ฝนยังคงตก
เม็ดฝนสีหม่นกระทบพื้นหินของนครรัตติกาลโลหิตดังเปาะแปะไม่หยุด
โคมแดงนับร้อยแกว่งไกวอยู่เหนือถนนสายหลัก
แสงสีเลือดสะท้อนบนแอ่งน้ำ
เหมือนทั้งเมืองกำลังจมอยู่ในทะเลเลือดเงียบ ๆ
เสี่ยวชวนเดินผ่านตรอกแคบช้า ๆ
กลิ่นคาวเลือด
กลิ่นเหล้า
กลิ่นศพ
ทั้งหมดปะปนกันจนแยกไม่ออก
ด้านข้าง—
ชายคนหนึ่งกำลังถูกกรีดคอ
เลือดพุ่งลงพื้น
แต่คนรอบข้างยังคงกินเหล้าต่อ
ไม่มีใครหันมอง
ไม่มีใครตกใจ
เหมือนเรื่องแบบนี้…
เกิดขึ้นทุกคืน
เสี่ยวชวนเงียบ
ดวงตาค่อย ๆ มืดลงทีละน้อย
เมืองนี้ต่างจากเทียนหลิง
ที่นั่นยังมีคนเสแสร้งว่าตัวเองดี
แต่ที่นี่—
ไม่มีใครแม้แต่จะพยายามปิดบังความชั่ว
และบางที…
นั่นอาจน่ากลัวกว่าเสียอีก
เสียงสายฝนดังสม่ำเสมอ
ขณะที่เขาเดินลึกเข้าไปในเขตด้านในของเมือง
จนกระทั่ง—
ตึกสีดำขนาดมหึมาปรากฏขึ้นตรงหน้า
ไม่มีป้ายชื่อ
ไม่มีธง
แต่หน้าประตูมีหัวกะโหลกสีเทาขนาดใหญ่แขวนอยู่
เปลวไฟสีหม่นลุกไหม้ในเบ้าตามันช้า ๆ
ผู้คนรอบบริเวณเงียบลงทันทีเมื่อเดินผ่านที่นี่
แม้แต่นักฆ่า
แม้แต่มือสังหาร
ยังไม่กล้าส่งเสียงดัง
เสี่ยวชวนหยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนเสียงแหบต่ำจะดังขึ้นจากด้านบน
“ถ้ายังยืนมองต่อ…”
“คนของข้าจะคิดว่าเจ้าอยากตาย”
เสี่ยวชวนเงยหน้าขึ้น
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งอยู่บนระเบียงสูง
ชุดคลุมสีดำเทา
เส้นผมแซมขาวเล็กน้อย
ในมือมีไปป์เหล็กยาว
เปลวเถ้าสีเทาลอยวนรอบร่างเขาช้า ๆ
สายตาของชายคนนั้น…
นิ่งเกินไป
นิ่งจนเหมือนมองทะลุถึงกระดูก
“ราชาเถ้าทมิฬ…”
ชายข้างหลังเสี่ยวชวนพึมพำเสียงสั่น
ก่อนรีบก้มหน้าแล้วเดินหนีทันที
ราวกับกลัวเพียงแค่เอ่ยชื่อ
เสี่ยวชวนเงียบ
ราชาเถ้าทมิฬมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“เด็กน้อย”
“เจ้ามีกลิ่นเลือดของ ‘ผู้ถูกล่า’ ติดตัวแรงมาก”
ลมฝนพัดผ่าน
เถ้าวิญญาณรอบตัวชายคนนั้นพลันลอยขึ้นช้า ๆ
เสี่ยวชวนสัมผัสได้ทันที—
อันตราย
ชายคนนี้อันตรายกว่าทุกคนที่เขาเคยเจอในเมืองเถ้าทมิฬหลายเท่า
หลอมรวมวิญญาณขั้นกลาง
ตัวตนระดับนี้…
ถ้าอยู่ในเทียนหลิง
คงเป็นได้ถึงเจ้าเมืองใหญ่
แต่ที่นี่—
เขาเป็นเพียง “เจ้าของเขตหนึ่ง”
ราชาเถ้าทมิฬสูบควันช้า ๆ
ก่อนพูดเรียบ ๆ
“ขึ้นมา”
“ข้าไม่ชอบก้มหน้าคุยกับคน”
ชั้นบนสุดของตึกเงียบกว่าด้านล่างมาก
ไม่มีเสียงหัวเราะ
ไม่มีเสียงฆ่าฟัน
มีเพียงกลิ่นเถ้าไหม้จาง ๆ
และเสียงฝนกระทบหน้าต่างไม้
เสี่ยวชวนนั่งลงตรงข้ามชายวัยกลางคน
โต๊ะไม้เก่า ๆ ตั้งอยู่ระหว่างพวกเขา
บนโต๊ะมีเหล้าหนึ่งกา
กับกะโหลกมนุษย์สีดำหนึ่งหัว
ราชาเถ้าทมิฬรินเหล้า
ก่อนดันถ้วยไปให้เสี่ยวชวน
“ดื่มไหม”
“ถ้ามียาพิษ…”
“เจ้าคงไม่ต้องลงมือเอง”
ชายวัยกลางคนหัวเราะต่ำ ๆ
“สมแล้วที่รอดมาถึงที่นี่ได้”
เขายกถ้วยขึ้นดื่มเองช้า ๆ
จากนั้นจึงพูดต่อ
“เจ้ารู้ไหม…”
“นครรัตติกาลโลหิตต่างจากโลกภายนอกยังไง”
เสี่ยวชวนไม่ตอบ
ราชาเถ้าทมิฬจึงยิ้มบาง ๆ
“โลกข้างนอก…”
“คนฆ่ากันแล้วสร้างเหตุผล”
“แค้นบ้าง”
“คุณธรรมบ้าง”
“ปกป้องบ้าง”
เขาหยุดเล็กน้อย
ก่อนสายตาจะเย็นลง
“แต่ที่นี่…”
“คนฆ่ากันเพราะอยากฆ่า”
เสียงฝนดังขึ้นอีกครั้ง
ชายวัยกลางคนลุกเดินไปริมหน้าต่าง
มองนครสีเลือดเบื้องล่าง
“ที่นี่ไม่มีแคว้น”
“ไม่มีศาสนา”
“ไม่มีคุณธรรม”
“มีแต่คนที่ถูกโลกทอดทิ้ง”
“และคนที่เลือกทอดทิ้งโลกเอง”
เสี่ยวชวนมองเงียบ ๆ
ราชาเถ้าทมิฬหันกลับมา
“เจ้ารู้ไหมว่าคนแบบไหนอยู่รอดในเมืองนี้ได้”
“คนแข็งแกร่ง”
“ผิด”
เขาตอบทันที
“คนที่ยอมกลายเป็นปีศาจได้ต่างหาก”
บรรยากาศในห้องพลันเงียบลง
เถ้าวิญญาณรอบตัวชายวัยกลางคนค่อย ๆ ลอยช้าลง
“คนดีตายในเมืองนี้เร็วที่สุด”
“เพราะพวกมันยังลังเล”
“ยังสงสาร”
“ยังเชื่อใจคน”
เขาหัวเราะเบา ๆ
“แต่คนที่ยอมเหยียบศพคนอื่นเดิน…”
“จะอยู่ได้นาน”
เสี่ยวชวนเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนถามเรียบ ๆ
“แล้วท่านล่ะ”
ราชาเถ้าทมิฬชะงักเล็กน้อย
ก่อนหัวเราะต่ำ ๆ
“ข้า?”
เขาหันมองฝนด้านนอกอีกครั้ง
“ข้าเคยเป็นคนดี”
ประโยคนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลงกว่าเดิม
สายตาของชายวัยกลางคนว่างเปล่าเล็กน้อย
เหมือนกำลังมองอดีตบางอย่าง
“ตอนยังหนุ่ม…”
“ข้าเคยคิดว่าแค่แข็งแกร่งพอ จะปกป้องทุกคนได้”
“สุดท้าย…”
เขายิ้มบาง
“คนที่ข้าปกป้องนั่นแหละ ขายข้าให้ศัตรู”
ลมเย็นพัดผ่านหน้าต่าง
เปลวเถ้าวิญญาณรอบห้องพลันมืดลงชั่วครู่
“ตั้งแต่นั้น…”
“ข้าก็เลิกเชื่อคน”
เสี่ยวชวนไม่พูด
เพราะประโยคนั้น…
ฟังดูคุ้นเกินไป
ราชาเถ้าทมิฬกลับมานั่งอีกครั้ง
สายตาของเขาจับอยู่ที่เสี่ยวชวนตลอดเวลา
“เจ้าเองก็เริ่มเปลี่ยนแล้ว”
“ดวงตาเจ้า…”
“ไม่เหมือนตอนเพิ่งเข้าเมือง”
เสี่ยวชวนขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ท่านมองอะไรออก”
ชายวัยกลางคนหัวเราะเบา ๆ
“ข้าอยู่มานานพอจะดูออก”
“คนแบบไหนเคยฆ่าคน”
“คนแบบไหนกำลังจะกลายเป็นปีศาจ”
เขาเอนตัวพิงเก้าอี้
ก่อนพูดช้า ๆ
“ในตัวเจ้า…”
“มีบางอย่างกำลังกินจิตใจ”
ทันทีที่พูดจบ—
เสียงของเซวียนซาพลันดังขึ้นในหัวเสี่ยวชวน
“ฆ่ามัน”
“มันรู้มากเกินไป”
ดวงตาเสี่ยวชวนเย็นลงชั่วขณะ
ลมปราณมืดไหววูบออกจากร่าง
แต่ราชาเถ้าทมิฬ…
กลับหัวเราะ
“เห็นไหม”
“มันเริ่มพูดกับเจ้าแล้ว”
เสี่ยวชวนชะงักทันที
มือขวากำแน่น
“ท่าน…”
“ข้าเคยเจอคนแบบเจ้ามาก่อน”
ชายวัยกลางคนพูดเรียบ ๆ
“คนที่มีวิญญาณบางอย่างสิงอยู่”
“ส่วนใหญ่จบไม่สวย”
เขายกถ้วยเหล้าขึ้นอีกครั้ง
“บางคนฆ่าตัวตาย”
“บางคนฆ่าทั้งเมือง”
“บางคน…”
สายตาของเขาค่อย ๆ คมขึ้น
“กลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์”
เงียบ
ทั้งห้องเงียบจนได้ยินเพียงเสียงฝน
ก่อนราชาเถ้าทมิฬจะถามเบา ๆ
“แล้วเจ้า…”
“อยากเป็นแบบไหน”
เสี่ยวชวนไม่ได้ตอบทันที
เขาเพียงมองเมืองเบื้องล่างผ่านม่านฝน
แสงโคมแดง
เลือด
เสียงกรีดร้อง
เสียงหัวเราะ
ทั้งหมดปะปนกันเหมือนนรกมีชีวิต
และแปลกเหลือเกิน—
เขากลับเริ่มชินกับมันแล้ว
ราชาเถ้าทมิฬมองสีหน้าเขา
ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“เมืองนี้เหมาะกับเจ้ามาก”
“เพราะคนอย่างเจ้า…”
“อยู่ในโลกปกติไม่ได้อีกแล้ว”
ประโยคนั้นแทงลึกเกินไป
ลึกจนแม้แต่เสี่ยวชวนยังเงียบไปครู่หนึ่ง
ชายวัยกลางคนยิ้มบาง ๆ
“แต่ข้าจะเตือนอะไรไว้อย่าง”
“อย่าอยู่ที่นี่นานเกินไป”
“นครรัตติกาลโลหิต…”
“เป็นหลุมโคลน”
“คนที่จมลงไป ส่วนใหญ่ไม่เคยกลับขึ้นมาอีก”
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย
“และเจ้าต่างจากพวกมัน”
“เจ้ามีแววจะขึ้นไปได้สูงกว่านี้”
เสี่ยวชวนเงียบ
ราชาเถ้าทมิฬจึงพูดต่อ
“ทางเหนือของเมืองนี้…”
“มีดินแดนหนึ่ง”
“แคว้นทมิฬอสูร”
เพียงได้ยินชื่อนั้น—
แม้แต่ลมในห้องยังดูเย็นลง
“ดินแดนของสัตว์ประหลาดจริง ๆ”
“ที่นั่นไม่มีคำว่าความเมตตา”
“ไม่มีคำว่าคุณธรรม”
“มีแต่คนที่แข็งแกร่งที่สุด”
เขามองเสี่ยวชวนตรง ๆ
“เด็กอย่างเจ้า…”
“ถ้ารอดจากที่นั่นได้”
“วันหนึ่งอาจกลายเป็นสิ่งที่แม้แต่ผู้พิพากษาสวรรค์ยังต้องกลัว”
ทันใดนั้น—
ตูม!!!
เสียงระเบิดดังขึ้นจากด้านล่างเมือง
ลมปราณรุนแรงสายหนึ่งพุ่งขึ้นฟ้า
ตามมาด้วยเสียงกรีดร้อง
ราชาเถ้าทมิฬเหลือบมองนอกหน้าต่าง
ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“ดูสิ”
“เมืองนี้แม้แต่ตอนฝนตก…”
“ก็ยังมีคนฆ่ากัน”
เขาหันกลับมามองเสี่ยวชวนอีกครั้ง
สายตาครั้งนี้จริงจังขึ้นเล็กน้อย
“คืนนี้พักที่นี่”
“พรุ่งนี้…”
“ข้าจะพาเจ้าไปดูของจริงของนครรัตติกาลโลหิต”
“สนามประลองใต้ดิน”
“ตลาดวิญญาณ”
“และพวกนักล่าวิญญาณ”
เขายิ้มบาง
“จากนั้น…”
“เจ้าจะเริ่มเข้าใจ”
“ทำไมเมืองนี้ถึงถูกเรียกว่า…”
“เมืองที่ไม่มีพระอาทิตย์”
เปลวไฟสีเทาดำลอยเอื่อยอยู่กลางห้องโถงใต้ดิน
กลิ่นเถ้าถ่าน
กลิ่นเลือด
และกลิ่นวิญญาณตายใหม่ ๆ
ยังคงปะปนกันอยู่ในอากาศอย่างหนักหน่วง
เสี่ยวชวนยืนเงียบอยู่กลางห้อง
ผ้าคลุมสีดำเปียกฝนยังหยดน้ำลงพื้นทีละหยด
บาดแผลทั่วร่างยังไม่สมานดี
แต่สายตาของเขา…
กลับนิ่งขึ้นกว่าเดิมมาก
หลังจากผ่านประตูเมืองรัตติกาลโลหิต
หลังจากเห็นศพคนตายกองอยู่ข้างถนนราวขยะ
หลังจากเห็นเด็กอายุไม่ถึงสิบปีแทงคนเพียงเพื่อแย่งขนมปัง—
เขาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า
เมืองแห่งนี้…
ไม่เหมือนโลกข้างนอก
และคนที่พาเขาเข้ามาในโลกนี้
ก็คือชายที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เถ้าถ่านเบื้องหน้า
“ราชาเถ้าทมิฬ”
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีหม่น
ใบหน้าเรียบเฉย
ดวงตาลึกเหมือนบ่อโคลนไร้ก้น
รอบตัวมีเถ้าวิญญาณสีเทาดำลอยวนตลอดเวลา
ทุกครั้งที่มันขยับ—
อุณหภูมิในห้องจะลดลงเล็กน้อย
เขาไม่ได้ปล่อยแรงกดดัน
ไม่ได้ระเบิดพลัง
ไม่ได้แสดงอำนาจอะไรเลย
แต่ทุกคนในห้อง…
กลับไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง
เพราะคนระดับ “หลอมรวมวิญญาณขั้นกลาง”
ต่อให้เพียงนั่งเฉย ๆ
ก็เหมือนสัตว์ประหลาดที่สามารถบดขยี้ชีวิตคนได้ทุกเมื่อ
ชายชราตาเดียวด้านข้างค่อย ๆ ถอยออกห่างเสี่ยวชวนเงียบ ๆ
หญิงสาวชุดแดงที่ก่อนหน้านี้ยิ้มยั่วยวนผู้คนมาตลอด…
ตอนนี้กลับก้มหน้าไม่กล้าสบตาชายบนบัลลังก์
เงียบอยู่ครู่หนึ่ง
ราชาเถ้าทมิฬจึงเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“เจ้าฆ่าคนมาเยอะแล้ว”
น้ำเสียงเขาเรียบมาก
เหมือนกำลังพูดเรื่องสภาพอากาศ
เสี่ยวชวนเงียบ
“แต่เจ้ายังไม่เหมือนคนของเมืองนี้”
เถ้าวิญญาณรอบตัวชายคนนั้นลอยช้าลงเล็กน้อย
“สายตาเจ้ายังลังเล”
เสี่ยวชวนหรี่ตาเล็กน้อย
ก่อนตอบเสียงเรียบ
“การไม่อยากฆ่าคน”
“ผิดตรงไหน”
ราชาเถ้าทมิฬหัวเราะเบา ๆ
“ไม่ผิด”
“แต่ในเมืองนี้…”
เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“คนที่ยังลังเลเวลาฆ่า”
“มักตายเร็ว”
ลมเย็นพัดผ่านห้องโถง
เถ้าสีดำลอยผ่านหน้าเสี่ยวชวนช้า ๆ
“เจ้ารู้ไหม…”
ราชาเถ้าทมิฬเอียงศีรษะเล็กน้อย
“ทำไมข้าถึงช่วยเจ้าเข้ามา”
เสี่ยวชวนมองเขาเงียบ ๆ
อีกฝ่ายยิ้มบาง
“เพราะข้าชอบดูสัตว์ประหลาดเติบโต”
พรึ่บ—
เถ้าวิญญาณรอบห้องพลันสั่นไหว
ภาพวิญญาณนับร้อยปรากฏขึ้นรอบห้องโถง
ร้องโหยหวนเบา ๆ
บางคนไม่มีหน้า
บางคนเหลือเพียงครึ่งร่าง
บางคนยังมีดาบปักอกอยู่
หลายคนในห้องหน้าซีดทันที
แม้แต่เสี่ยวชวนเอง—
ยังสัมผัสได้ถึงแรงอาฆาตมหาศาล
“นี่คือเถ้าวิญญาณ”
ราชาเถ้าทมิฬพูดช้า ๆ
“วิชาที่เกิดจากคนตาย”
“ข้าดูดซับเศษวิญญาณของผู้ถูกสังหาร”
“บดขยี้ความทรงจำ”
“เปลี่ยนพวกมันเป็นพลัง”
เขายิ้มบาง
“คล้ายเจ้าดีไหม”
แววตาเสี่ยวชวนเย็นลงทันที
ในหัว—
เสียงเซวียนซาหัวเราะต่ำ ๆ
“หมอนี่…”
“ไม่ธรรมดา”
ราชาเถ้าทมิฬเหมือนได้ยินเสียงนั้น
เขามองเสี่ยวชวนลึกขึ้นกว่าเดิม
ก่อนพูดช้า ๆ
“ในตัวเจ้า…”
“มีอีกคนอยู่จริง ๆ ด้วยสินะ”
ตูม—!
ลมปราณในร่างเสี่ยวชวนสั่นทันที
ทุกคนในห้องสีหน้าเปลี่ยน
แต่ราชาเถ้าทมิฬกลับหัวเราะเบา ๆ
“ไม่ต้องตื่นตัว”
“ถ้าข้าอยากฆ่าเจ้า…”
“เจ้าคงไม่ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว”
เงียบ
เงียบจนได้ยินเสียงฝนด้านบนดิน
จากนั้นชายบนบัลลังก์จึงลุกขึ้นช้า ๆ
ทันทีที่เขายืน—
แรงกดดันทั้งห้องเปลี่ยนทันที
ราวกับภูเขาทั้งลูกกำลังกดลงมา
คนของเขาหลายคนรีบคุกเข่าทันที
ราชาเถ้าทมิฬเดินลงมาทีละก้าว
ตึก
ตึก
ตึก
ทุกก้าวมีเถ้าสีดำกระจายออก
จนมาหยุดตรงหน้าเสี่ยวชวน
ใกล้มาก
ใกล้จนเสี่ยวชวนสัมผัสได้ถึงกลิ่นเถ้าถ่านจากร่างอีกฝ่าย
“ฟังข้าให้ดี เด็กน้อย”
ดวงตาของราชาเถ้าทมิฬนิ่งลึก
“นครรัตติกาลโลหิต…”
“ไม่ใช่เมือง”
“มันคือหลุมศพขนาดยักษ์”
“คนที่เข้ามาที่นี่…”
“มีแค่สองแบบ”
เขาชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว
“แบบแรก”
“คนที่อยากซ่อนตัวจากโลก”
อีกนิ้วค่อย ๆ ถูกยกขึ้น
“แบบที่สอง…”
“คนที่อยากกลายเป็นปีศาจ”
เถียบ
สายตาเขาจ้องเสี่ยวชวนตรง ๆ
“แล้วเจ้า…”
“คิดว่าตัวเองเป็นแบบไหน”
เสี่ยวชวนไม่ตอบทันที
ลมเย็นพัดผ่านหน้าเขาเบา ๆ
ภาพในหัวค่อย ๆ ผุดขึ้น
เทียนหลิง
สำนักกระบี่ฟ้าคราม
หลิงเอ๋อ
ซ่งเทียนอวิ๋น
คนที่ยืนปกป้องเขา
และคนที่พยายามส่งตัวเขาออกไป
สุดท้าย—
เขาจึงตอบเบา ๆ
“ข้ายังไม่รู้”
ราชาเถ้าทมิฬมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนหัวเราะเสียงต่ำ
“ดี”
“ถ้าเจ้าตอบว่าตัวเองเป็นคนดี…”
“ข้าคงฆ่าเจ้าทิ้งไปแล้ว”
คนรอบห้องเงียบกริบ
เพราะไม่มีใครแน่ใจว่าเขาพูดเล่นหรือไม่
จากนั้นราชาเถ้าทมิฬจึงหันหลังกลับ
“คืนนี้พักที่นี่”
“พรุ่งนี้…”
เขาเอียงหน้าเล็กน้อย
“ข้าจะพาเจ้าไปดูเมืองจริง ๆ”
“เมืองที่แม้แต่นรกยังรังเกียจ”
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
คืนนั้น
เสี่ยวชวนนั่งอยู่บนระเบียงหินใต้ดินเพียงลำพัง
เบื้องล่าง—
คือมหานครสีแดงดำที่ไม่เคยหลับใหล
โคมแดงนับหมื่นดวงแขวนเต็มถนน
เสียงหัวเราะ
เสียงกรีดร้อง
เสียงต่อสู้
เสียงคนตาย
ดังปะปนกันทั้งคืน
นครรัตติกาลโลหิต…
ไม่เคยมีความเงียบ
ในมือเสี่ยวชวนมีถ้วยสุราราคาถูก
แต่เขาไม่ได้ดื่ม
สายตาเพียงมองเมืองเบื้องล่างนิ่ง ๆ
“รู้สึกยังไง”
เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง
เสี่ยวชวนหันไป
หญิงสาวชุดแดงคนเดิมเดินเข้ามาช้า ๆ
นางชื่อ “เย่หง”
หนึ่งในคนสนิทของราชาเถ้าทมิฬ
สวย
อันตราย
และกลิ่นเลือดบนตัวแรงกว่าน้ำหอม
เย่หงนั่งลงข้างเขา
ก่อนมองเมืองเบื้องล่างพร้อมยิ้มบาง
“สวยไหม”
เสี่ยวชวนตอบเรียบ
“เหมือนกองศพ”
เย่หงหัวเราะเบา ๆ
“ถูกต้องแล้ว”
นางยกสุราขึ้นจิบ
“ที่นี่สร้างบนศพจริง ๆ”
“เมื่อร้อยปีก่อน…”
“นครรัตติกาลโลหิตเคยเป็นเมืองธรรมดา”
“จนเกิดสงครามแคว้น”
“คนตายเป็นล้าน”
“สุดท้าย…”
นางยิ้มเย็น
“เมืองนี้ก็เลือกเลิกเป็นมนุษย์ไปเลย”
สายลมพัดผ่านช้า ๆ
เบื้องล่างมีคนถูกลากออกจากโรงเตี๊ยมแล้วแทงคอตายกลางถนน
แต่ไม่มีใครหันไปมอง
แม้แต่เด็กขายของข้างทางยังคงตะโกนเรียกลูกค้าต่อ
เสี่ยวชวนมองภาพนั้นเงียบ ๆ
เย่หงหรี่ตามองเขา
“ยังรับไม่ได้?”
“…”
“งั้นเจ้าคงอยู่ที่นี่ลำบาก”
นางลุกขึ้นช้า ๆ
ก่อนหยุดเดิน
“อ้อ จริงสิ”
นางหันกลับมายิ้ม
“พรุ่งนี้เจ้าอาจได้เจอ…”
“สนามประลองใต้ดิน”
“ที่นั่น…”
ดวงตาของนางฉายแววประหลาด
“คนตายทุกคืน”
“และคนดู…”
“ชอบมันมาก”
นางหัวเราะเบา ๆ ก่อนเดินจากไป
เหลือเพียงเสี่ยวชวนที่ยังนั่งเงียบอยู่คนเดียว
ลมเย็นพัดผ่านอีกครั้ง
ในหัว—
เสียงของเซวียนซาดังขึ้นช้า ๆ
“เริ่มเข้าใจหรือยัง…”
“โลกใบนี้…”
“ไม่เคยต้องการคนดี”
เสี่ยวชวนหลับตาลงช้า ๆ
เบื้องล่าง—
เสียงคนกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้
เขาไม่ได้หันไปมองแล้ว