เซนออกแรงเพียงแค่เล็กน้อยก็สามารถดึงเกล็ดจากร่างกายที่ตายแล้วของงูมรกต เขาจ้องมองมันอย่างพิจารณาก่อนที่จะพบกับคำตอบบางอย่าง ในขณะเดียวกันไอรีนที่มองเขาอยู่และเห็นชายหนุ่มมีท่าทีที่เปลี่ยนไปเธอจึงได้เอ่ยปากถาม
“มีอะไรหรือเปล่าท่านเซน?”
เซนมองไปที่หญิงสาวพร้อมกับกล่าวสิ่งที่ตนเองคิดออกมาว่า
“มอนสเตอร์ตัวนี้ดูเหมือนจะอาศัยอยู่ในทะเลลึก ดูจากเกล็ด รูปร่าง และอวัยวะส่วนต่างๆ แล้วไม่น่าจะใช่สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในทะเลทรายมาแต่กำเนิดแน่ๆ”
ชายหนุ่มเพียงแค่มองเขาก็สามารถแยกแยะประเภทของมอนสเตอร์ได้ทันที เป็นเพราะว่าชายหนุ่มนั้นอาศัยอยู่ในทะเลลึกมานานกว่าสองปีและในเวลานั้นเขาได้ต่อสู้กับพวกสัตว์ทะเลลึกที่แข็งแกร่ง ทำให้เขาค่อนข้างจะคุ้นเคยกับพวกมันมากทีเดียว และเจ้างูมรกตตัวนี้อย่างน้อยมันต้องเป็นมอนสเตอร์ที่อาศัยอยู่ในน้ำทะเลลึกอย่างน้อย 300 เมตรเป็นอย่างต่ำ
“เจ้ารู้ได้อย่างไร? ทะเลทรายแห่งนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสถานที่ใหม่ที่พวกเราไม่เคยเดินทางมาก่อน การที่จะมีมอนสเตอร์ที่มีลักษณะแปลกประหลาดออกไปคงไม่แปลกจริงไหม?”
นักดาบคนเดียวในกลุ่มตอนนี้ได้กล่าวขึ้น ชายคนนี้ดูเหมือนจะมีชื่อว่าเบลด ฟังจากที่เพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ เรียกเขา เบลดนั้นไม่ได้มีเจตนาไม่ดีเขาเพียงออกความเห็นออกมาเท่านั้น อย่างไรก็ตามเซนยังยืนยันสิ่งที่ตนเองเชื่อด้วยความมั่นใจ เพราะอ้างอิงความรู้จากโลกเก่าของเขาด้วย
“ลักษณะทางพันธุกรรม และความโดดเด่นที่ปรากฏในมอนสเตอร์พวกนี้ล้วนแล้วแต่ปรับเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมเสมอ นั่นจึงเรียกว่าการวิวัฒนาการเพื่ออยู่รอด มันไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ที่มอนสเตอร์ในทะเลทรายพวกนี้จะสร้างอวัยวะสำหรับการดำรงชีวิตใต้น้ำขึ้นมาเพื่ออาศัยอยู่ในทะเลทราย…”
“พันธุกรรม? วิวัฒนาการ? อะไรล่ะนั่น”
เบลดที่เป็นคนสมองกล้ามเนื้ออยู่แล้วเมื่อได้ยินสิ่งที่เซนพูดและอธิบายออกมา แน่นอนว่าเขาไม่สามารถทำความเข้าใจมันได้ แต่ในขณะเดียวกันสมาชิกคนอื่นๆ ในทีมก็มีหลายคนที่งง แต่ริชนั้นสามารถเข้าใจสิ่งที่เซนกล่าวได้ ดังนั้นเขาจึงกล่าวถามออกมาว่า
“เจ้าจะหมายความว่า ทะเลทรายแห่งนี้เคยเต็มไปด้วยน้ำ หรือบางทีมันอาจจะเป็นมหาสมุทรมาก่อนใช่ไหม?”
“บ้าหน่ามันจะเป็นไปได้ยังไง!?”
คนอื่นๆ ในทีมหลุดอุทานออกมาเมื่อได้ยินการสรุปของริช อย่างไรก็ตามเซนกลับส่ายหัวอย่างไรก็ตามชายหนุ่มไม่ได้ปฏิเสธความคิดของริชซะทีเดียว
“มันมีความเป็นไปได้ก็จริง แต่มันก็ยังคิดได้อีกแบบก็คืออาจจะมีมหาสมุทรอยู่แถวๆ นี้ก็ได้! การที่ทะเลทรายที่กว้างใหญ่แห่งนี้อยู่ๆ กลับเหือดแห้งไป มันดูเป็นไปได้ยากนิดหน่อยในทางทฤษฎี”
ริชพยักหน้าพร้อมกับลุกยืนขึ้นหลังจากที่ตนเองได้นั่งพักมานานพร้อมกับกล่าว
“เอาเถอะจะเป็นอย่างไร ยังไงเราก็ต้องพิสูจน์มันด้วยตนเองจริงไหม? ถ้าอย่างนั้นพวกเราออกเดินทางกันต่อเถอะ!”
……
ทีมที่สี่ของเซนนั้นได้ออกเดินทางกันต่อ เป็นระยะทางเท่าไหร่ไม่รู้ที่พวกเขาได้เดินทางกันมา อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่ได้พักกันอีกเลย และไม่แม้แต่จะถูกโจมตีด้วยมอนสเตอร์ทะเลทราย สภาพอากาศที่ร้อนจัดและดวงอาทิตย์ที่แผดเผาอยู่เบื้องบนนั้นแทบจะทำให้พวกเขาแทบเป็นบ้า มันสร้างอุปสรรคให้กับคณะเดินทางอย่างมาก ทำให้น้ำที่ควรจะประหยัดนั้นกลับลดลงไปเยอะกว่าที่พวกเขาคาดการณ์เอาไว้
ไอรีนนั้นดูเหมือนจะเป็นคนในกลุ่มที่ดื่มน้ำน้อยที่สุดหากไม่นับรวมเซนที่ตอนนี้นั้นยังไม่ได้หยิบขวดน้ำมาดื่มเลยแม้แต่นิดเดียว มันนับว่าแปลกอย่างมาก ด้วยความสงสัยของหญิงสาวเธอจึงได้ถามขึ้น
“ท่านเซน ท่านไม่กระหายน้ำเหรอ ข้าเห็นตลอดเส้นทางท่านไม่ดื่มน้ำเลยแม้แต่หยดเดียว?”
เซนยิ้มขึ้นตลอดเส้นทางนั้นเขาได้ใช้สายตาที่สามารถมองออกไปได้ไกลกว่าคนปกติในการสำรวจพื้นที่รอบตัวตลอดเวลาดังนั้นชายหนุ่มจึงลืมไปเลยว่าตนเองต้องแกล้งยกน้ำขึ้นมาดื่ม
“ยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่…การเดินทางในทะเลทรายควรจะดื่มน้ำให้น้อยที่สุดเพื่อปรับสมดุลร่างกายไม่ให้ต้องการน้ำมากเกินไป…”
จริงๆ แล้วเซนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรหรอก ชายหนุ่มเพียงแค่หาข้ออ้างมั่วๆ มาเท่านั้นเพื่อแก้ตัว และแน่นอนว่าไอรีนนั้นไร้เดียงสาเกินไปจนเชื่อเขาหมดทุกอย่าง อาจจะเป็นเพราะว่าเธอนั้นได้รับอิทธิพลการอธิบายทฤษฎีจากเซนก่อนหน้านี้
ในเวลานั้นเองเซนรู้สึกเหมือนกับว่าแหวนที่มือของเขานั้นเปลี่ยนแปลงไป แหวนวงนี้นั้นเป็นแหวนวงที่หญิงเพี้ยนอย่างมารีนได้มอบให้ เขารู้สึกได้ว่าผู้ครอบครองแหวนอีกวงนั้นได้เข้ามาในโลกแห่งนี้แล้ว
หลังจากเดินเท้ามานานในที่สุดชายหนุ่มก็สามารถมองเห็นวัตถุบางอย่างที่อยู่ข้างหน้าพวกเขาซึ่งกำลังจะเดินไป อย่างไรก็ตามยังไม่มีคณะเดินทางคนไหนสังเกตเห็นมันจนระยะทางร่นเข้าไปใกล้มันสักพักพวกเขาจึงเห็นมันชัดๆ เหมือนกับที่เซนเห็น
“นั่นมันเรือใช่ไหม?”
หนึ่งในทีมได้กล่าวถามขึ้นด้วยความไม่แน่ใจเมื่อเห็นซากของสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นด้วยไม้ มีลักษณะผุพังปรากฏขึ้น ตอนแรกชายหนุ่มเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่เมื่อได้ยินสิ่งที่ชายคนนั้นกล่าวเขาก็นึกว่ามันคือเรืออย่างแน่นอน หากมองจากรูปร่างของมัน
“รีบไปดูกันเถอะ!”
ริชได้กล่าวขึ้นด้วยท่าทางตื่นเต้น เขานั้นหวังอย่างมากว่าจะค้นพบสมบัติให้ได้ในดินแดนแห่งนี้ หากเขาทำได้เขาจะได้รับคำชมเชยจากราชาของประเทศแน่นอน นั่นเป็นสิ่งที่ชีวิตอัศวินอย่างเขาหวังมาตลอดชีวิต ด้วยความภักดีทั้งกายและใจต่อประเทศชาติ
ท่าทีที่ไม่ระมัดระวังและประมาทของริชนั้นทำให้เซนส่ายหัว อย่างไรก็ตามชายหนุ่มก็ยังเลือกที่จะเดินตามอีกฝ่ายไป ด้วยความเร็วเคลื่อนที่ของทั้งกลุ่มเซนและไอรีนเป็นกลุ่มสุดท้ายที่มาถึงเรือไม้ขนาดใหญ่นี้ เมื่อเข้ามาดูใกล้ๆ พวกเขายิ่งต้องตกตะลึง เพราะเรือลำที่พวกเขาเห็นนั้นมันใหญ่ผิดปกติอย่างมาก อย่างไรก็ตามมันกลับถูกสร้างมาอย่างประณีตดูจากรอยต่อของไม้และการสลักลวดลายบางอย่างลงไป แม้ว่าเรือลำนี้จะผ่านกาลเวลามานานแล้วก็ตาม
ทั้งกลุ่มได้ก้าวขึ้นไปบนเรือในขณะที่เซนนั้นกำลังมองลักษณะภายนอกของเรืออยู่ เขาไม่เห็นสิ่งใดที่ดูโดดเด่น ที่ดูน่าสนใจคือผืนธงสัญลักษณ์ซึ่งตอนนี้มันได้ขาดกระจุยหายไปจนไม่สามารถมองเห็นสัญลักษณ์นั้นได้
ภายในเรือนั้นเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้มากมายที่ดูเก่าและหายาก อย่างไรก็ตามมันกลับไม่ใช่สิ่งที่ริชนั้นต้องการ อย่างไรก็ตามมันอาจจะขายให้กับพวกชนชั้นสูงที่สนใจได้ดังนั้นจึงมีหลายคนแอบเก็บมันไว้
เซนได้เดินเข้ามาลึกเรื่อยๆ ภายในเรือ แม้ว่าเรือลำนี้จะใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามมันกลับไม่ได้ซับซ้อนมากนัก และในที่สุดพวกเขาก็มาถึงส่วนหน้าของเรือซึ่งเป็นสถานที่ ที่อาจจะใช้ควบคุมและบังคับเรือ
“หืม? มีศพอยู่ด้วย…น่าสงสัยจริงๆ”
เบลดได้กล่าวขึ้นเมื่อเห็นว่าที่บังคับเรือนั้นมีเก้าอี้อยู่ตัวหนึ่งและมีศพที่อยู่ในสภาพแห้งมาเป็นเวลานานแล้ว อย่างไรก็ตามมันยังมีผิวหนึ่งอยู่ไม่ได้เหลือแต่กระดูก ศพนั้นแต่งกายด้วยชุดสีแดงและสวมหมวกที่มีสัญลักษณ์กะโหลกไขว้
“โจรสลัด?”
เซนและริชกล่าวออกมาพร้อมกัน อย่างไรก็ตามสายตาของทั้งคู่นั้นสังเกตเห็นสิ่งที่ศพนั้นกำอยู่ในมือได้อย่างรวดเร็ว มันคือแผ่นกระดาษบางอย่างที่ถูกเคลือบดูแลรักษาเอาไว้อย่างดี
ริชพยายามจะแกะมือที่กำอยู่แน่นของศพออกเพื่อที่จะดูแผ่นกระดาษนั้น อย่างไรก็ตามเมื่อเขาแกะมันออกมาได้ อยู่ๆ ร่างของศพก็ได้ขยับมันลืมตาของมันขึ้นมาพร้อมกับจ้องมองมายังพวกเขา นั่นทำให้ไอรีนและหญิงสาวอีกคนในทีมร้องออกมาด้วยความตกใจ