แกนกลืนวิญญาณต้องห้าม

    ตอนที่ 56 ผู้มาเยือนเมืองปีศาจ

    ฝนยังคงตก


    เม็ดฝนสีหม่นกระทบพื้นหินของนครรัตติกาลโลหิตดังเปาะแปะไม่หยุด


    โคมแดงนับร้อยแกว่งไกวอยู่เหนือถนนสายหลัก


    แสงสีเลือดสะท้อนบนแอ่งน้ำ


    เหมือนทั้งเมืองกำลังจมอยู่ในทะเลเลือดเงียบ ๆ


    เสี่ยวชวนเดินผ่านตรอกแคบช้า ๆ


    กลิ่นคาวเลือด


    กลิ่นเหล้า


    กลิ่นศพ


    ทั้งหมดปะปนกันจนแยกไม่ออก


    ด้านข้าง—


    ชายคนหนึ่งกำลังถูกกรีดคอ


    เลือดพุ่งลงพื้น


    แต่คนรอบข้างยังคงกินเหล้าต่อ


    ไม่มีใครหันมอง


    ไม่มีใครตกใจ


    เหมือนเรื่องแบบนี้…


    เกิดขึ้นทุกคืน


    เสี่ยวชวนเงียบ


    ดวงตาค่อย ๆ มืดลงทีละน้อย


    เมืองนี้ต่างจากเทียนหลิง


    ที่นั่นยังมีคนเสแสร้งว่าตัวเองดี


    แต่ที่นี่—


    ไม่มีใครแม้แต่จะพยายามปิดบังความชั่ว


    และบางที…


    นั่นอาจน่ากลัวกว่าเสียอีก


    เสียงสายฝนดังสม่ำเสมอ


    ขณะที่เขาเดินลึกเข้าไปในเขตด้านในของเมือง


    จนกระทั่ง—


    ตึกสีดำขนาดมหึมาปรากฏขึ้นตรงหน้า


    ไม่มีป้ายชื่อ


    ไม่มีธง


    แต่หน้าประตูมีหัวกะโหลกสีเทาขนาดใหญ่แขวนอยู่


    เปลวไฟสีหม่นลุกไหม้ในเบ้าตามันช้า ๆ


    ผู้คนรอบบริเวณเงียบลงทันทีเมื่อเดินผ่านที่นี่


    แม้แต่นักฆ่า


    แม้แต่มือสังหาร


    ยังไม่กล้าส่งเสียงดัง


    เสี่ยวชวนหยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง


    ก่อนเสียงแหบต่ำจะดังขึ้นจากด้านบน


    “ถ้ายังยืนมองต่อ…”


    “คนของข้าจะคิดว่าเจ้าอยากตาย”


    เสี่ยวชวนเงยหน้าขึ้น


    ชายวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งอยู่บนระเบียงสูง


    ชุดคลุมสีดำเทา


    เส้นผมแซมขาวเล็กน้อย


    ในมือมีไปป์เหล็กยาว


    เปลวเถ้าสีเทาลอยวนรอบร่างเขาช้า ๆ


    สายตาของชายคนนั้น…


    นิ่งเกินไป


    นิ่งจนเหมือนมองทะลุถึงกระดูก


    “ราชาเถ้าทมิฬ…”


    ชายข้างหลังเสี่ยวชวนพึมพำเสียงสั่น


    ก่อนรีบก้มหน้าแล้วเดินหนีทันที


    ราวกับกลัวเพียงแค่เอ่ยชื่อ


    เสี่ยวชวนเงียบ


    ราชาเถ้าทมิฬมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง


    ก่อนหัวเราะเบา ๆ


    “เด็กน้อย”


    “เจ้ามีกลิ่นเลือดของ ‘ผู้ถูกล่า’ ติดตัวแรงมาก”


    ลมฝนพัดผ่าน


    เถ้าวิญญาณรอบตัวชายคนนั้นพลันลอยขึ้นช้า ๆ


    เสี่ยวชวนสัมผัสได้ทันที—


    อันตราย


    ชายคนนี้อันตรายกว่าทุกคนที่เขาเคยเจอในเมืองเถ้าทมิฬหลายเท่า


    หลอมรวมวิญญาณขั้นกลาง


    ตัวตนระดับนี้…


    ถ้าอยู่ในเทียนหลิง


    คงเป็นได้ถึงเจ้าเมืองใหญ่


    แต่ที่นี่—


    เขาเป็นเพียง “เจ้าของเขตหนึ่ง”


    ราชาเถ้าทมิฬสูบควันช้า ๆ


    ก่อนพูดเรียบ ๆ


    “ขึ้นมา”


    “ข้าไม่ชอบก้มหน้าคุยกับคน”


    ชั้นบนสุดของตึกเงียบกว่าด้านล่างมาก


    ไม่มีเสียงหัวเราะ


    ไม่มีเสียงฆ่าฟัน


    มีเพียงกลิ่นเถ้าไหม้จาง ๆ


    และเสียงฝนกระทบหน้าต่างไม้


    เสี่ยวชวนนั่งลงตรงข้ามชายวัยกลางคน


    โต๊ะไม้เก่า ๆ ตั้งอยู่ระหว่างพวกเขา


    บนโต๊ะมีเหล้าหนึ่งกา


    กับกะโหลกมนุษย์สีดำหนึ่งหัว


    ราชาเถ้าทมิฬรินเหล้า


    ก่อนดันถ้วยไปให้เสี่ยวชวน


    “ดื่มไหม”


    “ถ้ามียาพิษ…”


    “เจ้าคงไม่ต้องลงมือเอง”


    ชายวัยกลางคนหัวเราะต่ำ ๆ


    “สมแล้วที่รอดมาถึงที่นี่ได้”


    เขายกถ้วยขึ้นดื่มเองช้า ๆ


    จากนั้นจึงพูดต่อ


    “เจ้ารู้ไหม…”


    “นครรัตติกาลโลหิตต่างจากโลกภายนอกยังไง”


    เสี่ยวชวนไม่ตอบ


    ราชาเถ้าทมิฬจึงยิ้มบาง ๆ


    “โลกข้างนอก…”


    “คนฆ่ากันแล้วสร้างเหตุผล”


    “แค้นบ้าง”


    “คุณธรรมบ้าง”


    “ปกป้องบ้าง”


    เขาหยุดเล็กน้อย


    ก่อนสายตาจะเย็นลง


    “แต่ที่นี่…”


    “คนฆ่ากันเพราะอยากฆ่า”


    เสียงฝนดังขึ้นอีกครั้ง


    ชายวัยกลางคนลุกเดินไปริมหน้าต่าง


    มองนครสีเลือดเบื้องล่าง


    “ที่นี่ไม่มีแคว้น”


    “ไม่มีศาสนา”


    “ไม่มีคุณธรรม”


    “มีแต่คนที่ถูกโลกทอดทิ้ง”


    “และคนที่เลือกทอดทิ้งโลกเอง”


    เสี่ยวชวนมองเงียบ ๆ


    ราชาเถ้าทมิฬหันกลับมา


    “เจ้ารู้ไหมว่าคนแบบไหนอยู่รอดในเมืองนี้ได้”


    “คนแข็งแกร่ง”


    “ผิด”


    เขาตอบทันที


    “คนที่ยอมกลายเป็นปีศาจได้ต่างหาก”


    บรรยากาศในห้องพลันเงียบลง


    เถ้าวิญญาณรอบตัวชายวัยกลางคนค่อย ๆ ลอยช้าลง


    “คนดีตายในเมืองนี้เร็วที่สุด”


    “เพราะพวกมันยังลังเล”


    “ยังสงสาร”


    “ยังเชื่อใจคน”


    เขาหัวเราะเบา ๆ


    “แต่คนที่ยอมเหยียบศพคนอื่นเดิน…”


    “จะอยู่ได้นาน”


    เสี่ยวชวนเงียบไปครู่หนึ่ง


    ก่อนถามเรียบ ๆ


    “แล้วท่านล่ะ”


    ราชาเถ้าทมิฬชะงักเล็กน้อย


    ก่อนหัวเราะต่ำ ๆ


    “ข้า?”


    เขาหันมองฝนด้านนอกอีกครั้ง


    “ข้าเคยเป็นคนดี”


    ประโยคนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลงกว่าเดิม


    สายตาของชายวัยกลางคนว่างเปล่าเล็กน้อย


    เหมือนกำลังมองอดีตบางอย่าง


    “ตอนยังหนุ่ม…”


    “ข้าเคยคิดว่าแค่แข็งแกร่งพอ จะปกป้องทุกคนได้”


    “สุดท้าย…”


    เขายิ้มบาง


    “คนที่ข้าปกป้องนั่นแหละ ขายข้าให้ศัตรู”


    ลมเย็นพัดผ่านหน้าต่าง


    เปลวเถ้าวิญญาณรอบห้องพลันมืดลงชั่วครู่


    “ตั้งแต่นั้น…”


    “ข้าก็เลิกเชื่อคน”


    เสี่ยวชวนไม่พูด


    เพราะประโยคนั้น…


    ฟังดูคุ้นเกินไป


    ราชาเถ้าทมิฬกลับมานั่งอีกครั้ง


    สายตาของเขาจับอยู่ที่เสี่ยวชวนตลอดเวลา


    “เจ้าเองก็เริ่มเปลี่ยนแล้ว”


    “ดวงตาเจ้า…”


    “ไม่เหมือนตอนเพิ่งเข้าเมือง”


    เสี่ยวชวนขมวดคิ้วเล็กน้อย


    “ท่านมองอะไรออก”


    ชายวัยกลางคนหัวเราะเบา ๆ


    “ข้าอยู่มานานพอจะดูออก”


    “คนแบบไหนเคยฆ่าคน”


    “คนแบบไหนกำลังจะกลายเป็นปีศาจ”


    เขาเอนตัวพิงเก้าอี้


    ก่อนพูดช้า ๆ


    “ในตัวเจ้า…”


    “มีบางอย่างกำลังกินจิตใจ”


    ทันทีที่พูดจบ—


    เสียงของเซวียนซาพลันดังขึ้นในหัวเสี่ยวชวน


    “ฆ่ามัน”


    “มันรู้มากเกินไป”


    ดวงตาเสี่ยวชวนเย็นลงชั่วขณะ


    ลมปราณมืดไหววูบออกจากร่าง


    แต่ราชาเถ้าทมิฬ…


    กลับหัวเราะ


    “เห็นไหม”


    “มันเริ่มพูดกับเจ้าแล้ว”


    เสี่ยวชวนชะงักทันที


    มือขวากำแน่น


    “ท่าน…”


    “ข้าเคยเจอคนแบบเจ้ามาก่อน”


    ชายวัยกลางคนพูดเรียบ ๆ


    “คนที่มีวิญญาณบางอย่างสิงอยู่”


    “ส่วนใหญ่จบไม่สวย”


    เขายกถ้วยเหล้าขึ้นอีกครั้ง


    “บางคนฆ่าตัวตาย”


    “บางคนฆ่าทั้งเมือง”


    “บางคน…”


    สายตาของเขาค่อย ๆ คมขึ้น


    “กลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์”


    เงียบ


    ทั้งห้องเงียบจนได้ยินเพียงเสียงฝน


    ก่อนราชาเถ้าทมิฬจะถามเบา ๆ


    “แล้วเจ้า…”


    “อยากเป็นแบบไหน”


    เสี่ยวชวนไม่ได้ตอบทันที


    เขาเพียงมองเมืองเบื้องล่างผ่านม่านฝน


    แสงโคมแดง


    เลือด


    เสียงกรีดร้อง


    เสียงหัวเราะ


    ทั้งหมดปะปนกันเหมือนนรกมีชีวิต


    และแปลกเหลือเกิน—


    เขากลับเริ่มชินกับมันแล้ว


    ราชาเถ้าทมิฬมองสีหน้าเขา


    ก่อนถอนหายใจเบา ๆ


    “เมืองนี้เหมาะกับเจ้ามาก”


    “เพราะคนอย่างเจ้า…”


    “อยู่ในโลกปกติไม่ได้อีกแล้ว”


    ประโยคนั้นแทงลึกเกินไป


    ลึกจนแม้แต่เสี่ยวชวนยังเงียบไปครู่หนึ่ง


    ชายวัยกลางคนยิ้มบาง ๆ


    “แต่ข้าจะเตือนอะไรไว้อย่าง”


    “อย่าอยู่ที่นี่นานเกินไป”


    “นครรัตติกาลโลหิต…”


    “เป็นหลุมโคลน”


    “คนที่จมลงไป ส่วนใหญ่ไม่เคยกลับขึ้นมาอีก”


    เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย


    “และเจ้าต่างจากพวกมัน”


    “เจ้ามีแววจะขึ้นไปได้สูงกว่านี้”


    เสี่ยวชวนเงียบ


    ราชาเถ้าทมิฬจึงพูดต่อ


    “ทางเหนือของเมืองนี้…”


    “มีดินแดนหนึ่ง”


    “แคว้นทมิฬอสูร”


    เพียงได้ยินชื่อนั้น—


    แม้แต่ลมในห้องยังดูเย็นลง


    “ดินแดนของสัตว์ประหลาดจริง ๆ”


    “ที่นั่นไม่มีคำว่าความเมตตา”


    “ไม่มีคำว่าคุณธรรม”


    “มีแต่คนที่แข็งแกร่งที่สุด”


    เขามองเสี่ยวชวนตรง ๆ


    “เด็กอย่างเจ้า…”


    “ถ้ารอดจากที่นั่นได้”


    “วันหนึ่งอาจกลายเป็นสิ่งที่แม้แต่ผู้พิพากษาสวรรค์ยังต้องกลัว”


    ทันใดนั้น—


    ตูม!!!


    เสียงระเบิดดังขึ้นจากด้านล่างเมือง


    ลมปราณรุนแรงสายหนึ่งพุ่งขึ้นฟ้า


    ตามมาด้วยเสียงกรีดร้อง


    ราชาเถ้าทมิฬเหลือบมองนอกหน้าต่าง


    ก่อนหัวเราะเบา ๆ


    “ดูสิ”


    “เมืองนี้แม้แต่ตอนฝนตก…”


    “ก็ยังมีคนฆ่ากัน”


    เขาหันกลับมามองเสี่ยวชวนอีกครั้ง


    สายตาครั้งนี้จริงจังขึ้นเล็กน้อย


    “คืนนี้พักที่นี่”


    “พรุ่งนี้…”


    “ข้าจะพาเจ้าไปดูของจริงของนครรัตติกาลโลหิต”


    “สนามประลองใต้ดิน”


    “ตลาดวิญญาณ”


    “และพวกนักล่าวิญญาณ”


    เขายิ้มบาง


    “จากนั้น…”


    “เจ้าจะเริ่มเข้าใจ”


    “ทำไมเมืองนี้ถึงถูกเรียกว่า…”


    “เมืองที่ไม่มีพระอาทิตย์”


    เปลวไฟสีเทาดำลอยเอื่อยอยู่กลางห้องโถงใต้ดิน


    กลิ่นเถ้าถ่าน


    กลิ่นเลือด


    และกลิ่นวิญญาณตายใหม่ ๆ


    ยังคงปะปนกันอยู่ในอากาศอย่างหนักหน่วง


    เสี่ยวชวนยืนเงียบอยู่กลางห้อง


    ผ้าคลุมสีดำเปียกฝนยังหยดน้ำลงพื้นทีละหยด


    บาดแผลทั่วร่างยังไม่สมานดี


    แต่สายตาของเขา…


    กลับนิ่งขึ้นกว่าเดิมมาก


    หลังจากผ่านประตูเมืองรัตติกาลโลหิต


    หลังจากเห็นศพคนตายกองอยู่ข้างถนนราวขยะ


    หลังจากเห็นเด็กอายุไม่ถึงสิบปีแทงคนเพียงเพื่อแย่งขนมปัง—


    เขาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า


    เมืองแห่งนี้…


    ไม่เหมือนโลกข้างนอก


    และคนที่พาเขาเข้ามาในโลกนี้


    ก็คือชายที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เถ้าถ่านเบื้องหน้า


    “ราชาเถ้าทมิฬ”


    ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีหม่น


    ใบหน้าเรียบเฉย


    ดวงตาลึกเหมือนบ่อโคลนไร้ก้น


    รอบตัวมีเถ้าวิญญาณสีเทาดำลอยวนตลอดเวลา


    ทุกครั้งที่มันขยับ—


    อุณหภูมิในห้องจะลดลงเล็กน้อย


    เขาไม่ได้ปล่อยแรงกดดัน


    ไม่ได้ระเบิดพลัง


    ไม่ได้แสดงอำนาจอะไรเลย


    แต่ทุกคนในห้อง…


    กลับไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง


    เพราะคนระดับ “หลอมรวมวิญญาณขั้นกลาง”


    ต่อให้เพียงนั่งเฉย ๆ


    ก็เหมือนสัตว์ประหลาดที่สามารถบดขยี้ชีวิตคนได้ทุกเมื่อ


    ชายชราตาเดียวด้านข้างค่อย ๆ ถอยออกห่างเสี่ยวชวนเงียบ ๆ


    หญิงสาวชุดแดงที่ก่อนหน้านี้ยิ้มยั่วยวนผู้คนมาตลอด…


    ตอนนี้กลับก้มหน้าไม่กล้าสบตาชายบนบัลลังก์


    เงียบอยู่ครู่หนึ่ง


    ราชาเถ้าทมิฬจึงเอ่ยขึ้นช้า ๆ


    “เจ้าฆ่าคนมาเยอะแล้ว”


    น้ำเสียงเขาเรียบมาก


    เหมือนกำลังพูดเรื่องสภาพอากาศ


    เสี่ยวชวนเงียบ


    “แต่เจ้ายังไม่เหมือนคนของเมืองนี้”


    เถ้าวิญญาณรอบตัวชายคนนั้นลอยช้าลงเล็กน้อย


    “สายตาเจ้ายังลังเล”


    เสี่ยวชวนหรี่ตาเล็กน้อย


    ก่อนตอบเสียงเรียบ


    “การไม่อยากฆ่าคน”


    “ผิดตรงไหน”


    ราชาเถ้าทมิฬหัวเราะเบา ๆ


    “ไม่ผิด”


    “แต่ในเมืองนี้…”


    เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ


    “คนที่ยังลังเลเวลาฆ่า”


    “มักตายเร็ว”


    ลมเย็นพัดผ่านห้องโถง


    เถ้าสีดำลอยผ่านหน้าเสี่ยวชวนช้า ๆ


    “เจ้ารู้ไหม…”


    ราชาเถ้าทมิฬเอียงศีรษะเล็กน้อย


    “ทำไมข้าถึงช่วยเจ้าเข้ามา”


    เสี่ยวชวนมองเขาเงียบ ๆ


    อีกฝ่ายยิ้มบาง


    “เพราะข้าชอบดูสัตว์ประหลาดเติบโต”


    พรึ่บ—


    เถ้าวิญญาณรอบห้องพลันสั่นไหว


    ภาพวิญญาณนับร้อยปรากฏขึ้นรอบห้องโถง


    ร้องโหยหวนเบา ๆ


    บางคนไม่มีหน้า


    บางคนเหลือเพียงครึ่งร่าง


    บางคนยังมีดาบปักอกอยู่


    หลายคนในห้องหน้าซีดทันที


    แม้แต่เสี่ยวชวนเอง—


    ยังสัมผัสได้ถึงแรงอาฆาตมหาศาล


    “นี่คือเถ้าวิญญาณ”


    ราชาเถ้าทมิฬพูดช้า ๆ


    “วิชาที่เกิดจากคนตาย”


    “ข้าดูดซับเศษวิญญาณของผู้ถูกสังหาร”



    “บดขยี้ความทรงจำ”


    “เปลี่ยนพวกมันเป็นพลัง”


    เขายิ้มบาง


    “คล้ายเจ้าดีไหม”


    แววตาเสี่ยวชวนเย็นลงทันที


    ในหัว—


    เสียงเซวียนซาหัวเราะต่ำ ๆ


    “หมอนี่…”


    “ไม่ธรรมดา”


    ราชาเถ้าทมิฬเหมือนได้ยินเสียงนั้น


    เขามองเสี่ยวชวนลึกขึ้นกว่าเดิม


    ก่อนพูดช้า ๆ


    “ในตัวเจ้า…”


    “มีอีกคนอยู่จริง ๆ ด้วยสินะ”


    ตูม—!


    ลมปราณในร่างเสี่ยวชวนสั่นทันที


    ทุกคนในห้องสีหน้าเปลี่ยน


    แต่ราชาเถ้าทมิฬกลับหัวเราะเบา ๆ


    “ไม่ต้องตื่นตัว”


    “ถ้าข้าอยากฆ่าเจ้า…”


    “เจ้าคงไม่ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว”


    เงียบ


    เงียบจนได้ยินเสียงฝนด้านบนดิน


    จากนั้นชายบนบัลลังก์จึงลุกขึ้นช้า ๆ


    ทันทีที่เขายืน—


    แรงกดดันทั้งห้องเปลี่ยนทันที


    ราวกับภูเขาทั้งลูกกำลังกดลงมา


    คนของเขาหลายคนรีบคุกเข่าทันที


    ราชาเถ้าทมิฬเดินลงมาทีละก้าว


    ตึก


    ตึก


    ตึก


    ทุกก้าวมีเถ้าสีดำกระจายออก


    จนมาหยุดตรงหน้าเสี่ยวชวน


    ใกล้มาก


    ใกล้จนเสี่ยวชวนสัมผัสได้ถึงกลิ่นเถ้าถ่านจากร่างอีกฝ่าย


    “ฟังข้าให้ดี เด็กน้อย”


    ดวงตาของราชาเถ้าทมิฬนิ่งลึก


    “นครรัตติกาลโลหิต…”


    “ไม่ใช่เมือง”


    “มันคือหลุมศพขนาดยักษ์”


    “คนที่เข้ามาที่นี่…”


    “มีแค่สองแบบ”


    เขาชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว


    “แบบแรก”


    “คนที่อยากซ่อนตัวจากโลก”


    อีกนิ้วค่อย ๆ ถูกยกขึ้น


    “แบบที่สอง…”


    “คนที่อยากกลายเป็นปีศาจ”


    เถียบ


    สายตาเขาจ้องเสี่ยวชวนตรง ๆ


    “แล้วเจ้า…”


    “คิดว่าตัวเองเป็นแบบไหน”


    เสี่ยวชวนไม่ตอบทันที


    ลมเย็นพัดผ่านหน้าเขาเบา ๆ


    ภาพในหัวค่อย ๆ ผุดขึ้น


    เทียนหลิง


    สำนักกระบี่ฟ้าคราม


    หลิงเอ๋อ


    ซ่งเทียนอวิ๋น


    คนที่ยืนปกป้องเขา


    และคนที่พยายามส่งตัวเขาออกไป


    สุดท้าย—


    เขาจึงตอบเบา ๆ


    “ข้ายังไม่รู้”


    ราชาเถ้าทมิฬมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง


    ก่อนหัวเราะเสียงต่ำ


    “ดี”


    “ถ้าเจ้าตอบว่าตัวเองเป็นคนดี…”


    “ข้าคงฆ่าเจ้าทิ้งไปแล้ว”


    คนรอบห้องเงียบกริบ


    เพราะไม่มีใครแน่ใจว่าเขาพูดเล่นหรือไม่


    จากนั้นราชาเถ้าทมิฬจึงหันหลังกลับ


    “คืนนี้พักที่นี่”


    “พรุ่งนี้…”


    เขาเอียงหน้าเล็กน้อย


    “ข้าจะพาเจ้าไปดูเมืองจริง ๆ”


    “เมืองที่แม้แต่นรกยังรังเกียจ”


    ━━━━━━━━━━━━━━━━━━━


    คืนนั้น


    เสี่ยวชวนนั่งอยู่บนระเบียงหินใต้ดินเพียงลำพัง


    เบื้องล่าง—


    คือมหานครสีแดงดำที่ไม่เคยหลับใหล


    โคมแดงนับหมื่นดวงแขวนเต็มถนน


    เสียงหัวเราะ


    เสียงกรีดร้อง


    เสียงต่อสู้


    เสียงคนตาย


    ดังปะปนกันทั้งคืน


    นครรัตติกาลโลหิต…


    ไม่เคยมีความเงียบ


    ในมือเสี่ยวชวนมีถ้วยสุราราคาถูก


    แต่เขาไม่ได้ดื่ม


    สายตาเพียงมองเมืองเบื้องล่างนิ่ง ๆ


    “รู้สึกยังไง”


    เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง


    เสี่ยวชวนหันไป


    หญิงสาวชุดแดงคนเดิมเดินเข้ามาช้า ๆ


    นางชื่อ “เย่หง”


    หนึ่งในคนสนิทของราชาเถ้าทมิฬ


    สวย


    อันตราย


    และกลิ่นเลือดบนตัวแรงกว่าน้ำหอม


    เย่หงนั่งลงข้างเขา


    ก่อนมองเมืองเบื้องล่างพร้อมยิ้มบาง


    “สวยไหม”


    เสี่ยวชวนตอบเรียบ


    “เหมือนกองศพ”


    เย่หงหัวเราะเบา ๆ


    “ถูกต้องแล้ว”


    นางยกสุราขึ้นจิบ


    “ที่นี่สร้างบนศพจริง ๆ”


    “เมื่อร้อยปีก่อน…”


    “นครรัตติกาลโลหิตเคยเป็นเมืองธรรมดา”


    “จนเกิดสงครามแคว้น”


    “คนตายเป็นล้าน”


    “สุดท้าย…”


    นางยิ้มเย็น


    “เมืองนี้ก็เลือกเลิกเป็นมนุษย์ไปเลย”


    สายลมพัดผ่านช้า ๆ


    เบื้องล่างมีคนถูกลากออกจากโรงเตี๊ยมแล้วแทงคอตายกลางถนน


    แต่ไม่มีใครหันไปมอง


    แม้แต่เด็กขายของข้างทางยังคงตะโกนเรียกลูกค้าต่อ


    เสี่ยวชวนมองภาพนั้นเงียบ ๆ


    เย่หงหรี่ตามองเขา


    “ยังรับไม่ได้?”


    “…”


    “งั้นเจ้าคงอยู่ที่นี่ลำบาก”


    นางลุกขึ้นช้า ๆ


    ก่อนหยุดเดิน


    “อ้อ จริงสิ”


    นางหันกลับมายิ้ม


    “พรุ่งนี้เจ้าอาจได้เจอ…”


    “สนามประลองใต้ดิน”


    “ที่นั่น…”


    ดวงตาของนางฉายแววประหลาด


    “คนตายทุกคืน”


    “และคนดู…”


    “ชอบมันมาก”


    นางหัวเราะเบา ๆ ก่อนเดินจากไป


    เหลือเพียงเสี่ยวชวนที่ยังนั่งเงียบอยู่คนเดียว


    ลมเย็นพัดผ่านอีกครั้ง


    ในหัว—


    เสียงของเซวียนซาดังขึ้นช้า ๆ


    “เริ่มเข้าใจหรือยัง…”


    “โลกใบนี้…”


    “ไม่เคยต้องการคนดี”


    เสี่ยวชวนหลับตาลงช้า ๆ


    เบื้องล่าง—


    เสียงคนกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้ง


    แต่ครั้งนี้


    เขาไม่ได้หันไปมองแล้ว

    คล้ายกับเรื่องแกนกลืนวิญญาณต้องห้าม ที่คุณอ่าน