ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 1 ตอนที่ 16 เทือกเขาหมื่นอสูรเขตสอง 1/2

    “เมื่อกี้เราพูดถึงสังกัดของสำนักสินะ แล้วพวกท่านล่ะ..คุณชายใหญ่อู คุณชายจง ท่านได้เข้าร่วมสถาบันหรือสำนักไหนเหรอ” กวนซ่างซีถามหลังจากที่คนทั้งหมดกลับมาครบแล้ว

    “ตั้งแต่เกิดจนถึงตอนอายุสิบสามปี…ร่างกายข้ายังอ่อนแอจึงไม่สามารถเข้าร่วมกับสังกัดหรือสถาบันไหน ข้าจึงยังไม่มีสังกัด” อูหลินเฟิงตอบ

    “ข้าก็ไม่ได้เข้าร่วมสำนักไหน” จงหมิ่นตอบ

    “ข้าเข้าใจแล้ว แต่ว่าน้องเสวี่ยหานเอ๋อร์ เจ้าบอกเคยบอกว่าเจ้าไม่มีสังกัดไหนเหมือนกัน แต่ว่าดูจากระดับลมปราณเจ้าแล้วมีระดับถึงระดับสี่ขั้นต้น หากเป็นสำนักระดับต่ำจากระดับลมปราณ…เจ้าสมควรสามารถเป็นถึงศิษย์หลักได้เลย” กวนซ่างซีถาม เพราะระดับของประมุขพรรคระดับต่ำขอเพียงมีลมปราณระดับห้าก็พอแล้ว หากเป็นสำนักระดับต่ำเพียงมีลมปราณระดับสี่ก็อาจได้เป็นศิษย์หลักหรือแม้แต่ผู้อาวุโสเลยด้วยซ้ำ

    “คือว่าก่อนหน้านี้สองเดือน...ข้ายังมีลมปราณเพียงระดับสองขั้นต้นเท่านั้นเองเจ้าค่ะ ความสามารถด้านลมปราณของข้าก็ไม่ชัดเจน แม้แต่สถาบันระดับต่ำยังไม่รับข้าเลยเจ้าค่ะ แต่ว่าสองเดือนก่อนข้าไปเจอสมุนไพรลมปราณบางชนิด ตอนแรกข้านึกจะเอาไปขายเพื่อหาเงินมาให้ครอบครัวเหมือนทุกครั้ง แต่ว่าเพียงแค่ข้าสัมผัสมัน ข้าก็ดูดซับลมปราณของมันเข้ามาแล้ว จากนั้นภายในสองเดือนลมปราณของข้าก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงระดับสี่ขั้นต้นเลยเจ้าคะ”

    “สองเดือนจากระดับสองมาถึงระดับสี่..สมุนไพรอะไรกัน?” ถงต้าเหวยที่ได้ยินก็ถามออกมา แม้ระดับหนึ่งถึงระดับสามจะง่ายต่อการฝึก แต่การเลื่อนขั้นจากระดับสามไประดับสี่ขั้นอาศัยเพียงสมุนไพรที่ยังไม่ได้สกัดเป็นโอสถนั้นยากมากที่จะสำเร็จ ไม่ใช่ระดับที่สมุนไพรครึ่งๆ กลางๆ จะสามารถช่วยให้ทะลวงผ่านได้

    “ในตอนที่ข้าหาเจอมันก็เหมือนกับโสมร้อยปีทั่วไปเลยเจ้าค่ะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์ตอบ

    “โสมร้อยปีดิบที่ไม่ผ่านการสกัดเป็นโอสถ…มีความสามารถถึงขนาดนั้นเลยเหรอ” ถงต้าเหวยกล่าวออกมาอย่างสงสัย แม้เขาจะไม่ได้ฉลาดนักแต่ว่าเรื่องของสมุนไพรง่ายๆ หรือโอสถทั่วไปเขาย่อมต้องรู้จัก เขาไม่เคยได้ยินว่ามีคนที่สามารถดูดซับโสมร้อยปีจนสามารถเลื่อนระดับถึงระดับสี่ได้มาก่อน

    “ถ้าเป็นเพียงโสมร้อยปี อย่างมากก็สามารถทำให้เลื่อนจากระดับสองขั้นต้นไปถึงสองขั้นกลางได้เท่านั้นเอง” กวนซ่างซีกล่าวเสริม นางเองก็รู้จักโสมร้อยปี โสมร้อยปีนั้นมักถูกทำไปสกัดเป็นโอสถก่อนเพราะจากดูดซับโดยตรงนั้นประสิทธิภาพของมันจะลดลงกว่าเก้าในสิบส่วน

    “ข้าไม่ได้โกหกนะเจ้าคะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์กล่าว เรื่องที่นางพูดทั้งหมดเป็นเรื่องจริง แต่ว่าก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อถือสำหรับผู้ฝึกยุทธ์โดยทั่วไป เพราะสมุนไหนระดับต่ำอย่างโสมร้อยปีไม่ได้มีประสิทธิภาพมากขนาดที่นางพูด

    “ไม่ต้องกังวลไปเสวี่ยหานเอ๋อร์ พวกเราไม่ได้สงสัยในคำพูดของเจ้า ไม่แน่ว่าร่างกายของเจ้าอาจพิเศษ เพราะว่าเจ้าสามารถรับรู้ถึงสมุนไพรลมปราณ โดยไม่ต้องใช้สัมผัสปราณหรือจมูกอย่างสัตว์อสูร แต่อาศัยความรู้สึกทางร่างกายในการรับรู้แทน ร่างกายของเจ้าอาจจะสามารถดูดซับพลังจากโสมร้อยปีได้เต็มสิบส่วนจึงสามารถเลื่อนระดับได้มากถึงขนาดนี้” อูหลินเฟิงกล่าว หลังจากที่พยายามวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดที่โสมร้อยปีจะทำให้สามารถเลื่อนระดับได้ถึงสองขั้นในเวลาเพียงสองเดือน

    “ดูดซับลมปราณจากสมุนไพรได้เต็มสิบส่วนหรือเจ้าคะ?” เสวี่ยหานเอ๋อร์ถาม แม้นางจะมีความรู้เรื่องสมุนไพรแต่ก็มีไว้สำหรับการรักษาและการขายสมุนไพรเท่านั้น นางแทบจะไม่เคยนำสมุนไพรที่หาได้มาเพื่อฝึกฝนตัวเองเลย

    “มีสมุนไพรลมปราณหลายตัวที่หากมนุษย์เราต้องการดูดซับคุณสมบัติของสมุนไพรก็จำเป็นจะต้องสกัดเป็นโอสถก่อนเพื่อให้สามารถดูดซับพลังของมันได้เต็มที่ เพราะหากดูดซับพลังของมันโดยตรง บางครั้งร่างกายของมนุษย์ไม่อาจดูดซับพลังได้หมด อาจดูดซับได้เพียงหนึ่งส่วน สองส่วน ห้าส่วนแล้วแต่ร่างกายของคน แต่ดูจากความสามารถของเจ้าหากสามารถดูดซับพลังของสมุนไพรลมปราณได้เต็มสิบส่วนก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่” อูหลินเฟิงกล่าว

    “อย่างนี้เอง / อ๋ออ” ทั้งเสวี่ยหานเอ๋อร์และถงต้าเหวยประสานเสียงคนหลังจากฟังคำของอูหลินเฟิง

    ‘แต่ว่าร่างกายและพลังพิเศษแบบนี้หรือว่านางจะเป็น…’ อูหลินเฟิงคิดถึงความเป็นไปได้ถึงสิ่งที่เสวี่ยหานเอ๋อร์จะเป็นไปได้ หากเป็นไปตามที่เขาคิดหลังจากนี้อาจเกิดเรื่องวุ่นวายมากมายกับชีวิตของนางอย่างแน่นอน

    "คุณชายอู ความรู้กว้างขวางนักเจ้าค่ะ ช่างแตกต่างกับข้าที่ไม่รู้อะไรเลยแต่ยังดึงดันที่จะเข้าร่วมงานประลองครั้งนี้ให้ได้เลย ยิ่งได้อยู่กับพวกท่าน ทำให้ข้าได้รู้ว่าตัวข้าเล็กจ้อยเพียงใด…รู้แล้วว่าเพราะเหตุใดเหล่าสำนักและสถาบันจึงปฏิเสธไม่ให้ข้าเข้าร่วม” หลังจากที่ได้เข้าร่วมกลุ่มเพียงไม่นานอูหลินเฟิงก็สามารถวิเคราะห์เกี่ยวกับความสามารถของนางได้เพียงการได้ยินไม่กี่คำ แต่นางกลับไม่รู้เรื่องอะไรของตนเลยสักนิด

    “คนแต่ละคน...มีความเก่งกาจที่แตกต่างกันไป อย่างตัวข้าเกิดมาร่างกายอ่อนแอ แก่นปราณบาดเจ็บแต่กำเนิด ไม่อาจใช้ปราณธาตุได้ หากข้าไม่มีพรสวรรค์ด้านการฝึกสัตว์ก็หาคนที่จะยอมรับข้าได้ยาก สำนักพวกนั้นแค่ยังไม่รู้ถึงความพิเศษของเจ้า เพียงแค่ความสามารถในการค้นหาสมุนไพรของเจ้า ทั้งระยะทางและความแม่นยำ หากสำนักหรือตระกูลพวกนั้นรู้เข้า คงได้แย่งชิงตัวของเจ้าแน่นอน หากจบงานประลองนี้แล้วละก็ ถ้าเจ้าไม่รังเกียจตระกูลอู ข้าอยากให้เจ้าเข้าร่วมตระกูลอู” อูหลินเฟิงเสนอความต้องการของตนทันที เพราะว่าหากเสวี่ยหานเอ๋อร์ได้เข้าร่วมตระกูลอูละก็จากหาสมุนไพรของตระกูลจะง่ายขึ้นมาก

    “เดี๋ยวสิ!…คุณชายใหญ่อู ข้านับเสวี่ยหานเอ๋อร์เป็นน้องสาวแล้ว นางต้องไปที่ตระกูลกวนกับข้าสิ” กวนซ่างซีกล่าวขัดอูหลินเฟิง จากความสามารถของเสวี่ยหานเอ๋อร์นั้นเรียกได้ว่าน่าตกใจอย่างมากหากได้นางเข้าตระกูลกวนคงจะดีไม่น้อย

    “หากเจ้าไม่ชอบใจตระกูลอูกับตระกูลกวนละก็ ตระกูลถงก็สามารถรับเจ้าได้เช่นกัน” ถงต้าเหวยเองก็เข้าร่วมการแย่งชิงเช่นกัน เขานึกสนุกที่เห็นสองคนแย่งตัวเสวี่ยหานเอ๋อร์จึงอยากร่วมด้วย

    “ไม่ๆ นางเหมาะกับตระกูลข้ามากกว่า” ลี่เจียงเองก็กล่าวออกมาเช่นกัน แทบทุกคนในกลุ่มแสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องให้เสวี่ยหานเอ๋อร์เข้าร่วมกับตระกูลของตน เรียกได้ว่านี้เป็นครั้งแรกที่มีคนบอกว่าต้องการนาง ไม่ใช่เพียงแค่หนึ่งเท่านั้น แต่ว่าคนทั้งกลุ่มกลับยื่นไมตรีให้นาง ความยินดีที่มากล้นทำให้น้ำตาของนางไหลออกมาเอง

    “ทุกคน ฮะ ฮือ ขอโทษเจ้าค่ะ น้ำตามันไหลออกมาเอง ตะ ตลอดมา ไม่เคยมีที่ไหนให้การต้อนรับข้าเลยเจ้าค่ะ ตะ แต่พวกท่าน ระ ระ รู้จักข้าเพียงไม่ถึงหนึ่งวันแต่ก็ต้อนรับข้าถึงเพียงนี้ ข้าดีใจเหลือเกินเจ้าค่ะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์ เมื่อบุตรหลานของตระกูลระดับกลางที่สำหรับนางถือว่าช่างยิ่งใหญ่อย่างเหลือเกิน กล่าวต้อนรับทั้งยังเชื้อเชิญเข้าร่วมตระกูล ทำให้นางดีใจอย่างมาก เพราะตลอดมา ขนาดนางพยายามสมัครสถาบันระดับต่ำยังไม่รับนางเลยแม้แต่สถาบันเดียว

    “อะไรกัน?…เจ้าไม่จำเป็นต้องร้องไห้ขนาดนี้ อย่างที่สหายของข้าบอก พวกนั้นเพียงไม่รู้ความสามารถของเจ้าเท่านั้น หากพวกนั้นรู้คงพยายามแย่งตัวของเจ้าเป็นแน่ จนอาจถึงขั้นข่มขู่เจ้า ทางที่ดีเจ้าควรที่จะเข้าร่วมตระกูลที่สามารถไว้ใจได้ สามารถปกป้องเจ้าและครอบครัวเจ้าได้โดยเร็วที่สุด” คราวนี้เป็นจงหมิ่นที่กล่าวเสริม เพราะตระกูลจงเหลือเขาเพียงคนเดียวเขาจึงไม่ได้เข้าร่วมการแย่งชิงคน

    “ถะ ถึงขนาดเป็นอันตรายกับครอบครัวข้าเลยหรือเจ้าค่ะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์กล่าวถาม จากที่นางกำลังดีใจจนน้ำตาลไหล นางกลับกังวลแทน

    “เจ้าอาจคิดว่ามันธรรมดา แต่ว่าความสามารถของเจ้าหากต้องการหาเพียงเงินก็สามารถทำเงินได้มหาศาล หากไปอยู่ในมือของคนโลภ…เจ้าจะกลายเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับพวกมัน เพราะฉะนั้นการหาตระกูลที่สามารถเชื่อใจได้ถึงสำคัญ…ข้าสนับสนุนให้เจ้าร่วมตระกูลอู”จงหมิ่นตอบ

    “ดีมากสหาย” อูหลินเฟิงกล่าวชม ส่วนอูหมินจิงนั้นยกนิ้วโป้งให้จงหมิ่น

    “อ้าว../ได้ไง/ต้องตระกูลข้าสิ” หลังจากนั้นกวนซ่างซี ถงต้าเหวย ลี่เจียงก็กล่าวแย่งชิงตัวของเสวี่ยหานเอ๋อร์กันต่อ

    “เหตุใดไม่ให้นางเลือกเอง” ในระหว่างที่คนทั้งหมดกำลังแย่งชิงคน กู่ซือเอินที่เงียบมาตลอดนั้นก็กล่าวแทรกขึ้น

    “นั่นสิ…เช่นนั้นก็รอให้จบการประลองแล้วค่อยให้นางเลือกเอง ตกลงหรือไม่” กวนซ่างซีกล่าว

    “ได้/ตกลง” ทุกคนกล่าวรับ

    “แต่ว่า ก่อนเข้าค่ายกลเคลื่อนย้ายมาข้าเห็นว่าตระกูลโอวหยาง มีการฉายภาพผู้เข้าร่วมการประลอง ไม่ใช่ความสามารถของเสวี่ยหานเอ๋อร์…พวกผู้อาวุโสพวกนั้นจะรู้แล้วอย่างนั้นหรือ” ถงต้าเหวยกล่าวถึงการถ่ายทอดภาพการแข่งขันหากว่าการถ่ายทอดครั้งนี้มีทั้งภาพและเสียงละก็เรื่องของเสวี่ยหานเอ๋อร์ก็ไม่ใช่ความลับแล้ว

    “ไม่ต้องห่วง....ข้าใช้ยันต์ปิดกั้นเสียงเอาไว้แล้ว ป้ายเหล็กไม่อาจถ่ายทอดเสียงของพวกเราได้ ทำได้เพียงถ่ายทอดภาพเท่านั้น แล้วภาพที่ออกไปข้างๆ ของพวกเราก็มีหั่วอีอยู่ตลอด คนภายนอกไม่มีทางดูออกได้แน่ว่าเป็นความสามารถของหั่วอี หรือ เสวี่ยหานเอ๋อร์” อูหลินเฟิงกล่าว เพราะในการเดินทางที่ผ่านมา เสวี่ยหานเอ๋อร์มักชอบเล่นกับหั่วอี หั่วอีจึงชอบอยู่ระหว่างตัวเขากับเสวี่ยหานเอ๋อร์ ในทุกครั้งที่เสวี่ยหานเอ๋อร์หาสมุนไพรได้ หั่วอีก็จะอยู่ข้างๆทุกครั้ง

    “ป้ายเหล็ก??” ถงต้าเหวยถาม

    “หากตระกูลโอวหยางต้องการระบุตำแหน่งของผู้เข้าแข่งขันเพื่อให้ฉายภาพได้ แต่ภายในอาณาเขตของเทือกเขาหมื่นอสูรที่กว้างใหญ่ จำเป็นต้องมีสื่อกลางบางอย่างที่ติดตัวผู้เข้าแข่งกันทุกคน ของที่ทุกคนได้รับจากตระกูลโอวหยาง และ ต้องพกติดตัวตั้งแต่เริ่มงานก็คือป้ายเหล็กในการเข้าร่วม” กวนซ่างซีกลับเป็นคนตอบแทนอูหลินเฟิง

    “ใช่….ตัวข้าพอมีความรู้เรื่องค่อยกลอยู่บ้าง จึงรู้ได้ว่าในป้ายมีค่ายกลหลายรูปแบบใส่ไว้ภายใน ทั้งการระบุตำแหน่งหรือการถ่ายทอดเสียง รวมทั้งค่ายกลสำหรับหนีก็ใส่ไว้เช่นกัน ในระหว่างที่เราคุยกัน ส่วนตัวข้าจะใช้ยันต์ปิดกั้นเสียงไว้"อูหลินเฟิงกล่าว ในช่วงที่เขาได้แค่อ่านหนังสือตอนเด็ก หนังสือค่ายกลเป็นหนึ่งในหนังสือที่เขาชอบอ่านอย่างมาก

    “พอดีสหายข้าเป็นพวกวิตกเกินเหตุ…พวกเจ้าไม่ต้องตกใจหรอก” จงหมิ่นกล่าวกัดเพื่อนของตน ที่หากจะว่ารอบคอบก็ได้หรือวิตกเกินเหตุก็ไม่เกินจริงนัก

    “เจ้าว่าใคร”

    “สหายข้าเป็นใครก็ว่าคนนั้นแหละ”

    “ห่ะ เจ้าว่าข้าหรือคุณชายจง” ถงต้าเหวยกลับเป็นคนที่กล่าวขึ้นมาแทน โดยมีกวนซ่างซีนั่งกุมหัวอยู่ข้างๆ

    “ฮิฮิ เออ ขอโทษเจ้าค่ะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์ที่หลุดหัวเราะถงต้าเหวยกล่าวขอโทษ จากนั้นก็ตามมาด้วยลี่เจียงกับอูหมินจิงที่หลุดหัวเราะเช่นกัน

    “พวกเจ้าหัวเราะอะไรกัน” ถงต้าเหวยถามต่อ ส่วนกวนซ่างซีนั้นเริ่มเขยิบออกห่างจากถงต้าเหวยทีละนิด

    “เดี๋ยวสิ ซ่างซีเจ้าหนีข้าทำไม"

    “ฮ่าฮ่าฮ๋า/ฮ่าฮ่า” เสียงหัวของอูหมินจิง ลี่เจียงนั้นดังขึ้นไปอีก

    หลังจากผ่านการพูดคุยกันคนทั้งหมดก็พักผ่อนโดยมีเหล่าหมาป่าขนเพลิงทั้งแปดที่อูหลินเฟิงเรียกออกมาทั้งหมดเพื่อคอยเฝ้ายาม

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน