กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งผสมกับกลิ่นเขม่าฟืนโชยเตะจมูก ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมภายในโรงเตี๊ยมไม้เก่าพรรณพฤกษาที่บัดนี้กลายเป็นลานประหาร องค์หญิงสาม ในฉลองพระองค์รัดกุมสีครามเข้มกวัดแกว่งกระบี่คู่กายด้วยท่วงท่าสง่างามทว่าดุดัน นางเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าองครักษ์ฝีมือดีที่ตั้งค่ายกลรูปวงกลม ต้านรับการรุมสับประหารจากกลุ่มชายชุดดำที่ดูเหมือนผุดขึ้นมาจากเงามืดไม่จบสิ้น
"ระวังทางซ้าย!" องครักษ์ผู้หนึ่งคำรามพร้อมกับยกโล่เหล็กขึ้นรับแรงกระแทกจากดาบใหญ่จนเกิดเสียงดังสนั่น ประกายไฟสาดกระเซ็นไปทั่วพื้นไม้ที่สั่นสะเทือนตามจังหวะก้าวเดิน องค์หญิงสามตวัดกระบี่กรีดผ่านลำคอของมือสังหารที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง พลังปราณสีครามจางๆ แผ่ออกจากตัวนาง ทว่าแววตานั้นกลับเปี่ยมไปด้วยความวิตกเมื่อเห็นว่าจำนวนศัตรูมีมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
ทว่าท่ามกลางสมรภูมิที่ชั้นล่าง อีกด้านหนึ่งบนระเบียงไม้ชั้นสอง ฉินอวี้ ศิษย์เอกอัจฉริยะผู้มีใบหน้าหล่อเหลาหมดจดประดุจรูปสลัก กำลังยืนคุมเชิงอยู่ข้างๆ ลู่ชิง บัณฑิตหนุ่มผู้ดูซูบตอบ และ หวังซิว ผู้เป็นอาจารย์ของเขา ฉินอวี้มองสถานการณ์ด้านล่างด้วยแววตาเรียบเฉยตามวิสัยศิษย์รักผู้เย่อหยิ่ง ในใจของเขานั้นหาได้มีความตระหนกแม้เพียงเสี้ยว เพราะเขารู้ดีว่าลำพังแค่ท่านอาจารย์หวังซิวสะบัดมือเพียงครั้งเดียว มือสังหารกระจอกพวกนี้ก็คงแหลกเป็นผุยผงไปทั้งโรงเตี๊ยมแล้ว
‘จอมยุทธ์ระดับนี้ ไฉนอาจารย์ถึงนิ่งเฉยอยู่ได้’ ฉินอวี้คิดในใจพลางปรายตามองกลุ่มมือสังหารด้วยสายตาเย็นชา ‘ลำพังแค่ท่านสะบัดมือเดียวก็กวาดล้างพวกมันได้หมดสิ้นแล้ว มัวรออะไรอยู่กันแน่?’
ทันใดนั้น แววตาของฉินอวี้กลับต้องเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา เมื่อเห็นอาจารย์ของตัวเองเริ่ม "ร่ายรำ" ละครชุดใหญ่เกินจริง หวังซิว ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์จู่ๆ ก็กระโดดเอาตัวเข้าไปรับฝ่ามือของมือสังหารที่เพิ่งพุ่งทะยานขึ้นมาบนชั้นสอง ทั้งที่เขาสามารถสยบมันได้เพียงแค่ดีดนิ้ว ทว่าหวังซิวกลับเลือกที่จะดีดตัวลอยละลิ่วไปกระแทกผนังห้องจนไม้กระดานแตกดัง ปัง! คล้ายนกปีกหัก แถมยังอุตส่าห์อมเลือดไว้ในปากก่อนจะพ่นออกมาเป็นสายยาวประดุจน้ำพุพุ่งปรี๊ดขึ้นฟ้า
ฉากนี้ทำเอาแม้แต่มือสังหารคนที่เพิ่งซัดฝ่ามือออกไปถึงกับชะงักงัน มันก้มลงมองฝ่ามือตัวเองด้วยความงุนงงสับสน พลางพึมพำกับตัวเองเบาๆ ว่า
'ข้า... ข้าฝึกวิชามาถึงขั้นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? แค่ฝ่ามือธรรมดาของข้า กลับซัดยอดฝีมือที่ดูภูมิฐานคนนี้จนกระอักเลือดเป็นถังเลยรึ?' มันเริ่มเกิดความมั่นใจในตัวเองอย่างประหลาดจนถึงขั้นยืดอกอย่างผยอง
หวังซิวที่นอนตาเหลือกอยู่บนพื้นแอบส่งสัญญาณสายตาพิสดาร—สายตาที่สื่อความหมายว่า 'ตาเจ้าแล้ว!'—มาสิศิษย์รัก
‘ท่านอาจารย์! ท่านเล่นอะไรของท่าน!? แม้แต่ไอ้มือสังหารนั่นมันยังงงเลย!’ ฉินอวี้ตะโกนก้องในใจด้วยความระอาอย่างที่สุด
‘ไฉนยอดฝีมือระดับท่านถึงได้กระเด็นเหมือนใบไม้ร่วงเช่นนั้น!’ ทว่าเมื่อเห็นสัญญาณชัดเจน เขาก็พลันเข้าใจเจตนาอันล้ำลึกทันที ‘ที่แท้... ท่านต้องการบีบให้พี่ลู่ลงมือสินะ ได้! ในเมื่อท่านอยากเล่นละคร ข้าจะจัดให้ยิ่งใหญ่กว่าท่านสิบเท่า!’
พริบตานั้น ฉินอวี้แสร้งทำเป็นถอยหลังพลาดท่าอย่างน่าอนาถ เขาหมุนตัวกลางอากาศสี่ตลบครึ่งก่อนจะร่วงลงกระแทกโต๊ะน้ำชาจนหักป่นเป็นผงละเอียด เขาร้องตะโกนเสียงหลงปนความเกินจริง
"อ๊าก! พลังฝ่ามือช่างอำมหิตนัก! ปอดข้าขาดแล้ว! พี่ลู่... ช่วยข้าด้วย!" จากนั้นเขาก็รีดปราณในร่างบังคับให้หน้าซีดเผือดเหมือนศพ พร้อมกระอักเลือดคำโตพุ่งไปเปื้อนย่ามของลู่ชิงจนดูสยดสยองประดุจใกล้สิ้นใจ
ลู่ชิงที่เห็นทั้งอาจารย์และศิษย์อัจฉริยะลงไปนอนดิ้นพะงาบๆ พร้อมกันถึงกับสติแตกกระเจิง
"พวกเจ้า! ไหนบอกว่าเป็นยอดยุทธ์ไง! แค่โดนผลักทีเดียวถึงกับปอดขาดเลยรึ!?" เขาหน้าถอดสี ขาสองข้างสั่นพั่บๆ จนแทบก้าวไม่ออก เขาถอยกรูดจนหลังพิงฝาห้อง ขณะที่มือสังหารร่างยักษ์ผู้ถือดาบใหญ่เดินย่างสามขุมเข้ามาหาเขาช้าๆ แววตาภายใต้ม่านสีดำนั้นฉายแววดูถูกอย่างชัดเจน
"หึๆๆ... ไอ้หนอนหนังสือหน้าขาว" มือสังหารร่างยักษ์เหยียดหยามพลางควงดาบในมือ
"ดูสารรูปเจ้าสิ... สั่นเป็นลูกนกขี้เรื้อนแบบนี้ ข้าจะสงเคราะห์ให้ตายไวๆ จะได้ไม่ต้องฉี่ราดกางเกงให้อับอายนะไอ้หนู!"
"ยะ... อย่าเข้ามานะ!" ลู่ชิงละล่ำละลักพลางกอดอกตัวเองไว้แน่น
"เจ้าไปจัดการพวกองครักษ์ข้างล่างสิ พวกนั้นดูแข็งแรงและมีค่าหัวมากกว่าข้าเยอะเลย!"
"ปากดีนักนะ! ตายซะ!" มันคำรามพร้อมเหวี่ยงดาบยักษ์ฟันเฉียงลงมาหมายจะผ่าร่างลู่ชิงออกเป็นสองซีก ลมพายุจากการฟันนั้นแรงจนเศษไม้ปลิวว่อน
ในวินาทีที่คมดาบอยู่ห่างจากจมูกไม่ถึงคืบ ร่างกายของลู่ชิงกลับตอบสนองไปเองตามสัญชาตญาณที่ถูกสลักไว้ในกระดูกจากการฝึกท่าบริหารร่างกายในคัมภีร์มานับปี ร่างที่ดูเงอะงะกลับบิดเอวอย่างพิสดารเหมือนท่า "ลมพัดใบหลิว" ลู่ชิงพริ้วหลบวิถีดาบไปทางซ้ายทีขวาทีกระชั้นชิดประดุจภาพลวงตา คมดาบถากผ่านชุดบัณฑิตของเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดแต่กลับไม่ระคายผิวเลยสักนิดเดียว
"เหวอ! พื้นมันลื่น! ใครเอาขี้ผึ้งมาขัดไว้!" ลู่ชิงร้องโวยวายขณะที่ตัวเขาพริ้วหลบประดุจควันไฟสลับไปมาโดยไม่รู้ตัว มือสังหารยักษ์เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง
"หา!? หลบได้? เจ้าบ้านนี่มันเต้นงิ้วรึไง!"
"ข้าไม่ได้ตั้งใจ! มันหลบไปเอง!" ลู่ชิงร้องหลงด้วยความกลัวลนลาน พร้อมกับยื่นมือขวาที่สั่นเทาออกไปข้างหน้าเพื่อพยายามจะดันตัวมือสังหารออกห่างจากตัว ท่าผลักเบาๆ นั้นคือท่า "ฝ่ามือสยบคลื่น" ที่เขาคิดว่าเป็นเพียงท่าบริหารปอด
วูบ...
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสถูกแผ่นอกของมือสังหาร พลังปราณที่ดุร้ายมหาศาลกลับมลายหายไปในพริบตาประดุจหิมะต้องแสงตะวัน ร่างยักษ์นั้นเบิกตาค้างเมื่อรู้สึกว่าพละกำลังถูกกลืนกินหายไปในความว่างเปล่าอันไร้ก้นบึ้ง ก่อนจะกระเด็นละลิ่วทะลุหน้าต่างโรงเตี๊ยมออกไป หายวับไปในความมืดพร้อมกับเสียงร้อง
"อ๊ากกกกกก!"
ภาพที่เกิดขึ้นทำเอา หวังซิว ที่แกล้งนอนจมกองเลือดถึงกับชะงัก แววตาของจอมราชันสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
‘นี่มัน... ไม่ใช่แค่การสลายปราณ แต่มันคือการทำให้ทุกอย่างกลับสู่ความว่างเปล่า! ข้าเดาไม่ผิดจริงๆ บัณฑิตผู้นี้คือของจริงที่ซ่อนกาย!’
ขณะที่ ฉินอวี้ ถึงกับลืมสำลักเลือดไปชั่วขณะ สายตาที่เคยมองลู่ชิงด้วยความสงสัยเปลี่ยนเป็นความเลื่อมใสแกมสยดสยอง
‘วิชาอะไรกัน? ไร้ร่องรอย ไร้ปราณ แต่กลับทรงพลังจนขยี้พละกำลังของยอดฝีมือได้เพียงแค่แตะต้อง พี่ลู่... ท่านมันตัวอะไรกัน’
ทางด้านลู่ชิง เขายืนจ้องมองฝ่ามือตัวเองที่ยังสั่นไม่หาย ใจนึกย้อนไปถึง "คัมภีร์เซียนบรรพกาล" คัมภีร์เล่มนี้เขาได้มาในคืนอันแสนรันทดที่อารามร้างท่ามกลางเทือกเขาเร้นลับ คืนที่ลมเหมันต์พัดกรรโชกแรงและเขาได้พบกับชายชราพเนจรผู้มีดวงตาสุกสกาวราวดวงดารา ชายชราที่สอนเขาว่าความว่างเปล่าคือจุดเริ่มต้นของพลัง และทิ้งสมุดลายมือไก่เขี่ยเล่มนี้ไว้ให้เขาเก็บรักษาไว้เพียงเพราะความเมตตาในมิตรภาพชั่วข้ามคืน
"มัน... มันกระเด็นไปได้ยังไง? หรือว่าเจ้านั่นมันลื่นล้มเอง?" ลู่ชิงยังคงพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง
"แต่ท่าเมื่อกี้... มันคือท่าที่ข้าใช้รำมวยบริหารปอดนี่นา? หรือว่าของที่ข้าเกือบจะโยนทิ้งลงกองไฟในอารามร้างวันนั้น... มันจะเป็นวิชาของจริงกันแน่?"
ลู่ชิงเริ่มกังขาในโลกความเป็นจริงของตัวเอง ท่ามกลางสายตาตะลึงค้างขององค์หญิงสามและเหล่าองครักษ์ด้านล่างที่หยุดชะงักการต่อสู้ชั่วคราวและเงยหน้าขึ้นมาเห็นเหตุการณ์พอดี ทุกคนจ้องมองขึ้นมายังบัณฑิตผู้ดูลึกลับคนนี้ด้วยความรู้สึกสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ!
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมโรงเตี๊ยมเพียงชั่วอึดใจ ประดุจกาลเวลาถูกหยุดแช่แข็งไว้ท่ามกลางซากปรักหักพัง ก่อนที่เสียงพ่นลมหายใจอย่างบ้าคลั่งของมือสังหารที่เหลือจะทำลายความเงียบนั้นลง พวกมันแผดเสียงคำรามกึกก้องเพื่อเรียกขวัญกำลังใจที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา
ทั้งสองฝ่ายเริ่มเปิดฉากปะทะกันอีกครั้งอย่างดุเดือดเลือดพล่านยิ่งกว่าเก่า คมดาบกรีดกรายตัดอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวสลับกับเสียงโลหะปะทะกันเคร้งคร้างสะท้านไปถึงขื่อคา
คราวนี้ ลู่ชิง ไม่อาจทำตัวเป็นเพียงบัณฑิตดวงซวยที่หลงมาติดร่างแหได้อีกต่อไป ใจของเขาเต้นระทึกรัวเร็วประดุจกลองรบที่ตีรัวสู้ศึก เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผมขณะที่ดวงตาสั่นระริกจับจ้องไปที่ย่ามผ้าป่านใบเก่าที่วางแหมะอยู่ข้างตัวด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนจากความระอาเป็นความหวาดเสียวสุดขีด
‘หากท่ากายบริหารแก้ปวดเมื่อยที่ข้าทำทุกเช้ามันคือของจริง... แสดงว่าทุกลายเส้นไก่เขี่ยที่ข้าเคยมองว่าเหมือนลายแทงหาของกินในอารามร้างคืนนั้น... ทั้งหมดนั่นคือวิชาฆ่าคนรึ! ’
ไม่ทันที่เขาจะได้ไตร่ตรองหรือตั้งสติให้ถี่ถ้วน เงาร่างมืดมิดในชุดพรางกายสองสายก็โผล่ทะยานลงมาจากขื่อหลังคาด้านบนอย่างรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม ทิ้งตัวลงมาประดุจค้างคาวผีที่หิวโหย ดาบยาวในมือของพวกมันเปล่งรังสีฆ่าฟันสีครามเยือกเย็นหมายจะถากหัวบัณฑิตหนุ่มให้เกลี้ยงเกลาเป็นลูกมะพร้าวปอกเปลือกในคราเดียว
"เหวอ! มาอีกแล้ว! พวกเจ้าไม่มีงานมีการทำกันรึไง! เหตุใดถึงได้ขยันไล่ฟันหัวชาวบ้านเช่นนี้!"
ด้วยสัญชาตญาณที่ถูกเคี่ยวกรำจนซึมเข้าสู่กระดูกและจิตวิญญาณ ลู่ชิงรีบใช้ วิชาไร้พันธนาการ ออกไปโดยไม่รู้ตัว ร่างของบัณฑิตหนุ่มบิดพริ้วไปมาอย่างพิสดารประดุจปลาไหลที่พยายามดิ้นหนีน้ำมนต์ การเคลื่อนไหวของเขาดูติดขัดแต่กลับลื่นไหลอย่างน่าอัศจรรย์ หลบเลี่ยงคมดาบที่ฟันไขว้กันเป็นรูปกากบาทได้อย่างฉิวเฉียดชนิดที่เส้นผมไม่กี่เส้นเกือบถูกเล็มให้ฟรีๆ
ทว่าความว่องไวนั้นกลับขาดพละกำลังที่จะต้านทานกระบวนท่าถัดไป เขาจึงขยับแขนวาดออกไปตามด้วย ฝ่ามือสยบคลื่น ที่เขาเพียรฝึกจนเข้าเส้นเลือดเพียงเพราะนึกว่าเป็นท่ารำพัดเพื่อเรียกความสนใจจากสาวงาม
ทันทีที่สองวิชาที่ยิ่งใหญ่ถูกใช้ร่วมกัน ความมหัศจรรย์ที่แม้แต่สวรรค์ยังต้องสะเทือนก็บังเกิด! ไร้พันธนาการ ที่รวดเร็วปานสายลมแต่เบาหวิวราวกับขนนก กลับกลายเป็นแท่นส่งเสริมและแรงส่งมหาศาลให้ ฝ่ามือสยบคลื่น ที่เคยเชื่องช้าอืดอาดประดุจเต่าคลาน สามารถพุ่งเข้าหาเป้าหมายได้อย่างไร้ร่องรอย ว่องไว และรุนแรงประดุจคลื่นยักษ์ถล่มชายฝั่ง
วิชาหนึ่งว่องไวไร้ลักษณ์ อีกวิชาหนักแน่นสยบสรรพสิ่ง เมื่อสอดประสานกันมันจึงเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปอย่างสมบูรณ์แบบ เกิดเป็นกระแสพลังเต๋าที่เข้มข้นจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น
หวังซิว ที่แกล้งนอน "ตาย" จมกองเลือด (ปลอม) ที่เพิ่งอมไว้ในปากแล้วพ่นออกมาอย่างวิจิตร ถึงกับลืมมาดปรมาจารย์ผู้สูดลมหายใจสุดท้าย เขาแอบเบิกตาโพลงขึ้นมาข้างหนึ่งจ้องมองภาพเบื้องหน้า หัวใจของยอดยุทธ์ระดับจอมราชันขั้นสูงสั่นสะท้านอย่างรุนแรงประดุจโดนฟ้าผ่ากลางอก อวัยวะทุกส่วนและสัมผัสที่หกในร่างยุทธ์ของเขาร่ำร้องออกมาด้วยความเลื่อมใส
‘นี่มัน...’ หวังซิวครางในใจพลางแอบซับเลือดที่มุมปากอย่างแนบเนียน
‘กลิ่นอายแบบนี้ กลิ่นที่เรียบง่ายแต่ไร้พรมแดนเช่นนี้ ข้ามั่นใจว่ามันคือปลายทางของวิชายุทธ์ที่ข้าเพียรตามหามานานนับยี่สิบปี!’
ปัง! ปัง!
เสียงปะทะดังสนองขึ้นสองคราซ้อน เพียงแค่ลู่ชิงร่ายรำวาดมือผ่านอากาศด้วยท่าทางเหมือนกำลังปัดยุงปัดแมลงวันที่น่ารำคาญ มือสังหารทั้งสองที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงก็กระเด็นลอยละลิ่วตัวปลิวทะลุฝาบ้านโรงเตี๊ยมออกไปราวกับถูกวัวธนูพุ่งชน พวกมันปลิวหายวับไปในความมืดมิดภายนอกพร้อมเสียงครางโหยหวนที่ค่อยๆ จางหายไปในพายุฝน
คราวนี้สิ่งที่ลู่ชิงคิดถูกยืนยันอย่างกระจ่างชัดแจ้งในมโนสำนึกแล้ว ท่าบริหารร่างกายที่เขาทำมาตลอดทุกเช้าค่ำคือของจริงแน่ๆ! ทั้งไร้พันธนาการ ฝ่ามือสยบคลื่น ค่ายกลทั้งแปด หรือแม้แต่ วิถีหนึ่งขีดเบิกฟ้า ที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันยามเมาสุราหยาบๆ ในคืนที่หิมะตกหนักจนสมองฟั่นเฟือนไปเอง
"ของจริง... นี่มันของจริงแน่ๆ!" ลู่ชิงพึมพำอย่างคนขวัญเสีย พลางยกมือขวาที่เพิ่งผลักคนปลิวขึ้นมาเป่าลมใส่นิ้วราวกับมันเป็นกระบอกปืนไฟ
"ข้า... ข้ากลายเป็นจอมยุทธ์ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย? แล้วที่ข้าเคยรำท่าประหลาด จนลู่หลินและชาวบ้านหัวเราะล่ะ นี่ข้าโดนหลอกให้เป็นตัวตลกมาตลอดเลยรึ!"
ขณะเดียวกัน ฉินอวี้ ที่นอน "ปอดขาด" อยู่ใกล้โต๊ะที่พังยับ ถึงกับน้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้งพลางแอบกระซิบกับตัวเองเบาๆ
‘ท่านบัณฑิตลู่... ท่านคือยอดคนที่แท้จริง ปิดบังพลังล้ำลึกภายใต้ท่วงท่าที่ดูเหมือนคนหลังเดาะได้เนียนตาถึงเพียงนี้ แม้แต่ข้าที่แกล้งกระอักเลือดจนแทบจะหมดตัวจริงๆ แล้วยังต้องยอมสยบให้ในความละเมียดละไมของท่าน!’
เหล่าองครักษ์และองค์หญิงสามต่างหยุดมือลงอย่างพร้อมเพรียงประดุจถูกสะกดมนต์ สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่บัณฑิตหนุ่มผู้สวมชุดยาวสีครีมที่บัดนี้ดูสูงส่งขึ้นมาอย่างประหลาดท่ามกลางซากโต๊ะเก้าอี้ที่พังยับเยิน ผู้ที่เพิ่งจะสำแดงพลังอันไร้ก้นบึ้งออกมาเพียงแค่การ "สะบัดมือไล่ยุง" แต่กลับทรงพลังจนน่าขนพองสยองเกล้าจนเหล่ามือสังหารที่เหลืออยู่ถึงกับทิ้งดาบลงพื้นด้วยมือที่สั่นเทา
ท่ามกลางความเงียบงันที่น่ากระอักกระอ่วนใจ ชายชุดดำร่างสันทัดคนหนึ่งก้าวออกมาพองขนประดุจคางคกพองลม มันกวาดสายตามองซากศพสมุนด้วยความสมเพช ก่อนจะหัวเราะร่าอย่างโอหังจนพุงสั่น
"ฮ่าๆๆ! เจ้าพวกสุนัขรับใช้ " มันตะโกนพลางควงดาบโชว์ท่วงท่าที่คิดว่าเท่ที่สุด
"จงจำชื่อข้าไว้ให้มั่น ข้าคือ 'จ้าวมังกรทลายศิลา' หัวหน้าใหญ่แห่งขบวนการสังหารเงาจันทร์ ผู้บรรลุระดับ จอมราชันขั้นต้น ที่หาตัวจับยากที่สุดในรอบร้อยปี! คืนนี้พวกเจ้าต้องตายด้วยน้ำมือข้า และข้าจะเริ่มจาก..."
มันเริ่มพรรณนาถึงความเก่งกาจของตนเองยาวเหยียด
"พวกเจ้าจงฟังให้ดี ฝ่ามือมังกรของข้านั้นฝึกฝนมาท่ามกลางน้ำตกเยือกแข็งนับสิบปี กระดูกของข้าแข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้า ลมปราณของข้าไหลเวียนประดุจลาวาที่พร้อมจะแผดเผาทุกสรรพสิ่งให้กลายเป็นจุณ!"
ทว่า หวังซิว ที่เมื่อครู่ยังแกล้งนอน "ปางตาย" กลับรู้สึกรำคาญเสียงพ่นน้ำลายที่ยืดยาวไร้สาระนั้นเสียเหลือเกิน เขาหาได้หลบซ่อนหรือแอบทำอีกต่อไป แต่กลับยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างเฉยเมย แววตาคมปลาบดุจพญาอินทรีจับจ้องไปที่หัวหน้ามือสังหารด้วยความรำคาญขีดสุด
"หนวกหูเสียจริง!"
สิ้นคำกล่าว หวังซิวก็สะบัดมือออกไปอย่างเปิดเผยโดยไม่สนสายตาใครทั้งสิ้น พลังลมปราณระดับจอมราชันขั้นสูงระเบิดออกประดุจคลื่นยักษ์ที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าใส่เป้าหมายตรงๆ
"ฟุ่บ!"
ร่างของจ้าวมังกรทลายศิลาที่กำลังจะอ้าปากร่ายสรรพคุณวิชาหน้ากระดาษที่สอง พลันเบิกตาค้าง ร่างทั้งร่างของมันถูกแรงอัดมหาศาลบดขยี้จนสลายหายวับไปในพริบตา เหลือเพียงละอองฝุ่นและเสียง "เอ๊ะ?" ที่ค้างอยู่ในอากาศเพียงแผ่วเบา โดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันได้รู้ซ้ำว่าตนเองตายอย่างไร
ฉากนี้ทำเอา องค์หญิงสาม ถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งร่างด้วยความหวาดหวั่นปนเลื่อมใส นางเคยได้ยินชื่อเสียงอันน่าสะพรึงกลัวของ 'ขบวนการสังหารเงาจันทร์' มาบ้าง แต่นี่อะไร... หัวหน้าขบวนการระดับจอมราชันกลับถูกจัดการลงด้วยการสะบัดมือเพียงครั้งเดียวอย่างไม่ยี่หระ!
นางกวาดสายตามองกลุ่มคนลึกลับกลุ่มนี้ด้วยหัวใจที่เต้นรัว ไม่เพียงแต่บัณฑิตหนุ่มที่ดูราวกับยาจก หรือชายหนุ่มรูปงาม (ฉินอวี้) แต่ผู้เฒ่าผู้นี้กลับมีพลังที่ทำให้นางรู้สึกประหนึ่งมดปลวกเมื่ออยู่ต่อหน้าจักรพรรดิ
ทว่าหวังซิวหาได้สนใจความตกตะลึงขององค์หญิงหรือใครหน้าไหนทั้งสิ้น เขาลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าพลางจ้องเขม็งไปที่ลู่ชิง
'โอ้... สวรรค์!' หวังซิวคิดในใจด้วยความคลั่งไคล้ ‘กลิ่นอายปลายทางแห่งยุทธ์ที่สมบูรณ์แบบที่ข้าเห็นเมื่อครู่! บัณฑิตลู่ท่านนี้ต้องเป็นผู้บรรลุวิถีที่เหนือชั้นกว่าที่ข้าจินตนาการไว้หลายขุมแน่ๆ!’