วารีสองพิภพ

    47. ตัวประกัน

    ความเดิมตอนที่แล้ว

            หลังจากซ่งจื่อรุ่ยนำกำลังบุกจวนซ่งแล้วต้องจากไปพร้อมความผิดหวัง บิดาของเขา ซ่งเผิงจิ่นได้ถูกทหารคุมตัว เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนว่าตระกูลซ่งยักยอกทรัพย์สินและเพื่อหาข้อเท็จจริง เจ้าเมืองหลินได้สั่งการแม่ทัพเหลียงดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้ด้านหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงที่ค้นพบความลับหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ยังมีเส้นทางอื่นที่ใช้เข้าออกหมู่บ้านแต่ถึงกระนั้น การจะสืบหาก็เป็นเรื่องที่ยากยิ่ง และดูเหมือนว่าเสี่ยวม่านจะรู้ความลับหลายอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ดังนั้น หลังจากที่นางกลับมา หวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงจึงมีแผนการสืบหาความลับที่เสี่ยวม่านปกปิดไว้เริ่มจากหาคำตอบให้ได้ว่ามีสิ่งใดซ่อนอยู่ในห่อผ้าของนาง พวกเขาใช้อุบายจนสามารถฉกห่อผ้ามาได้และในตอนที่หวงจิ้งเอินเปิดห่อผ้าออกดูนั้นก็ปรากฏว่า

    อู๋ฉงฉง : “ เสี่ยวหวง ในนั้นมีอะไร? บอกข้าหน่อยสิ ”

    สีหน้าอึ้งของหวงจิ้งเอินทำให้อู๋ฉงฉงยิ่งอยากรู้อยากเห็น

    หวงจิ้งเอิน : “ เอ่อ.. คือ.. ข้าว่าเจ้าอย่าสนใจเลย ”

    ว่าพลางมือก็รีบปิดห่อผ้าด้วยท่าทางเลิกลัก

    อู๋ฉงฉง : “ มัวอ้ำอึ้งอยู่ได้ มีอันใดที่ข้ารู้ไม่ได้กัน เอามานี่ ”

    เมื่อเห็นท่าทางอันน่าอึดอัด อู๋ฉงฉงจึงแย่งห่อผ้าในมือเขามาค้นดูก็พบหนังสือหลายเล่มถูกบรรจุอยู่ในนั้นมันคือนิยายรักที่บุรุษหญิงสาวหลายคนชอบอ่าน

    อู๋ฉงฉง : “ ฮะ! นิยายเหรอ ”

    อู๋ฉงฉงหยิบมันขึ้นมาเพื่อที่จะเปิดอ่าน

    หวงจิ้งเอิน : “ เย้ย.. ฉงฉง มันไม่น่าดูหรอก เจ้าอย่าดูเลยนะ ”

    หวงจิ้งเอินรีบห้ามอย่างทันควัน เขาแย่งหนังสือในมือของนาง และนำมาเก็บใส่ห่อผ้าไว้ตามเดิม

    อู๋ฉงฉง : “ อะไรของเจ้าเนี่ย ”

    หวงจิ้งเอิน : “ ก็.. เนื้อหาบางส่วน มันไม่เหมาะกับสตรีอย่างเจ้าน่ะสิ ”

    อู๋ฉงฉง : “ ไม่เหมาะกับข้า แล้วเหมาะกับนางหรือไง? ”

    หวงจิ้งเอิน : “ ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น ”

    อู๋ฉงฉง : “ นี่คงเป็นหนังสือที่บอกว่าอยากอ่านสินะ ทำไมถึงสนใจของพวกนี้ได้ล่ะ?”

    หวงจิ้งเอิน : “ อาจเป็นวิธีการเรียนรู้โลกภายนอกอย่างหนึ่ง ได้ยินมาว่าหนังสือพวกนี้ไม่ได้จบแค่เล่มเดียว”

    อู๋ฉงฉง : “ มิน่าล่ะ ถึงได้ออกไปข้างนอกอยู่บ่อย ๆ เด็กสาวกำลังโตนี่เอง เช่นนั้นครั้งนี้ก็เสียแรงเปล่าแล้ว

    หวงจิ้งเอิน : “ ไม่หรอก อย่างน้อย เราก็ได้รู้ว่าบันทึกนั่นไม่ได้อยู่ที่นาง ”

    อู๋ฉงฉง : “ แต่เจ้าก็ยังไม่เลิกสงสัยนางอยู่ดีใช่ไหม? ”

    หวงจิ้งเอิน : “ เพราะถึงไม่ได้อยู่ที่นาง แต่ไม่มีอะไรยืนยันได้นี่ว่านางไม่รู้แต่ตอนนี้ ข้าว่าเจ้ารีบนำไปคืนนางก่อนดีกว่า ”

    อู๋ฉงฉง : “ ออ ”

    และแล้ว แผนการก็ล่มไม่เป็นท่า แต่หวงจิ้งเอินก็ยังไม่เลิกสงสัยในตัวเสี่ยวม่านแม้จะไม่พบม้วนบันทึกหรือแผนผังในห่อผ้าของนางก็ตาม ถัดมาที่เด็กสาวผู้เป็นเจ้าของห่อผ้านางยังคงเพลิดเพลินกับการแช่น้ำอยู่ที่ลำธารอย่างสบายใจในขณะที่อู๋ฉงฉงย่องเข้ามาที่ริมตลิ่ง และนำห่อผ้าของนางมาวางไว้ที่เดิมหลังจากนั้นก็รีบหันหลังกลับ แต่ทว่า

    เสี่ยวม่าน : “ อ้าว! แม่นางอู๋ ”

    เสียงเอ่ยทักที่ทำให้คุณหนูอู๋พลันสะดุ้ง นางรีบปั้นหน้ายิ้มแล้วหันกลับไปทางเสี่ยวม่าน

    เสี่ยวม่าน : “ เจ้าก็อยากอาบน้ำเหมือนกันเหรอ? ”

    อู๋ฉงฉง : “ เอ่อ.. อ๋อ! เปล่า คือข้าเห็นว่าเจ้าออกมานานแล้วน่ะ ก็เลยแวะมาดูสักหน่อยแต่เห็นว่ายังแช่น้ำอยู่ ก็เลยไม่อยากกวน ”

    เสี่ยวม่าน : “ อ๋อ.. ข้าใกล้จะเสร็จแล้วล่ะ น้ำเย็นสบายมาก ไม่อยากลงมาแช่ด้วยกันจริงเหรอ?”

    อู๋ฉงฉง : “ ไม่ล่ะ ข้าไม่ชินกับการอาบน้ำร่วมกับคนอื่นน่ะ งั้น.. เจ้าก็อาบต่อเถอะข้าไม่กวนแล้ว ”

    อู๋ฉงฉงรีบหันกลับมาอย่างโล่งใจแล้วเดินออกไปจากที่นั่นทันที โดยไม่ได้สังเกตว่าเสี่ยวม่านมองตามอย่างรู้ทันนางรู้แต่แรกว่านี่เป็นแผนการของพวกเขา ทว่านางก็ปล่อยให้อู๋ฉงฉงแอบฉกห่อผ้าของนางไปใครจะรู้ว่าภายใต้ความใสซื่อ เด็กสาวผู้นี้ซ่อนความน่ากลัวไว้มากแค่ไหนกัน

     

    ฝูตง

            ด้านสกุลซุนแห่งฝูตงเจ้าเมืองซุนยังคงนอนป่วยไม่ได้สติ โดยมีหมอหลวงคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ซุนเย่และชายาซุนอย่างหลัวชิวหยี่จึงเดินทางมาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอๆ ทว่าครั้งนี้กลับมีหยวนจวิ้นหลินติดตามมาด้วย นางคืออนุคนล่าสุดของซุนเย่ เมื่อพวกเขาเดินมาถึงหน้าเรือนพักของเจ้าเมืองซุนซุนเย่จึงหันไปกล่าวกับหยวนจวิ้นหลินว่า

    ซุนเย่ : “ เจ้ารออยู่ที่นี่ ”

    แล้วเจ้าเมืองน้อยก็เดินเข้าไปในเรือนพักพร้อมกับชายาโดยมีติงเชา องครักษ์คนสนิทและสาวรับใช้ของหลัวชิวหยี่ติดตามไปด้วย ทิ้งให้หยวนจวิ้นหลินกับสาวรับใช้ของนางยืนรออยู่ด้านนอกขึ้นชื่อว่าของใหม่ก็ย่อมหอมหวาน ซุนเย่จัดเรือนแยกให้นาง และเข้าออกเรือนของนางอยู่บ่อยครั้งแน่นอนว่าภรรยาย่อมอยากได้ความโปรดปรานจากผู้เป็นสามีอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนางจึงทำทุกทางเพื่อเอาอกเอาใจซุนเย่ ครั้งนี้ก็เช่นกันนางรู้ดีว่าอนุไม่อาจเทียบเคียงชายา เมื่อตัดสินใจเดินทางมาที่นี่ นางจะต้องถูกสั่งให้ยืนรออยู่ด้านนอกทว่านี่ก็เป็นแผนการอย่างหนึ่ง นางยืนรออยู่ท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่อง แม้เหงื่อไหลซึมก็ไม่ขยับตัวไปไหนจนกระทั่งซุนเย่และหลัวชิวหยี่เดินกลับออกมา

    ซุนเย่ : “ ข้าให้เจ้ารอ เจ้าก็รออยู่อย่างนี้น่ะเหรอ?เหตุใดไม่ขยับเข้ามาในร่ม? ”

    หยวนจวิ้นหลิน : “ หลินเอ๋อไม่กล้าขัดคำสั่งเจ้าค่ะ ”

    ซุนเย่ได้ฟังก็มีท่าทีเห็นใจ ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้กับนางหยวนจวิ้นหลินยื่นมือมารับผ้าเช็ดหน้าจากมือของซุนเย่ ต่อหน้าต่อตาหลัวชิวหยี่ นางยืนมองปลายนิ้วมือของหยวนจวิ้นหลินที่สัมผัสกับมือของสามีก่อนจะเบนสายตา เพราะรู้ว่าไม่ควรมองภาพเหล่านั้น และในตอนนั้นเอง

    หยวนจวิ้นหลิน : “ อ๊ะ! ”

    แข้งขาหญิงสาวพลันอ่อนแรง ทรุดลงต่อหน้าสามีซุนเย่จึงรีบเข้าไปประคองนางไว้ในอ้อมแขน พลางเอ่ยเรียกนาง

    ซุนเย่ : “ จวิ้นหลิน ”

    หยวนจวิ้นหลิน : “ ขออภัยเจ้าค่ะ ”

    ซุนเย่ : “ เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม? ”

    หยวนจวิ้นหลิน : “ แค่หน้ามืดนิดหน่อย พักสักนิดก็คงหาย ”

    ซุนเย่ : “ เช่นนั้น เจ้าก็รีบกลับเถิด เดินไหวหรือไม่? ”

    และในขณะที่ซุนเย่กำลังประคองหยวนจวิ้นหลินเพื่อพานางกลับไปที่เรือน

    หลัวชิวหยี่ : “ ท่านพี่ยังมีงานต้องสะสาง เดี๋ยวข้าไปส่งนางเอง ”

    ซุนเย่ : “ เช่นนั้น ต้องรบกวนเจ้าแล้ว ”

    หลัวชิวหยี่ผู้รู้เท่าทันได้รีบเข้ามาช่วยประคองหยวนจวิ้นหลินและเสนอตัวเข้าช่วยเหลืออย่างมีน้ำใจ ซุนเย่จึงปล่อยมือจากอนุ พร้อมกล่าวกับภรรยาด้วยรอยยิ้มหลัวชิวหยี่จึงพยักหน้ารับเพื่อให้สามีได้เบาใจ

    หลัวชิวหยี่ : “ ไปเถอะ อนุหยวน ”

    น้ำเสียงเน้นย้ำคำว่าอนุที่เอ่ยออกมาจากปากของหลัวชิวหยี่พร้อมกับนิ้วมือที่สัมผัสแขนของหยวนจวิ้นหลินนั้นบีบเน้นไปที่แขน ราวกับจะบอกเป็นนัยว่าอย่าให้มากนักเมื่อหยวนจวิ้นหลินมาถึงเรือนพัก

    หยวนจวิ้นหลิน : “ หลินเอ๋อขอบคุณพี่หญิงมากที่อุตส่าห์มาส่งน้อง หากไม่ได้พี่หญิงน้องต้องแย่แน่ ๆ ”

    หลัวชิวหยี่ : “ เรื่องเล็กน้อย ท่านพี่ต้องเรียนรู้งานเพื่อเตรียมตัวขึ้นรับตำแหน่งข้าจึงไม่อยากให้มีเรื่องใดไปรบกวนท่าน เจ้าก็รีบพักผ่อนเถิดคราวหน้าก็อย่าได้ฝืนตัวเองอีก ”

    หยวนจวิ้นหลิน : “ เจ้าค่ะพี่หญิง ”

    หยวนจวิ้นหลินย่อตัวคารวะชายาอย่างอ่อนน้อมแต่เมื่อหลัวชัวหยี่หันหลังจากไป แววตาของผู้เป็นรองก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน หยวนจวิ้นหลินนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยแววตาแข็งกร้าวผิดจากกิริยาอ่อนน้อมถ่อมตนที่แสดงไปเมื่อครู่ พลางกระแทกพัดและผ้าเช็ดหน้าที่ถืออยู่ในมือลงบนโต๊ะอย่างฉุนเฉียวนั่นก็เพราะแทนที่สามีจะเป็นผู้เดินมาส่ง กลับกลายเป็นอีกฝ่าย ไม่เพียงเท่านั้น หลัวชิวหยี่ยังได้ความดีความชอบหยวนจวิ้นหลินจึงไม่พอใจเป็นอย่างมาก ทางด้านชายาน้อยซุน นางกลับมาที่เรือนหลักด้วยสีหน้านิ่งแม้รู้ดีว่าชัยชนะครั้งนี้เป็นของตน แต่ก็ยังวางใจไม่ได้

    สาวรับใช้ของหลัวชิวหยี่ : “ หยวนจวิ้นหลินผู้นี้เจ้าเล่ห์มารยานัก ชายาน้อยท่านอย่ายอมนะเจ้าคะ ”

    หลัวชิวหยี่นั่งนิ่งนางไม่กล่าวสิ่งใดกับสาวรับใช้ แท้จริงแล้ว ลึก ๆ ในใจก็รู้ดีว่าหยวนจวิ้นหลินผู้นี้ไม่เหมือนกับสตรีอื่นที่ถูกส่งมาเป็นอนุบรรพบุรุษสกุลหยวนเคยช่วยหนุนสกุลซุนขึ้นนั่งบัลลังก์ เมื่อบิดามารดาตายจากตระกูลหยวนจึงสิ้นอำนาจ ซุนเย่จำต้องรับนางเข้ามาเป็นอนุเนื่องด้วยพันธสัญญาตั้งแต่สมัยเก่าก่อน การเคยมีอำนาจแต่กลับกลายเป็นสูญสิ้น จึงคิดอยากช่วงชิงสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไว้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว หยวนจวิ้นหลินกลายเป็นคนที่ภายนอกดูใสแต่ภายในขุ่น และแน่นอนว่านางคงไม่หยุดอยู่แค่นี้

            ถัดมาที่หนานจิ้งช่วงเวลาอันน่าตื่นตาของชาวเมืองได้เริ่มขึ้น แสงสีในยามค่ำคืนงดงามตระการตาด้วยดวงไฟโคมระย้าที่ประดับตกแต่งอยู่ทุกหลังคาเรือนทุกตรอกซอกซอยและถนนหนทางมีดอกไม้ประดับตกแต่งอย่างละลานตาผู้คนเดินไปมาพลุกพล่านราวกับเป็นงานฉลองใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่ริมแม่น้ำก็ประดับโคมไฟลวดลายสวยงามมีสาวงามนั่งบรรเลงดนตรี และร่ายรำอยู่บนเรือสำราญ ตามท้องถนนมีผู้คนเดินชมการละเล่นผาดโผนต่อตัว พ่นไฟด้วยความสนุกสนาน วี้ด.. บึ้ม! และแล้วเสียงดอกไม้ไฟที่ลอยขึ้นฟ้าก็พาเหล่าบุรุษมายืนรอชมบางสิ่ง

    “ นั่นไงแม่นางฉิน งดงามอะไรเช่นนี้ นั่นสิ แม่นางฉิน..แม่นางฉิน.. ”

    เสียงบรรดาบุรุษน้อยใหญ่เอ่ยเรียกนามสตรีที่ปรากฏโฉมอยู่บนเรือสำราญนางสวมชุดสีแดง เสื้อคลุมนอกบาง เผยให้เห็นผิวอันนวลเนียน ชุดแหวกยาวจนเห็นขาเรียวใบหน้างดงามถูกปกคลุมด้วยผ้าคลุมหน้าเนื้อบางสีแดง เห็นแค่เพียงดวงตา หน้าผาก คิ้วริมฝีปากแต่งแต้มสีชาด สวยเด่นจนแม้มองผ่านผ้าคลุมหน้าก็เห็นถึงความงดงาม คิ้วคมสวยหางตาเรียว ยามชม้อยชม้ายชายตาแลไปยังผู้คน แม้แต่สตรีด้วยกันยังอดไม่ได้ที่จะชื่นชมนางท่วงท่าวางนิ้วลงบนผีผาช่างสวยสง่า สะกดสายตาผู้คน รายล้อมไปด้วยนางรำท่วงท่าอ่อนช้อยแต่ยิ่งขับให้นางโดดเด่นกว่าผู้ใด แม้แต่บุรุษรูปงามอย่างซูหมิงเยว่ที่นั่งจิบชาอยู่บนหอเฟยเซียนก็ยังหันมองนางจากระเบียงสูง

    ซูหมิงเยว่ : “ นั่นน่ะเหรอ ฉินอีอี สาวงามอันดับหนึ่งประจำหอหรูอี้ ”

    ซูหมิงเยว่เอ่ยถามเสี่ยวชง ข้ารับใช้คนสนิท

    เสี่ยวชง : “ ขอรับ ”

    ซูหมิงเยว่ : “ เถ้าแก่เนี้ยคนนี้ช่างเข้าใจคิด ทำให้หอหรูอี้ดึงดูดคนจากหอเฟยเซียนของเราไปตั้งมากข้าชักอยากจะเจอซะแล้ว ”

    การเสียผลประโยชน์ทางการค้าเท่ากับการเสียหน้าสำหรับซูหมิงเยว่

    เสี่ยวชง : “ แต่เท่าที่สืบมา เถ้าแก่เนี้ยคนนี้ไม่ใช่เจ้าของขอรับ เจ้าของกิจการหอหรูอี้ไม่เคยปรากฏตัวมาก่อนจึงไม่เคยมีใครทราบว่าเขาเป็นใคร มาจากที่ไหน ”

    ซูหมิงเยว่ : “ หึ! น่าสน ”

    เสี่ยวชง : “ นั่นคุณชายกับคุณหนูรองจวนหม่านี่ขอรับ ”

    เสี่ยวชงเหลือบไปเห็นหม่าเสียนเย่และหม่าซูซินรวมทั้งข้ารับใช้หลายคนเดินผ่านสะพานข้ามแม่น้ำ จึงได้เอ่ยกับซูหมิงเยว่

    ซูหมิงเยว่ : “ ข่าวว่าองค์หญิงรองสกุลหลิน สุภาพอ่อนโยน งานดอกไม้ไฟวันนี้มีไว้เพื่อต้อนรับนางสกุลหม่ารับหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในงาน ไม่เจอก็แปลก แต่องค์หญิงรองกับคุณหนูรองสกุลหม่าสองคนนี้ ช่างผิดกันเสียจริง ”

    ฮัดเช้ย!

    จู่ ๆ ผู้ถูกกล่าวถึงก็จาม จนต้องใช้มือเขี่ยจมูกไปมาทำให้พี่ชายต้องเอ่ยถาม

    หม่าเสียนเย่ : “ ช่วงนี้อากาศเปลี่ยน ไม่สบายหรือเปล่าซูซิน? ”

    หม่าซูซิน : “ อ๋อ.. คงไม่หรอก เมื่อครู่นี้ก็ยังดี ๆ อยู่นะเหตุใดพอผ่านแถวนี้ ถึงได้จามก็ไม่รู้ ”

    หม่าเสียนเย่ : “ กลับไป ต้มขิงอุ่น ๆ ดื่มก่อนนอนด้วยแล้วกัน ”

    หม่าซูซิน : “ ออ ได้ ”

    “ มีใครไม่สบายกัน อย่าบอกนะว่าเป็นคุณหนูรอง ”

    แล้วเสียงที่หม่าซูซินไม่อยากได้ยินก็ดังขึ้นาเมื่อนางหันไปมองก็เห็นซูหมิงเยว่และเสี่ยวชงเดินเข้ามาทัก

    หม่าซูซิน : “ ว่าแล้วเชียว ทำไมข้าถึงจาม ตัวมลพิษอยู่นี่เอง ”

    ซูหมิงเยว่ : “ สายัณห์สวัสดิ์คุณชายหม่า คุณหนูรอง ”

    หม่าเสียนเย่ : “ คุณชายซู ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้ง ”

    หม่าซูซิน : “ เชอะ! ”

    หม่าซูซินยังคงไม่อยากสนทนากับซูหมิงเยว่

    ซูหมิงเยว่ : “ หนานจิ้งนี่ช่างแคบเสียจริงหรือเพราะเรามีวาสนาต่อกัน ถึงได้เจอกันอีกแล้ว ”

    หม่าซูซิน : “ ไม่รู้เป็นวาสนาหรือเวรกรรมของข้ากันแน่ ”

    หม่าเสียนเย่ : “ ซูซิน ”

    หม่าเสียนเย่ปรามน้องสาว

    หม่าเสียนเย่ : “ คุณชายก็มาเที่ยวงานนี้เหมือนกันหรือ? ”

    ซูหมิงเยว่ : “ เปล่า ข้ามารอพบคนน่ะ ”

    หม่าเสียนเย่ : “ แล้วท่านได้พบเขาคนนั้นหรือยัง? ”

    ซูหมิงเยว่ : “ อ๋อ.. ยังหรอก ข้าไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะมาไหมแค่พนันเล่น ๆ ว่ามาน่ะ ”

    หม่าซูซิน : “ นี่.. นัดใครมาทำเรื่องไม่ดีอีกงั้นเหรอ? ”

    ซูหมิงเยว่ : “ ข้าเปล่านะ แค่มีเรื่องอยากคุยด้วยนิดหน่อยอีกอย่าง ข้าไม่เคยทำเรื่องไม่ดีสักหน่อย ดูอย่างเมื่อเช้านี้ก็เพิ่งช่วยคนไป แต่ก็นะข้าคงไม่เป็นที่ต้องตา เขาเลยไม่ขอบคุณข้าสักคำ ”

    หม่าซูซิน : “ หืม.. มีเหน็บ ”

    หม่าเสียนเย่ : “ ข่าวว่าคุณชายเซ้งกิจการจากเถ้าแก่เนี้ยหอเฟยเซียนจึงถูกปรับปรุงใหม่จนดูดีถึงเพียงนี้ ภายในคงหรูหรามากทีเดียว ”

    ซูหมิงเยว่ : “ ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก จริงสิ!พวกท่านคงยังไม่เคยใช้บริการหอเฟยเซียนของข้า ร้านเรามีสุราหมักอย่างดี หรือถ้าไม่อยากดื่มสุราจะชาหลงจิ่งหรือปี้หลัวชุน ข้าก็มีบริการท่าน อยากลองหน่อยไหม? ”

    หม่าเสียนเย่ : “ เคยได้ยินว่าคุณชายมีฝีมือทางด้านการค้าที่ยอดเยี่ยมนักวันนี้ได้เห็นกับตา ไม่ผิดไปเลยจริง ๆ ”

    ซูหมิงเยว่ : “ ฮึ่ม.. ค้าขายอันใดกันเล่าข้าจะเลี้ยงพวกท่านต่างหาก ”

    หม่าซูซิน : “ ข้าไม่เอาด้วยหรอก เดี๋ยวท้องเสีย ”

    หม่าเสียนเย่ : “ ซูซิน ”

    เป็นอีกครั้งที่หม่าเสียนเย่ปรามน้องสาว

    หม่าเสียนเย่ : “ ขออภัยแทนนางด้วย นางก็มีนิสัยตรงไปตรงมาเช่นนี้แต่ไม่มีพิษภัยอะไร น้ำใจท่าน ข้าขอรับไว้ด้วยใจ แต่วันนี้ต้องขออภัยไว้วันหน้าคงได้ฝากท้องกับหอเฟยเซียนของท่าน ”

    ซูหมิงเยว่ : “ อ๋อ! ข้าลืมไป พวกท่านยังมีภารกิจข้านี่เสียมารยาทจริง ๆ เกือบทำให้เสียงานแล้ว ”

    ขณะที่พวกเขายืนพูดคุยกันอยู่บนสะพานนั้น

    “ ช่วยด้วย.. ช่วยด้วย.. ”

    มีเสียงชายคนหนึ่งตะโกนออกมาจากที่ลับตาว่า

    “ ช่วยด้วย.. จอมยุทธไป๋จะฆ่าคนแล้ว ”

    เมื่อได้ยินดังนั้นทั้งสามคนต่างหันมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ

    หม่าซูซิน : “ ใครกัน บังอาจมาใส่ร้ายคน ”

    ซูหมิงเยว่ : “ ข้าว่าเราไปดูกันเถอะ ”

    จากท่าทีผ่อนคลายเปลี่ยนเป็นท่าทางจริงจัง โดยเฉพาะซูหมิงเยว่ที่ดูจะสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษถึงขั้นเดินนำหน้าพี่น้องตระกูลหม่า พวกเขาเดินตามทิศทางเสียงของชายผู้ร้องตะโกนแต่ทว่ามีเพียงความตื่นตระหนกของฝูงชน หม่าเสียนเย่จึงเอ่ยถามความจากชาวบ้านที่ยืนตกใจอยู่กับเหตุการณ์

    หม่าเสียนเย่ : “ เกิดเรื่องอันใดขึ้น? ”

    ชายชาวบ้าน  : “ คือ.. เมื่อครู่มีคนสวมชุดขาวคนนึง แต่ข้าไม่เห็นหน้าเขาหรอกนะ เขาปิดบังใบหน้าปากก็บอกว่าคือจอมยุทธไป๋ เรียกร้องจะพบองค์หญิง เพราะสกุลหลินฆ่าล้างตระกูลเขา วันนี้ไม่ว่ายังไงก็จะเอาคืนให้ได้ เท่านั้นไม่พอเขายังลักพาตัวเด็กไปด้วย ”

    ซูหมิงเยว่ : “ ไปทางไหน? ”

    ชายชาวบ้าน : “ เอ่อ! ทางโน้นน่ะ ”

    ทั้งสี่คนติดตามไปอย่างไม่รีรอ และภาพที่ปรากฏคือคนในชุดขาวโพกผ้าปิดหน้า ในมือถือดาบที่ทั้งใหญ่และน่ากลัว ยืนอยู่บนระเบียงหอสังเกตการณ์ที่สูงถึงสี่ชั้นด้านหลังคนผู้นั้นมีเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งถูกจับมัดมือมัดเท้า นั่งพิงกับผนังท่ามกลางสายตาฝูงชน ทหารที่เฝ้ารับสถานการณ์ และหญิงวัยกลางคนซึ่งคาดว่าจะเป็นมารดาของเด็กคนนั้นยืนร้องไห้ปานจะขาดใจ

    หญิงชาวบ้าน : “ ฮือ ๆ ๆ .. ซูเอ๋อ ลูกแม่ ”

    หม่าซูซิน : “ หืม.. กล้าดีอย่างไร ”

    ซูหมิงเยว่ : “ ช้าก่อน ”

    เมื่อหม่าซูซินเห็นดังนั้นจึงคิดจะก้าวเข้าไปช่วยคน แต่ซูหมิงเยว่รีบห้ามนางไว้

    หม่าซูซิน : “ ทำบ้าอะไรของเจ้า? ไม่เห็นหรือว่าเด็กเสียขวัญจะแย่อยู่แล้ว ”

    ซูหมิงเยว่ : “ เห็น แต่ว่าเรายังไม่รู้ว่ามันมีกันอยู่กี่คนอาจมีพวกมันซ่อนตัวอยู่อีกก็ได้ ”

    หม่าเสียนเย่ : “ คุณชายซูพูดถูก ซูซินเรื่องนี้จะผลีผลามไม่ได้ ”

    หม่าซูซิน : “ แล้วจะเอายังไงต่อ? ไหนว่ามาสิ ”

    และขณะที่พวกเขากำลังหารือกัน ผู้ร้ายก็มองเห็นและพูดกับพวกเขาว่า

    ชายชุดขาว : “ เฮ้ย! พวกแกน่ะ รู้จักองค์หญิงรองสกุลหลินใช่ไหม? ”

    ซูหมิงเยว่ : “ สหาย ที่นี่หนานจิ้ง ใคร ๆ ก็รู้จักองค์หญิงกันทั้งนั้นมีเรื่องอันใดก็มาพูดจากันดี ๆ เถิดน่า เด็กไม่เกี่ยวด้วยสักหน่อย ”

    ชายชุดขาว : “ อย่ามาพูดมาก ถ้ารู้จักก็รีบไปตามมาพบข้าบอกมันว่าจอมยุทธไป๋ต้องการพบ ”

    ซูหมิงเยว่ : “ เฮอะ! เจ้าขอ ข้าก็ต้องให้รึไงงั้นถ้าข้าบอกให้เจ้าปล่อยคน เจ้าก็จะปล่อยเหรอ? ”

    หม่าเสียนเย่ : “ องค์หญิงหาใช่คนที่เจ้าอยากจะพบก็ได้พบ ”

    ชายชุดขาว : “ หุบปาก! ถ้ายังอยากให้นังเด็กนี้มีชีวิตรอดออกไป รีบตามคนมาพบข้า เดี๋ยวนี้ ”

    หม่าซูซิน : “ เจ้าชวนคุยต่อไป เดี๋ยวข้าจะแอบเข้าไปด้านหลัง ”

    หม่าซูซินพูดคุยกระซิบกระซาบ เพราะคิดแผนการได้

    ซูหมิงเยว่ : “ เดี๋ยว เราไม่รู้จำนวนที่แน่นอนของพวกมันน่ะถ้ามันมีกันเป็นฝูงล่ะ? ”

    หม่าซูซิน : “ วางใจเถอะ ข้าจะไม่ปล่อยให้มันรอดไปได้แม้แต่คนเดียว ”

    เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของหม่าซูซินซูหมิงเยว่จึงโอนอ่อน

    ซูหมิงเยว่ : “ เสี่ยวชง เจ้าไปช่วยนาง ”

    ชงหยวน : “ ขอรับ ”

    เหมือนว่าหม่าซูซินจะเริ่มมีโทสะนางจึงหาจังหวะเดินแทรกผู้คน เพื่อจะเข้าไปทางด้านหลัง โดยมีเสี่ยวชงติดตามไปด้วยบริเวณนั้นจึงเหลือชาวบ้านกับทหาร หม่าเสียนเย่ และซูหมิงเยว่

    ซูหมิงเยว่ : “ แล้วเมื่อไหร่ องค์หญิงของท่านจะมา? ”

    หม่าเสียนเย่ : “ หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างทางนางก็ใกล้จะถึงแล้ว แต่นั่นน่ะไม่ดีแน่ เราต้องรีบจัดการก่อนที่นางจะมาถึง ”

    ซูหมิงเยว่ : “ ดูท่านจะห่วงใยนางเป็นพิเศษนะ งั้นข้าจะถ่วงเวลาให้น้องสาวท่านหวังว่านางจะช่วยเด็กออกมาได้ ”

    หม่าเสียนเย่ : “ อื้ม ”

    ชายชุดขาว : “ มัวยืนบื้ออะไรกัน ไม่ได้ยินที่ข้าพูดเหรอ? ”

    หม่าเสียนเย่ส่งสัญญาณให้ทหารบางส่วนแยกตัวออกไปและในตอนนั้นเองที่ซูหมิงเยว่คิดแผนการบางอย่างได้

    ซูหมิงเยว่ : “ ก็ให้คนไปตามแล้วนี่ไง ใจเย็นหน่อยสิเรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา งั้นระหว่างที่รอ เจ้ากับข้ามาเล่นสนุกกันหน่อยดีกว่า ฆ่าเวลาไง”

    ชายชุดขาว : “ หึ! นึกว่าข้าโง่เหรอ? คิดจะเล่นลูกไม้ล่ะสิ ”

    ซูหมิงเยว่ : “ ทำไม.. หรือว่ากลัว? ”

    หม่าเสียนเย่ : “ อยากพบคน เราก็ส่งคนไปตามมาให้แล้ว กล้าบุกเดี่ยวมาถึงที่นี่แน่นอนว่าเจ้าต้องมีแผนสำรองไว้ ทุกคนต่างรู้ว่าเขาเป็นพ่อค้า ส่วนข้าก็แค่หมอเจ้าจะกลัวอะไร? ”

    เมื่อถูกท้าทาย ชายชุดขาวมีท่าทางลังเล และในที่สุด

    ชายชุดขาว : “ ว่ามา.. ”

    ซูหมิงเยว่อาศัยจังหวะที่คนผู้นั้นไม่ทันตั้งตัวเหวี่ยงพัดออกไป ..เคล้ง! แต่ชายคนนั้นก็ใช้ดาบรับการปะทะพัดจึงกระเด็นไปทิศทางอื่น

    ชายชุดขาว : “ หึ! แค่นี้เองอ่ะเหรอ? ”

    ซูหมิงเยว่ : “ ก็อยากจะบอกว่าใช่อยู่หรอกนะ แต่โกหก มันไม่ดี”

    ชายผู้นั้นไม่รู้ว่าพัดจะเหวี่ยงกลับมาเมื่อเขาหันไปมอง พัดก็พุ่งเข้าถึงตัว ทันทีที่เขายกดาบขึ้นมากันก็ไม่ทันการณ์ ดาบจึงกระเด็นตกลงมาและทำให้ตัวเขาถูกแรงกระแทก ก่อนที่พัดจะกลับมาหาเจ้าของ

    ..อ่อก!

    เลือดกองใหญ่กระอักออกมาจากปากของชายคนนั้น

    ซูหมิงเยว่ : “ หึ! สกุลหลินไม่ได้มีแค่คนเดียวหากเจ้ามีแค้นส่วนตัวจริง ไยไม่ขอพบเจ้าเมืองหลิน ผู้มีอำนาจตัดสินชี้เป็นชี้ตายถ้าคิดจะแต่งเรื่องก็เอาให้มันสมเหตุสมผลหน่อย มีหน้ามาอ้างตนว่าตัวเองคือจอมยุทธไป๋เจ้ารู้หรือไม่ ชาวบ้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าแทบไม่มีใครได้เจอตัวเขา คนอย่างนั้นหรือจะเที่ยวป่าวประกาศตัวตนให้คนอื่นได้รู้และถ้าแค่นี้ก็ยังหลบการโจมตีของข้าไม่ได้ เจ้าก็เทียบลูกน้องข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ ”

    ชายคนนั้นพยุงตัวเองลุกขึ้นยืน พลางตอบกลับมาว่า

    ชายชุดขาว : “ ไม่เลวนี่ แต่แค่นี้ก็คิดจะตัดสิน ยังเร็วไป ”

    เขาพูดอย่างมั่นใจ เหมือนว่าเรื่องยังไม่จบแค่นี้ประจวบกับเวลานั้น หนึ่งในทหารที่แยกตัวออกไป ได้กลับมากระซิบข้างหูหม่าเสียนเย่

    หม่าเสียนเย่ : “ ฮะ! แย่ล่ะ ”

    ไม่ทันได้ขยายความ ชายคนนั้นล้วงเข้าไปหยิบกระบอกตะบันไฟออกมาจากสาบเสื้อ

    หม่าเสียนเย่ : “ น้ำมัน ”

    ซูหมิงเยว่ : “ ว่าไงนะ!? ”

    หม่าเสียนเย่ : “ ด้านหลังผนังนั่น มีน้ำมันอยู่ ”

    ซูหมิงเยว่ : “ บ้าเอ๊ย! ”

    ชายชุดขาว : “ ฮ่า ๆ ๆ.. ”

    เสียงหัวเราะร่า พร้อมเปลวไฟลุกวาบที่ปลายกระบอกเหมือนว่าทุกอย่างจะยิ่งเลวร้าย ที่สำคัญยังมีสายตาคู่หนึ่งซึ่งเฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ในฝูงชนแล้วดวงตาประกายอำมหิตก็ได้ปรากฏขึ้น ทำให้เกิดลมพายุพัดโหมอย่างรุนแรงพาเอาเศษฝุ่นละอองและใบไม้แห้งปลิวมากับสายลม ทุกคนต่างพากันยกมือขึ้นป้องลม พร้อมกับหลับตาลง

    ชาวบ้าน : “ ว้าย! อะไรกันอ่ะ? ”

    ..วูบ ๆ

    หม่าเสียนเย่ : “ อ๊ะ! ลมมาจากไหนกัน? ”

    ฝุ่นละอองหนาขึ้นเรื่อย ๆ หม่าเสียนเย่โดนฝุ่นผงกระเด็นเข้าตาจนแทบลืมตาไม่ขึ้นส่วนซูหมิ่งเยว่นั้น

    ซูหมิงเยว่ : “ โอ๊ะ! ”

    มีใครบางคนเสียหลัก เซเข้ามาชนเขาจนล้ม ส่วนผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นจอมยุทธไป๋พลันมีอาการตกใจและหวาดหวั่นเพราะบนนั้นแตกต่างกันอย่างเหลือเชื่อ ไม่มีกระแสลมใด ๆ และมองไปด้านล่างมีเพียงฝุ่นเถ้าหนาตาจนไม่สามารถแยกแยะอะไรได้ด้านหม่าซูซินก็หาได้รับรู้สถานการณ์ภายนอก นางและทหารค่อย ๆ ช่วยกันเคลื่อนย้ายถังน้ำมันออกจากบริเวณนั้นแต่ทว่าเสี่ยวชงกลับรู้สึกถึงพลังทำลายล้าง เขาจึงหันหน้าไปมองด้วยความตระหนก

     

     

            ติดตามตอนต่อไป

    คล้ายกับเรื่องวารีสองพิภพ ที่คุณอ่าน