ตอนที่30 สิ้นชีพหมด
หลังจากที่การต่อสู้จบลงเฟิงอี้ก็นอนพักอยู่ครู่หนึ่งและค่อยๆฟื้นฟูที่ละเล็กทีละน้อยนี่คือการต่อสู้ที่ดุเดือดเสียยิ่งกว่าการต่อสู้กับบุรุษชราตัวเล็กเสียอีก
“พลังงานค่ายกลที่ข้าััได้ก็คือสิ่งนี้…” เฟิงอี้ทอดตามองก้อนศิลาที่เหมือนกับป้ายหินตั้งอยู่มันมีอักขระาไท่กั๋วสลักเอาไว้มากมาย
การต่อสู้ที่ดุเดือดของเฟิงอี้และบุรุษร่างอาภรณ์สีดำทมิฬมิได้สร้างความเสียหายให้มันเลย
วิ้ง!
เฟิงอี้ยื่นมือไปััลงที่ป้ายศิลาฉับพลันก็เกิดแสงสีฟ้าแผ่ออกมาตามตัวอักษรอักขระาไท่กั๋วมันคือพลังงานของค่ายกลอย่างมิต้องสงสัย
พลังงานค่ายกลได้เข้ามาโอบล้อมเฟิงอี้จากนั้นร่างของเฟิงอี้ก็พลันหายไปจากบริเวณที่ยืนอยู่ทิ้งเอาไว้เพียงป้ายศิลาที่สลักอักขระาไท่กั๋ว
…
ขณะเดียวกันหน้าถ้ำแห่งหนึ่งในเขตแดนของอาณาจักรเว่ยซางมีผู้คนมากมายรายล้อมเอาไว้แต่ทว่าผู้คนกลับแบ่งออกเป็สองฝ่ายอย่างชัดเจน
หนึ่งคือคนที่สวมอาภรณ์สีเขียวเข้มมีตัวอักษรสลักเอาไว้ว่าปื๋อนี่คือคนของสำนักปื๋อฉาง
อีกด้านหนึ่งเป็กลุ่มคนที่สวมอาภรณ์สีดำทมิฬและนี่คือคนของสำนักม่วงเมฆาพวกเขาคือสองสำนักที่ค้นพบทางเข้าสถานที่ลึกลับหรือโลกมิติลึกลับ
เปราะ!
“บัดซบ!”แท่งหยกสีเขียวเข้มแตกหักลงทีละอันและในที่สุดก็ไม่เหลือแม้แต่อันเดียวที่มิแตกหัก
แท่งหยกนี้คือแท่งหยกระบุสถานะการมีชีวิตอยู่ของศิษย์สำนักปื๋อฉาง
ทำให้หญิงชราผมสีเทาคำรามขึ้นมาด้วยความเกรี้ยวกราดดวงตาของนางมีสีเขียวมรกตราวกับมีสีแดงก่ำปรากฏขึ้นมาแทนในหมู่ศิษย์ที่เข้าไปนี้มีหลานสาวของนางอยู่ด้วยนี่แสดงว่าหลานสาวของนางได้สิ้นชีพแล้ว
นี่คือผู้าุโอันดับที่หนึ่งของสำนักปื๋อฉางที่ดูแลศิษย์สายในนางมีนามว่าเอิ๋นชิงหยู
เปราะ!
“เป็ไปได้อย่างไร? เกิดอันใดขึ้นข้างในนั้น?”บุรุษชราผมสีขาวสวมอาภรณ์สีดำทมิฬเอาไว้เขาคือผู้าุโหลิวกือเป็ผู้าุโอันดับที่หนึ่งที่ดูแลศิษย์สายในของสำนักม่วงเมฆาดวงตาของเขามีสีม่วงที่ดูลึกลับมองทอดเข้าไปทางถ้ำ
“ศิษย์ชุดแรกที่เข้าไปอ่อนแอกว่าพวกเขามากแต่ทว่ากลับรอดออกมาได้แต่ครานี้มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่”หากว่าสถานที่ลึกลับมิได้จำกัดพลังบ่มเพาะของผู้ที่เข้าไปผู้าุโหลิวถือคงจักเข้าไปตรวจสอบดูเสียแล้วแต่ทว่าแม้จะพยายามหาทางเข้าไปก็มิสามรถทำได้
สถานที่ลึกลับแห่งนี้จำกัดระดับพลังมิให้ผู้บ่มเพาะั้แ่ระดับกำเนิดปฐีขั้นที่ห้าขึ้นไปเข้าไปมีเพียงระดับกำเนิดเส้นชีพจรขึ้นที่หนึ่งจนระดับกำเนิดปฐีขั้นที่สี่เท่านั้นที่เข้าไปได้
ผู้าุโหลิวกือนั้นเป็ผู้ฝึกตนระดับกำเนิดปฐีขั้นที่เก้าและผู้าุโเอิ๋นชิงหยูนั้นก็มีพลังฝึกตนระดับเดียวกันกับผู้าุโหลิวกือหรือระดับกำเนิดปฐีขั้นที่เก้า
“หลางกูเหมิน เป่าฉูหลง หางหยู่!”หลิวกือเอ่ยเสียงดังเรียกขานนามของคนสามคนแน่นอนว่านี้คือศิษย์พิเศษของสำนักม่วงเมฆาที่มีพลังฝึกตนระดับกำเนิดปฐีขั้นที่สี่ซึ่งผู้ที่เข้าถึงระดับนี้ได้จักมีสถานะเป็ผู้าุโแล้วครึ่งหนึ่งและก็เป็เช่นเดียวกับสำนักปื๋อฉางเอิ๋นชิงหยูเรียกขานชื่อของคนสามคนออกมา
“หม่าตุง เฉาหลาง กู่ตง!”เมื่อสามชื่อนี้ถูกเรียกขานคนหกคนก็ปรากฏขึ้น
สามคนปรากฏตัวเบื้องหน้าหลิวกือและอีกสามคนปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเอิ๋นชิงหยู
หลางกูเหมินนั้นสวมอาภรณ์สีดำทมิฬผมยาวถึงกลางหลังเขาสวมหน้ากากสีเงินเอาไว้แต่ทว่ามองดูแค่รูปร่างท่าทางก็บอกได้ว่าจักต้องเป็บุรุษที่หล่อเหลามิน้อย
เป่าฉูหลงสีผมสีแดงฉานดวงตาสีแดงราวกับโลหิตดูเฉียบคมเป็อย่างมากทำให้ปลดปล่อยแรงกดดันอันไร้รูปร่างออกมาตลอดเวลาเป่าฉูหลงเองก็สวมอาภรณ์สีดำทมิฬ
หางหยู่นั้นดูเรียบง่ายเป็อย่างมากเขามีผมสีดำทมิฬดวงตาสีดำหน้าตาธรรมดาที่สามารถกลมกลืนไปกับฝูงชนได้แต่ทว่าหากสังเกตดีแล้วจักพบว่าเขามีกลิ่นอายสังหารแผ่ออกมาอยู่ตลอดเวลาซึ่งอันตรายเป็อย่างมากมันราวกับนักฆ่าที่สามารถปลิดชีวิตของคนได้เพียงกระพริบตา
อาวุธของคนทั้งสามนั้นมีดาบใหญ่ที่สพายเอาไว้เื้ัของเป่าฉูหลงดาบใหญ่นี้สีแดงฉานราวกับโลหิตก็มิปาน
หลางกูเหมินนั้นมีกระบี่สามเล่มสพายเอาไว้ข้างเอวซึ่งดูเฉียบคมราวกับว่าสามารถตัดผ่านสิ่งใดก็ได้
ส่วนหางหยู่นั้นมิทราบว่าใช้อาวุธชนิดใดเพราะเขามิได้เผยอาวุธออกมาให้เห็น
ทางด้านสำนักปื๋อฉาง
หม่าตุง นั้นคือบุรุษร่างบึกบึนดูทรงพลังยิ่งกว่าซ่งจางเป็ไหนๆผมสีเขียวเข้มดูเหมือนกับใบไม้ยาวถึงกลางหลังเขาถือค้อนสีเงินอันหนึ่งเอาไว้ในมือลวดลายของค้อนคือรูปอสูรวัวทำลายล้างซึ่งดูดุดันและน่าหวาดหวั่นเป็อย่างมากดวงตาของหม่าตุงนั้นมีสีเขียวเข้มมรกตและดูล้ำลึกเป็อย่างมาก
เฉาหลางคือบุรุษรูปงามผู้หนึ่งดวงตาของเขาเป็สีดำทมิฬผมมีสีดำสนิทดูเรียบเนียนเื้ัมีหอกเล่มหนึ่งที่ส่งกลิ่นอายเสียดแทงอยู่ตลอดเวลาออกมาหอกเล่มนี้มีสีดำทมิฬดุจหลุมดำก็มิปาน
ส่วนกู่ตงนั้นคือสตรีรูปร่างงดงามหยาดเยิ้มนางมีผมสีดำนุ่มลื่นเป็อย่างมากนางมีจี้หยกสีเงินรูปร่างเหมือนกับบุปผาห้าแฉกห้อยเอาไว้ที่ข้อมืออาภรณ์ของนางมีสีเขียวอ่อนซึ่งต่างจากบุรุษทั้งสองของสำนักปื๋อฉาง
ดวงตาของนางหากได้จ้องมองก็ราวกับว่ามีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้ลุ่มหลงได้แผ่ออกมาริมฝีปากของนางนั้นมีสีชมพูดูอวบอิ่มอยู่ไม่น้อยเมื่อนางเผยรอยยิ้มก็ทำให้ผู้คนเคลิบเคลิ้ม
“เข้าไปสำรวจข้างในสถานที่ลึกลับนี้ให้ข้าว่าเกิดอันใดขึ้น!”
ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ!
เมื่อได้รับคำสั่งของผู้าุโของตนคนทั้งหกก็เข้าไปในถ้ำในทันทีอย่างมิลังเล
จบ…โปรดติดตามตอนต่อไป…
ขอเสียงคนอ่านหน่อยมีตัวตนอยู่จริงมั้ยน้อ ช่างเงียบเหลือเกิน T_T