก่า ๆที่แขวนอยู่เหนือป้าย
--The Old Times--
ธรณีเล่าว่าสัปดาห์ก่อนเขาบังเอิญผ่านเห็นเจ้าของร้านกำลังตกแต่งด้านหน้าร้านใหม่ จึงจำสุรินทร์ได้ว่าเป็นเพื่อนเก่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัยพอเข้าไปพูดคุยถึงรู้ว่าเพื่อนคนนี้เพิ่งย้ายตามภรรยามาจากจังหวัดข้างเคียงเปิดร้านมาได้แค่เดือนเศษ เขาตัดสินใจลาออกจากพนักงานบริษัทมารับซ่อมซื้อขายนาฬิกาเก่า เพราะใจรักล้วน ๆ
“เขาชอบสะสมนาฬิกามาตั้งแต่เด็กบอกว่าแต่ละเรือนมีประวัติศาสตร์เรื่องราวของมันเอง”ธรณีอธิบายไปด้วยขณะนำเข้าไปในบ้านหลังเก่าที่ดูซอมซ่อนั้น
ทันทีที่ล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตกลิ่นไม้หอมผสมกับกลิ่นเหล็กเก่า ๆ ก็ลอยมาแตะจมูก พื้นไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกก้าวย่างเงาตัวเรือนนาฬิกาหลากรุ่นที่เรียงรายอยู่บนชั้นไม้มีข้าวของเครื่องใช้โบราณวางแทรกเป็นหย่อมอย่างวิทยุหลอดหรือโทรศัพท์บ้านรุ่นเก่าที่ใช้มือหมุนเสียงติกตอกของเข็มนาฬิกาดังประสานกันเป็นจังหวะท่ามกลางความเงียบงันดูลึกลับยิ่งกว่า ร้านนอสทัลเจียที่อยู่ทางขึ้นน้ำตกไทรแก้วผมรู้สึกเหมือนมันเป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับโลกยุคอนาคตเช่นนี้
“ร้านใกล้ปิดแล้วครับ”เสียงหนึ่งดังมาจากหลังร้าน
“ขอแค่สิบห้านาทีก็พอ สุรินทร์” ธรณีตะโกนตอบกลับไปชั่วครู่เดียวเจ้าของร้านก็โผล่มายืนหลังเคาน์เตอร์ด้วยนัยน์ตาประหลาดใจ เขาผอมพอๆ กับธรณี ใบหน้ามีริ้วรอยย่นเกินกว่าวัย
“ธรณีเองเหรอ”ชายผู้นั้นขยับแว่นตาที่สวมอยู่ไม่ให้เลื่อนหลุด เดาว่าน่าจะเป็นเลนส์ธรรมดามันดูบอบบางเกินกว่าจะเป็นเครื่องเอวีเอสอี “มีธุระอะไรรึเปล่า”
“ก็นิดหน่อย...นี่คือประชาเพื่อนเรา เขาอยากให้ท่านช่วยตรวจสอบนาฬิกาเรือนหนึ่ง”ธรณีผายมือมาทางผมซึ่งก้มหน้าเล็กน้อยเป็นคำทักทาย
“ยายของเราให้มานานแล้วเพิ่งแกะกล่องออกมาลองใช้ดูพอดีไม่แน่ใจว่ามันชาร์จแบตยังไง”ผมพูดตามบทที่เตรียมไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนมาที่นี่
“ไหนเราขอดูหน่อย”
ผมจำยอมทำตามคำขอปลดสายนาฬิกาข้อมือสีดำอย่างอิดออดก่อนจะวางบนถาดเงินตรงหน้าชายเจ้าของร้านอย่างช้า ๆ ด้วยมือที่สั่นเทารู้สึกประหม่าจนใจเต้นระรัวไม่แน่ใจว่าตนพร้อมเผชิญหน้ากับความลับบางอย่างของมันหรือไม่ราวกับว่าจะค้นพบกลไกการย้อนเวลาสู่ยุคดั้งเดิมของผมวันนี้เลย
สุรินทร์ขยับแว่นเป็นระยะขณะพลิกวัตถุชิ้นนั้นไปมาสลับหน้าหลังบางช่วงก็ใช้มือสัมผัสลูบไปตามสายพลาสติกสังเคราะห์ ท่าทางช่ำชอง
“ของที่ท่านได้มาเป็นมรดกเป็นนาฬิการุ่นโบราณที่ไม่มีขายในยุคนี้แล้วจริงๆ น่าจะอายุเกินเจ็ดสิบปี ถ้าไปขายให้พิพิธภัณฑ์ของเก่าน่าจะได้ราคาดีเรายังอยากได้เลย” สุรินทร์หรี่ตาลงข้างหนึ่งขณะเพ่งพินิจวัตถุในมืออย่างละเอียดลออ
“เราไม่ได้จะขายนะ”ผมพูดโพล่งกลับทันที เผลอขึ้นเสียงเล็กน้อย
“เราล้อเล่นเฉย ๆ”ชายเจ้าของร้านแสยะยิ้ม ทำผมใจหายหมด เจ้าของร้านหยิบแว่นขยายแบบโบราณในลิ้นชักใต้โต๊ะไม้ขึ้นมาส่องดูทุกส่วนอย่างพินิจพิเคราะห์ละเอียดขึ้น ทั้งหน้าปัด ปุ่มกดจุดรอยต่อบริเวณต่าง ๆ
“GSC2418 ไม่ผิดแน่ หน้าปัดเหมือนกัน มีขีดรอบ ๆเหมือนกัน...แต่”
“แต่อะไร” ธรณีช่วยถามแทนก่อนหน้านี้ผมเคยลองใช้เอไอช่วยค้นหารูปที่เหมือนกันในอินเตอร์เน็ตก็ไม่พบจึงตีความว่าอาจเก่าเกินกว่าที่มีในฐานข้อมูล
ชายสวมแว่นเดินไปตู้ไม้ห้าชั้นที่ตั้งข้างเคาน์เตอร์มีหนังสือที่เกี่ยวข้องกับนาฬิกาเรียงเป็นตับเต็มทุกชั้นเขาดึงออกมาดูสองสามเล่มแล้วใส่กลับเข้าไปตามเดิม สักพักก็หาเล่มที่ต้องการเจอหนังสือปกหนาที่มีลักษณะคล้ายอัลบั้มรูปถ่ายครอบครัวถูกนำมาวางตรงหน้าพวกเราสองคนผมเลิกคิ้วขณะอ่านชื่อที่เขียนบนหน้าปกด้วยแบบอักษรที่เป็นเหลี่ยมคล้ายเครื่องยนต์กลไก
S-QUARK collection year 2023
ชายเจ้าของร้านพลิกหน้าอย่างเชี่ยวชาญเร็วจนดูตามไม่ทัน
“อันนี้ไง”สุรินทร์ชี้ให้ดูรูปภาพสีที่พิมพ์บนหน้ากระดาษมันนาฬิกาสีดำเรือนนั้นเหมือนกับเรือนของผมทุกกระเบียดนิ้วชื่อรุ่นที่เขียนด้านใต้ก็ตรงกับที่เขาบอกทั้งภาพและหน้ากระดาษหนังสืออยู่ในสภาพดี ไม่ได้เก่าจนแหว่ง ๆ ขาด ๆแปลกใจว่าทำไมถึงค้นหาในอินเตอร์เน็ตไม่เจอ
“แล้วมันผิดปกติยังไงครับ” ผมถามย้ำกลัวอีกฝ่ายลืมปมที่ทิ้งไว้
“มีจุดต่างอยู่สองจุดเราเคยเห็นของจริงเมื่อสองปีก่อนที่พิพิธภัณฑ์ของเก่าอันหนึ่งในอังกฤษปกติรุ่นนี้จะมีช่องเสียบแบตเตอรี่อยู่ด้านหลังตรงนี้”เขาชี้ไปตำแหน่งที่ขอบบนของแผ่นโลหะหลังนาฬิกา “เราสงสัยเลยว่าปกติท่านชาร์จไฟยังไง หรือว่าใช้การเหนี่ยวนำ”
“เอ่อ...ยังไม่เคยชาร์จเลยครับเพิ่งลองเปิดได้วันเดียวเอง” ผมพูดปด ธรณีเม้มปาก คงไม่ชอบใจที่ผมเลือกไม่บอกตรง ๆแม้เป็นเรื่องเล็กน้อย ผมเคยทดลองวางบนที่ชาร์จไร้สายทั่วไปก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอันที่จริงนาฬิกาเรือนนี้ไม่มีขีดบอกปริมาณแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ปรากฏบนหน้าจอด้วยซ้ำผมเคยกลัวพลังงานหมดจนเปลี่ยนมาใช้โทรศัพท์มือถืออัดเสียงแทนแต่ก็จงใจเปิดมันไว้ตลอด เผื่อว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นเกี่ยวกับเครื่องจะได้รู้อันที่จริงคือหาวิธีปิดสวิตช์นาฬิกาไม่ได้ ลองกดแช่ปุ่มไหนก็ไม่ได้ผลบางทีมันอาจเป็นไทม์แมชชีนที่สร้างขึ้นในโลกอนาคตซึ่งใช้พลังงานลึกลับบางอย่าง ทรงประสิทธิภาพและปลอดภัยยิ่งกว่านิวเคลียร์หลายเท่าตัวเคยได้ยินเรื่องสสารมืดหรือพลังงานมืดมาบ้าง ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกันไหม
“แล้วจุดต่างอีกจุดคืออะไรครับ”ผมรีบเบนความสนใจ
“ปุ่มกดตรงนี้หายไป”เจ้าของร้านใช้นิ้วลูบบนขอบทิศแปดนาฬิกา แสดงว่าปกติควรมีปุ่มกดสี่ปุ่ม
“แปลว่าอันนี้คือตัวเลียนแบบเหรอ”
“ก็เป็นไปได้ เข้าใจว่ายุคนั้นก็มีสมาร์ตวอตช์แล้วแต่เนื่องจากเขาตั้งใจทำมาเป็นแบบโบราณ จึงเลือกใช้ปุ่มกดแทนทัชสกรีนเข้าใจว่ามีฟังก์ชันพื้นฐานครบนะ อย่างปรับเวลา ตั้งปลุก ดูแบตเตอรี่พิเศษหน่อยที่รุ่นนี้ให้อัดเสียงสั้น ๆ ไว้เตือนความจำได้ อะไรประมาณนี้”
“แต่ถึงเลียนแบบยังไงก็ต้องมีวิธีชาร์จไฟอยู่ดีไม่ใช่เหรอ”ธรณีทักท้วงขึ้นมา ทำผมรู้สึกเย็นวูบ อุตส่าห์จะเบนเข็มออกจากประเด็นนี้แล้ว
“อืมก็ไม่ยากนะ แค่เปิดออกดูก็รู้ว่าทำยังไง”
สุรินทร์ก้มลงเปิดลิ้นชักใต้เคาน์เตอร์หยิบไขควงจิ๋วด้ามหนึ่งขึ้นมาถือในมือ ตั้งท่าเตรียมพร้อมก่อนที่เขาจะหยิบนาฬิกาจากถาดโลหะขึ้นมาอีกครั้ง ผมรีบคว้ามันกลับมาไว้ในอุ้งมือทำเอาคนที่เหลือผงะเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ชายทั้งสองหันไปมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“ยังก่อนดีกว่าครับวันนี้ร้านจะปิดแล้ว เราไม่อยากรบกวน” ผมฝืนฉีกยิ้มปกปิดความกระวนกระวายในใจมือขวายังจับของสำคัญนั้นไว้แน่นราวกับว่ามันจะหลุดมือหล่นหายไป
“ไม่เป็นไรหรอกแค่แป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว เราเคยถอดประกอบนาฬิกาที่ซับซ้อนกว่านี้มาตั้งเยอะแล้วแบบนี้สบายมาก” ชายช่างนาฬิกาพูดน้ำเสียงราบเรียบสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจแต่อาการพะว้าพะวงผมไม่ได้คลี่คลายตาม
“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมากสำหรับข้อมูล”
ผมโน้มตัวไหว้ขอบคุณแล้วหันหลังเดินออกจากร้าน ปล่อยให้สุรินทร์ยืนงุนงงอยู่หลังเคาน์เตอร์สักพักหนึ่งธรณีก็ตามออกมาสมทบหน้าร้าน
“ท่านทำอะไรของท่านทำไมไม่ให้สุรินทร์ลองดูข้างใน ไม่น่ามีอะไรเสียหายนะ” น้ำเสียงธรณีฟังดูตึงเครียด
“นายกล้ารับประกันเหรอว่าจะไม่เป็นไร!ถ้าเครื่องไทม์แมชชีนพังขึ้นมา ฉันจะกลับบ้านยังไง” ผมโต้กลับเสียงดัง
“แต่มันก็อาจเป็นแค่เบาะแสหนึ่งได้เหมือนกันนะอาจไม่ใช่เครื่องเดินทางข้ามเวลาจริงสักหน่อย” ธรณีบอก
“ใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ทั้งนั้นแหละแต่ถ้ามันพัง ฉันนี่แหละ คนที่ได้รับผลเสียโดยตรง ไม่ใช่นาย” ผมตวาดใส่เพื่อนพอรู้ตัวว่าเริ่มโกรธ จึงลดโทนเสียงลงมา “ไม่ได้หมายถึงจะไม่ให้รื้อดูนะแต่อยากให้ลองหาวิธีอื่นดูก่อน”
ธรณีหรี่ตามองมาอย่างพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ เหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง
"โอเค ถ้าท่านไม่สบายใจเราก็จะไม่เซ้าซี้ งั้นเดี๋ยวเราจะขอร้องให้สุรินทร์ค้นคว้าเพิ่มเติมก่อนแล้วกันถ้าได้ข้อมูลอะไรเพิ่มจะส่งให้ท่านอีกที แต่สุดท้ายถ้าท่านยังดื้อดึงอีกคงไม่มีใครช่วยท่านได้”
“ขอบใจนายมาก”ผมพยักยิ้มให้เพื่อนอย่างซาบซึ้ง อย่างน้อยก็ยื้อเวลาไปได้ช่วงหนึ่งคงมีแต่ธรณีนี่แหละที่เข้าใจผม เขาคือเพื่อนสนิทคนเดียวที่เหลืออยู่
บางทีชายผู้นี้อาจเป็นปฐพีกลับชาติมาเกิดจริงๆ