บทที่ 29
มิเชลเขาไม่เชื่อว่าเรื่องนี้มันจะเป็นอย่างที่ตำรวจคนนี้กล่าว ผู้การที่ได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับยิ้มออกมา ก่อนที่เขาจะหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมาวางบนโต๊ะก่อนจะเลื่อนไปให้กับมิเชล..“ถ้าแกไม่เชื่อ จะลองถามพ่อของแกเองก็ได้นะ.. แน่นอนว่ามันเป็นอภินันทนาการพิเศษจากข้า” ผู้การกล่าวพร้อมกับนั่งจิบกาแฟอย่างเงียบๆ มิเชลที่เห็นอย่างนั้นก็รีบกดเบอร์โทรศัพท์ของพ่อตัวเองที่จำได้ขึ้นใจมาตลอดตั้งแต่สมัยเด็กๆ“สวัสดีครับ ผมปีเตอร์ครับ ไม่ทราบว่าคุณ...” ปีเตอร์กล่าวยังไม่ทันจบ มิเชลก็รีบเอ่ยถามในทันที“พ่อ! พ่อครับ ผมมิเชลเอง.. นี่มันเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอครับ ครอบครัวเรากำลังจะล้มละลายอย่างนั้นเหรอครับ มันเป็นไปได้ยัง..” มิเชลกล่าวถามอย่างร้อนรนในทันที“มิเชลไอ้ลูกทรพี ... แกยังมีหน้ามาถามอีกหรือยังไง แกรู้ไหมว่าตอนนี้ครอบครัวของเราเดือดร้อนกันแค่ไหน แกมีหัวคิดบ้างไหม แกดันไปขโมยรถของคุณชายใหญ่ตระกูล ณ สุวรรณภูมิ แกคิดได้ยังไงกันห๊ะ!..” ปีเตอร์อดไม่ได้ที่จะตะโกนด่าออกมาสุดเสียง“คุณคะ ใจเย็นๆก่อน ลูกของเราแค่ทำไปโดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์เท่านั้น..” มิเชลได้ยินเสียงของแม่เขาแวบๆผ่านโทรศัพท์ แน่นอนว่าเสียงของแม่ดูเศร้าเสียใจเอามากๆ และดูเหมือนว่าเรื่องที่คุณตำรวจกล่าวมาจะเป็นความจริง และมันก็ทำให้เขาถึงกับพูดอะไรไม่ออกเลยสักคำ“แกจำเอาไว้ก็แล้วกัน.. ถ้าตระกูลของเราล้มละลายล่ะก็ มันเป็นเพราะแก เป็นเพราะแกที่จะทำให้เราทั้งครอบครัวกลายเป็นขอทานข้างถนน จำเอาไว้..”ปีเตอร์โกรธจัด ร้อยวันพันปีเขาไม่เคยที่จะดุด่าลูกอย่างนี้เลย เขาเลี้ยงลูกแบบอเมริกันที่ให้คิดเอง ลงมือทำเอง แต่ไม่คิดเลยว่าเจ้าลูกบ้าที่เขาหวง และรักที่สุดจะทำให้เขาต้องเดือดร้อนขนาดนี้ สุดท้ายด้วยความโมโหนั้นเขาก็ตัดสายทิ้งไป ปล่อยให้มิเชลที่กำลังช็อกอยู่ทิ้งไว้อย่างนั้น ‘เรื่องจริง!.. หรือว่าไอ้พวกโจรกระจอกนั่นมันจะไปขโมยรถผิดคันกัน.. ไม่สิ! หลักฐานก็เป็นรถของเจ้านั่นนี่นา ไม่น่าจะผิดคัน นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันล่ะเนี่ย’ มิเชลที่ช็อกอยู่เขาก็กำลังพยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาดนี่ “ไม่ๆ นี่มันเกิดอะไรขึ้น รถก็ขโมยถูกคันแล้วนี่.. มันจะกลายเป็นรถของคุณชายใหญ่ท่านนั้นได้ยังไง หรือว่าเจ้าบ้านั่นจะขโมยรถของคุณชายมาอีกทีหนึ่ง มันต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ คุณตำรวจครับ เจ้านั่นเป็นคนขโมย มันชื่อ ‘ภาวิน’ มันเป็นคนขโมย ผมไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ..” มิเชลกล่าวอย่างลนลาน ตอนนี้สติของเขาแทบจะไม่มีแล้ว เขาไม่คิดเลยว่าเจ้านั่นจะเป็นคนขโมยรถของคนใหญ่คนโตมา มันเป็นคราวซวยของเขาจริงๆที่ดันไปขโมยมันต่อจากมัน ผู้การที่ได้ยินอย่างนั้นถึงกับขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ“เจ้าหนู แกกำลังพูดถึง ‘หม่อมหลวงภาวิน ณ สุวรรณภูมิ’ อยู่นะ แกเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า เขาจะขโมยรถตัวเองเพื่ออะไร..” สิ่งที่ผู้การกล่าวตอบมายิ่งทำให้มิเชลทำอะไรไม่ถูก หลังจากที่ได้ยินว่าเจ้าโอ๊ตนั่น เป็นถึงหม่อมหลวง มันต้องมีเรื่องผิดพลาดแน่ๆ และเขาก็ยังไม่ยอมแพ้“มันต้องเป็นคนละภาวินแน่ๆ.. ไอ้เหลือขอนั่นจะเป็นถึงหม่อมหลวงได้ยังไง มันก็แค่ยาจก มันไม่ใช่คุณชายใหญ่ผู้ทรงเกียรติคนนั้น ใช่ๆ มันต้องเป็นคนละคนกันอย่างแน่นอน แค่ชื่อคล้ายกันเท่านั้น..” สติของมิเชลเริ่มที่จะหลุดลอยไปไกล ความจริงที่เขาไม่สามารถยอมรับได้ มันเริ่มที่จะสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘ปัญหาทางจิต’ หรือ ‘จิตใจไม่ปกติ’ ในเวลาชั่วพริบตา“.. นี่คือท่านภาวิน.. ข้าเองก็หวังว่าแกจะเข้าใจผิดไปเองนะ” ผู้การเลื่อนรูปของโอ๊ตมาวางกลางโต๊ะ แน่นอนว่ามันทำให้มิเชลถึงกับหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ในสภาวะที่จิตใจต่อต้านความเป็นจริงเช่นนี้ มันก็ยิ่งทำให้มิเชลกลายเป็นบ้าเร็วขึ้นเท่านั้น“ฮ่าๆๆๆ ไอ้นั่น ฮ่าๆๆ มันเป็นหม่อมหลวงด้วยล่ะ.. ถ้าแกเป็นหม่อม ฉันก็คงเป็นเจ้าชายแล้วล่ะ..ฮ่าๆๆ ใช่ๆ เราเป็นเจ้าชาย เราไม่แพ้ให้กับเจ้ามดปลวกนั่นหรอก ฮ่าๆ จงเคารพฉันซะ.. ฮ่าๆ” มิเชลกล่าวพร้อมกับหัวเราะ นายตำรวจที่เห็นอย่างนั้นก็เข้าใจแล้วว่าตอนนี้ผู้ต้องหาช็อกกับเรื่องที่เกิดขึ้นจนบ้าไปแล้ว“ใครก็ได้.. ส่งตัวผู้ต้องหาไปตรวจเช็กอาการที่โรงพยาบาลหน่อยสิ!.. อย่าลืมคุมตัวเขาไว้ให้ดีๆด้วยล่ะ” ผู้การกล่าวก่อนจะนั่งมองความบ้าของมิเชลที่บอกว่าตัวเองเป็นเจ้าชาย และพูดวนๆอยู่อย่างนั้นอย่างจนใจ ..ย้อนกลับไปที่ด้านของคริส ที่กำลังถึงบ้านใหญ่..‘พวกเขาเป็นใครกัน!..’ คริสกล่าวกับตัวเองในใจ แน่นอนว่าตอนนี้เธอกำลังมองดูเหล่าชายชุดดำนับสิบกำลังขึ้นรถสุดหรูบริเวณหน้าบ้านของพ่อเธอ มันสร้างความแปลกใจไม่น้อย แต่ตอนนี้เธอต้องคำนึงถึงเรื่องอื่นมากกว่า เธอจำเป็นต้องรู้ต้นตอเรื่องราวทั้งหมด ไม่อย่างนั้นเธอก็แก้ไขปัญหาของบริษัทไม่ได้ “ท่านรองประธานคะ ภาวะของบริษัทกลับมาคงที่แล้วค่ะ” เลขาที่นั่งรถมาพร้อมกับเธอเอ่ยกล่าวรายงาน แน่นอนว่ามันยิ่งทำให้เธอมึนงงเอามากๆ“มันเกิดอะไรขึ้นอีกล่ะเนี่ย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย มันชักจะไม่ปกติแล้วนะ” คริสกล่าว พร้อมกับจ้องมองรถพวกนั้นที่พากันขับออกไปเป็นขบวน และในใจของเธอก็ร้องออกมาเตือนด้วยสัญชาตญาณว่าเรื่องทั้งหมดนั้นต้องเกี่ยวข้องกับคนพวกนี้แน่นอน“เออ.. ฉันก็ไม่ทราบค่ะท่านรองประธาน” เลขาที่ได้ยินคำถามก็กล่าวตอบกับเจ้านายในทันที“ฉันไม่ได้ถามเธอสักหน่อย ก็แค่สบถเท่านั้นเอง.. ช่างเถอะ! เข้าไปถามเอาความกับคุณพ่อก็แล้วกัน” คริสกล่าวกับเลขาก่อนที่จะเดินลงรถของเธอ มุ่งตรงไปหาคุณพ่อในทันที และมันก็ยิ่งทำให้เธอไม่เข้าใจมากกว่าเดิม เพราะตอนนี้คุณพ่อที่กำลังนั่งกุมขมับเครียดกับเรื่องอะไรสักอย่าง พร้อมคุณแม่ที่นั่งน้ำตาซึมๆ“เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมคุณพ่อกับคุณแม่ถึงได้เป็นอย่างนี้.. เป็นเพราะคนพวกนั้นใช่ไหม เขาทำอะไรเหรอคะ.. บอกอะไรหนูสักหน่อยสิคะ” คริสกล่าว แต่ดูเหมือนกับว่าไม่มีใครสนใจเธอเลยแม้แต่น้อย จนเธอต้องย้ำเตือนถามอีกครั้ง“ลูก.. น้องชายของลูกถูกตำรวจจับตัวไปน่ะ..” แม่ หรือคุณหญิง ‘ฉัตรสุดา’ ที่มีอาการซึมอยู่เธอก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ คริสที่ได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจ ในตอนแรกเธอคิดว่าจะเป็นพี่ชายของเธอมากกว่าที่สร้างปัญหา แต่ที่ไหนกลับกลายเป็นเจ้าน้องชายของเธอได้ยังไง“มิเชล?.. มิเชลไปทำอะไรมาคะ ไม่สิ! ตอนนี้เราควรไปประกันตัวน้องออกมาก่อนสิ..” คริสกล่าว“ประกันตัว! ถ้ามันทำได้พ่อก็ทำไปนานแล้ว.. น้องชายของแกดันไปสร้างปัญหาใหญ่เข้า พวกเขาไม่ให้น้องชายแกประกันตัวหรอก..” ปีเตอร์กล่าวออกมาอย่างหมดปัญญา ตอนนี้เขาไม่มีแรงที่จะทำอะไรต่อแล้วจริงๆ คริสที่ได้ยินอย่างนั้นแสดงได้ว่าน้องชายของเธอต้องเข้าไปพัวพันกับคดีใหญ่ๆแน่นอน“คดีอะไรคะพ่อ หรือว่าจะเป็นพวกยาเสพติด.. ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น มิเชลไม่มีทางยุ่งกับมันแน่นอน” คริสกล่าว คดียาเสพติดเป็นอะไรที่เธอคิดว่ามันร้ายแรงที่สุดแล้วในตอนนี้“ไม่ใช่หรอกลูก... น้องโดนคดีลักขโมยรถน่ะ” ฉัตรสุดากล่าว และมันก็ทำให้คริสต้องเหวออีกครั้ง วันนี้มันเป็นวันอะไร ทำไมมันมีแต่เรื่องให้เธอตกใจ“ขโมยรถ?.. แค่คดีนี้พวกเขาจะไม่ให้ประกันตัวได้ยังไงกันล่ะคะ เดี๋ยวหนูไปคุยกับผู้กำกับให้..” คริสกล่าวพร้อมกับเตรียมท่าจะเดินไปเคลียร์กับผู้กำกับสถานีที่ตำรวจ แต่พ่อของเธอก็ห้ามเอาไว้เสียก่อน“ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่คดีหรอก แต่มันเป็นเรื่องที่น้องของแกไปขโมยรถของใครมากกว่า” ปีเตอร์กล่าว“รถของใครเหรอคะ..” คริสที่ได้ยินก็เข้าใจ น้องชายของเธอคงไปเจอตอกับคนใหญ่คนโตเข้าให้แล้ว แต่ทว่าในเมืองเชียงใหม่แห่งนี้จะมีสักตระกูลกันเชียวที่ทำให้พ่อของเธอลำบากใจขนาดนี้“รถของหม่อมหลวงภาวิน ณ สุวรรณภูมิ..” ปีเตอร์ตอบกลับเบาๆ คริสที่ได้ยินอย่างนั้นในครั้งแรกเธอก็ยังตามไม่ทัน เธอไม่เคยได้ยินชื่อของหม่อมคนนี้มาก่อนเลยสักครั้ง“หม่อมหลวงภาวิน ณ สุวรรณภูมิ.. ใครกัน! เดี๋ยวนะ! ณ สุวรรณภูมิ ตระกูล ณ สุวรรณภูมิอย่างนั้นเหรอ.. อย่าบอกนะว่าตระกูลเก่าแก่ของเมืองหลวง ผู้ยิ่งใหญ่ 1ใน3 ของประเทศ.. บ้าน่า เจ้าน้องบ้ามันทำอะไรไม่มีหัวคิดเลยหรือยังไง” คริสทวนชื่อ-นามสกุลของคู่กรณีแล้วเธอก็เข้าใจทุกสิ่งอย่าง ชายชุดดำหลายสิบคนนั้นเองก็ด้วย ไหนจะเรื่องของบริษัทอีก ทุกอย่างมันเข้าล็อกพอดี“คุณคะ เราควรเตรียมตัวไปพบท่านไม่ใช่เหรอคะ.. ฉันต้องไปเตรียมตัว ไม่ว่าเขาจะขออะไรหรือให้ฉันทำอะไรฉันก็จะยอมทั้งนั้น..”