ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 54 สงครามเริ่มต้น

    บทที่ 54สงครามเริ่มต้น

    “มาทำให้มันจบลงเถอะ”

     


    -เอิร์ธสตาร์,สิบเอ็ดปีก่อนสงครามใหญ่-

            

            ‘บอกแล้วไงว่าฉันเป็นผู้พิทักษ์ที่ดีเหมือนนายไม่ได้หรอก’

            

            เด็กหนุ่มบอกพร้อมรอยยิ้มแต่คนฟังขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ ยังไม่ทันจะได้คัดค้านอะไรคนเป็นพี่ก็เอ่ยขัดขึ้นมาก่อน

            

            ‘ถ้าเกิดวันหนึ่งฉันหายตัวไปฝากนายดูแลเธอแทนฉันทีได้ไหม?’

            

            ‘นั่นคู่หมั้นนายไม่ใช่รึไง... เบลดูแลเองสิ’

            

            ‘พูดแบบนี้แสดงว่านายชอบคู่หมั้นของตัวเองมากกว่าล่ะสินะแอล’

            

            เบลโต้ถามพร้อมกับรอยยิ้มกว้างแต่น้องชายของเขาชักสีหน้านิ่ง

            

            ‘ชอบเหรอ?หน้ายัยนั่นฉันยังไม่เคยเห็นเลยด้วยซ้ำ จะไปชอบได้ยังไง?’

            

            ‘ได้สิ ถ้านายได้เห็นเธอล่ะก็รับรองว่าต้องชอบแน่’ เบลโต้ว่า ‘สวยเหมือนพี่สาว แล้วนายว่าเบริลเป็นยังไงล่ะ?’

            

            แอลโด้ยักไหล่ ‘ผู้หญิงน่ารำคาญ’

            

            ‘ปากร้ายจังแฮะ’ เบลว่า ‘เบริลน่ะน่าสงสารออกนะ’

            

            ‘ยิ่งได้นายเป็นคู่หมั้นด้วยแล้วยิ่งน่าสงสารเข้าไปใหญ่’

            

            ‘นั่นสินะ’คนเป็นพี่เปรยช้าๆ ‘ฉันว่าตัวเองนะช่างเป็นผู้ชายที่ไม่เอาไหนที่สุดไปเลยล่ะ’

             

             



    -เซนส์ปีเตอร์สเบิร์ก,รัสเซีย-

            

            “ท่านเมตาเรียหลับไปแล้วล่ะค่ะท่านไวโอเลต”

            

            บลูบอกคนที่ยืนรออยู่หน้าห้องด้วยน้ำเสียงกังวลใจไวโอเลตดันตัวเองออกมาจากผนังห้องก่อนจะเดินมาหาเด็กสาวที่ค่อยๆปิดประตูห้องอย่างแผ่วเบาเพื่อไม่ให้รบกวนคนที่อยู่ข้างใน

            

            “คงลุกขึ้นมาอาละวาดไม่ได้อีกสักพัก”เด็กหนุ่มว่า “ไปกันเถอะ พวกเรดคงกลับมาแล้ว”

            

            ไวโอเลตบอกกับบลูเด็กสาวขยับเข้ามายืนข้างเขา

            

            วงแหวนเวทสีม่วงเข้มปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าลำแสงสีม่วงสว่างวาบก่อนที่ร่างของคนทั้งคู่จะหายวับออกไปจากคฤหาสน์หลังใหญ่พวกเขาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งที่คฤหาสน์รูปทรงคล้ายกันที่ตั้งอยู่ห่างออกไปในกรุงมอสโคว

            

            ปลายเท้าของเด็กหนุ่มสัมผัสพรมเปอร์เซียร์หน้านุ่มในห้องรับแขกบลูผละห่างออกจากเขาไปรวมกลุ่มกับพวกออเร้นจ์ที่มุมห้องไวโอเลตกวาดสายตาไปทั่วห้องรับแขก นักรบอเวจีทุกคนรอเขาอยู่ที่นี่แล้ว ทั้งเรดกรีน และแบล็คที่เห็นได้ชัดว่าเพิ่งผ่านศึกใหญ่มาแต่เขาไม่คาดคิดเลยว่าพิงค์จะมาเข้าร่วมประชุมด้วย

            

            “สภาพร่างกายสมบูรณ์พร้อมแล้วรึไง?”เด็กหนุ่มเดินตรงเข้าไปหาเด็กสาวในชุดเครื่องแบบของห้านักรบอเวจีที่นั่งอยู่บนโซฟารับแขกตรงมุมห้องใบหน้าซีกหนึ่งของเธอพันด้วยผ้าพันแผลสีขาวขุ่น เกรย์ที่นั่งอยู่ข้างเธอโค้งตัวลงคำนับเขาแล้วเดินถอยห่างออกไป

            

            พิงค์ลุกขึ้นยืนไวโอเลตประคองแขนเธอไว้

            

            “ก็ยังพอเดินไหว”เธอว่า

            

            “งั้นก็มาเถอะ”

            

            ไวโอเลตบอกเสียงเรียบพาเธอเดินเข้าไปในห้องประชุมใหญ่ เรด กรีนและแบล็คเดินตามหลังเขามาก่อนจะตามด้วยพวกนักรบอเวจีที่เหลือ

            

            ไวโอเลตเข้าประจำตรงที่นั่งใจกลางห้องพิงค์นั่งอยู่ทางขวามือของเขา ถัดไปเป็นเรด ส่วนกรีนและแบล็คอยู่ด้านซ้ายและพวกนักรบอเวจีที่เหลือนั่งล้อมพวกเขาไว้เป็นรูปครึ่งวงกลม

            

            ฝ่ามือของไวโอเลตประสานกันอยู่บนหน้าตักนัยน์ตาสีม่วงอ่อนปิดตัวลงช้าๆ ความเงียบเริ่มแผ่ปกคลุมไปทั่วห้อง  กรีนถอดแว่นตาออกอย่างเหนื่อยล้าส่วนแบล็คก็ยกขาสองข้างขึ้นมานั่งชันเข่าบนเก้าอี้ ท่าประจำของเจ้าตัวเวลาที่ใช้ความคิดหนักๆแบล็คเหลือบมองพิงค์อยู่ชั่วครู่ก่อนจะละสายตาออกห่างแล้วหันไปจ้องเรดที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแทนผ้าปิดตาลงลายอักขระของเรดถูกเปลี่ยนเป็นผืนใหม่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่แต่ที่แน่ๆรู้สึกว่ามันจะใช้ได้ไม่ดีเท่าอันเก่าเพราะเขาสังเกตเห็นหมอนั่นต้องลงลายอักขระใหม่ทุกๆห้านาที

            

            ไวโอเลตเอ่ยถามเรด “เป็นไงบ้าง?”

            

            “เด็กนั่นเป็นผู้พิทักษ์” เรดบอก “ตอนสงครามครั้งนั้นเธอเข้าพิธีไปแล้วจริงๆ เด็กนั่นได้รับเลือกให้เป็นผู้พิทักษ์ก่อนที่จะตาย”

            

            “เมตาเรียจัดการเธอ?”

            

            ใครบางคนเอ่ยถาม

            

            “ฉันไม่รู้” เรดตอบ “ฉันมองไม่เห็น”

            

            “ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น ในวันนั้น”กรีนบอก “พวกฉันตามไปสมทบกับเมตาเรียที่เอิร์ธมูนก็จริงอยู่แต่เราเข้าไปใกล้ตัวปราสาทไม่ได้ มันมีผนึกหลายชั้นเกินไป กว่าที่ฉันกับแบล็คจะจัดการกับผนึกได้ปราสาทนั่นก็ถล่มลงมาแล้ว”

            

            “สรุปว่ารัชทายาทคนพี่เป็นนักรบอเวจีแล้วน้องเป็นผู้พิทักษ์” เยลโลว์ว่า“แล้วเราก็ปล่อยให้นักรบอเวจีของเอิร์ธมูนเดินทางไปไหนต่อไหนได้โดยที่เราไม่ได้เอะใจเลยสักนิด”

            

            “ตอนนั้นเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเบริลเป็นนักรบอเวจี”กรีนแย้งด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “รวมถึงเรื่องที่เธอมีน้องสาวด้วย”

            

            “แล้วนายไม่ได้เอะใจเลยเหรอไวโอเลตตอนที่จัดการเธอไปน่ะ?” ซิลเวอร์ถาม“นายเป็นคนฆ่าเธอพร้อมกับผู้พิทักษ์ของเอิร์ธฟลาวเวอร์นี่”

            

            “เด็กนั่นแทบไม่ได้สู้เลยด้วยซ้ำ...  ซิล นายไม่มีทางรู้ได้หรอกว่าใครเป็นผู้พิทักษ์ใครเป็นนักรบอเวจี ถ้าไม่ได้ใช้พลัง”

            

            “แต่ไวโอเลตรู้จักเธอดีกว่าพวกเรารู้ด้วยซ้ำว่าเธอมีน้องสาว ทำไมถึงไม่ได้เอะใจอะไรเลย”

            

            ไวโอเลตปรายตามองซิลเวอร์ด้วยนัยน์ตาสีม่วงคมกริบ

            

            “มีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่านั้นอยู่”แบล็คเอ่ยขัดขึ้นมาจากที่นั่งด้านบนริมฝีปากสัมผัสอยู่บนฝ่ามือที่ยกขึ้นมาประนมอย่างใช้ความคิด “ทำไม...ความสามารถในการเชื่อมต่อกับเมตาเรียถึงได้ตกอยู่ในมือของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูนถ้าคิดตามหลักความเป็นไปได้ มันควรจะเป็นของนักรบอเวจีมากกว่าสิแล้วฉันก็ยังไม่อยากปักใจเชื่อว่าพวกนั้นจะขังผู้พิทักษ์ของตัวเองไว้ด้วย”

            

            “มันเป็นไปแล้ว แบล็ค นายตัดปัญหาเรื่องใครเป็นผู้พิทักษ์ใครเป็นนักรบอเวจีออกไปได้เลย ในเมื่อนายก็เห็นมากับตาแล้วว่าใครเป็นใคร” กรีนว่าแม้จะอดเห็นด้วยกับความคิดของเด็กหนุ่มไม่ได้แต่เขาเองก็ไม่สามารถหาคำอธิบายให้กับตัวเองหรือคนอื่นๆได้เหมือนกันว่าทำไม

            

            “เป้าหมายของเราในตอนนี้ไม่ใช่ยัยเด็กผู้พิทักษ์นี่แล้วเบริลตัวจริงต่างหากที่เราควรจะหาตัวให้พบยังพอมีเวลาอีกนานแค่ไหนก่อนที่เมตาเรียจะรู้สึกตัวอีกครั้ง”

            

            “ประมาณหนึ่งอาทิตย์ค่ะ” บลูตอบ

            

            “อืม...ถ้างั้นหนึ่งอาทิตย์ที่เหลือนี่เธอพอหาตัวเบริลได้หรือเปล่า พิงค์?”

            

            ท่อนท้ายกรีนหันมาถามพิงค์ที่นิ่งเงียบอยู่นาน

            

            เด็กสาวทำสีหน้าไม่ค่อยมั่นใจนัก “หาตัวผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูนจะง่ายกว่า”

            

            “ก็คงอยู่ด้วยกันนั่นแหละ” แบล็คบอก

            

            “แล้วทำไมสองคนนั้นถึงได้สลับตัวกัน” บราวน์ถามแบล็ค“มันเป็นไปได้ด้วยเหรอที่ผู้พิทักษ์จะสลับตัวกันได้ ในเมื่ออีกฝ่ายนึงไม่ได้มีสายเลือดของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูนอยู่เลย”

            

            “คำสาป” แบล็คว่า“น่าจะเกิดขึ้นตอนที่หมอนั่นปิดผนึกความทรงจำของผู้หญิงคนนั้นเมื่อหกปีก่อนบางทีอาจจะเป็นตั้งแต่ตอนนั้นที่หมอนั่นช่วงชิงเอาพลังของเธอมาและมอบพลังของตัวเองให้เธอไปแทน หลักฐานคือเด็กคนนั้นสามารถใช้พลังของเอิร์ธสตาร์ได้เพราะเธอมีสายเลือดของเอิร์ธสตาร์อยู่ครึ่งหนึ่งแต่เธอกลับมองไม่เห็นความทรงจำของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์รุ่นก่อนๆซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับคนที่จะสืบทอดเป็นผู้พิทักษ์ของเอิร์ธสตาร์” 

            

            “เหตุผลที่หมอนั่นทำแบบนั้นล่ะ?” บราวน์ถามอีก“เพื่ออะไร? ทำไมต้องให้เด็กคนนั้นเป็นผู้พิทักษ์ของเอิร์ธสตาร์แทนตัวเอง”

            

            “คงไม่ได้อยากให้เด็กนั่นเป็นผู้พิทักษ์ของเอิร์ธสตาร์หรอกเพียงแต่ว่าตัวเองคงจำเป็นต้องใช้พลังของเอิร์ธมูนมากกว่า เพื่อที่จะ...ทำอะไรบางอย่าง”

            

            กรีนพึมพำ เงียบเสียงไปก่อนจะหันมามองแบล็คที่เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง

            

            เด็กหนุ่มสองคนสบตากันเข้าใจความหมายในสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยได้ในทันที

            

            “เรด!”

            

            แบล็คหันมาเรียกเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขา

            

            “อือ”เรดตอบรับเสียงเรียกนั้นอย่างเข้าใจในความนัยได้ “ผนึกล่ะสินะ”

            

            แล้วทั้งสามคนก็หันมามองไวโอเลต

            

            “พูดต่อสิ”

            

            ไวโอเลตเอ่ยสั้นๆ

            

            รอยยิ้มพึงพอใจฉายอยู่บนใบหน้าของแบล็คเด็กหนุ่มเก็บซ่อนความดีใจนั้นไม่มิดนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มพราวระริกราวกับเด็กเจอของเล่นที่ถูกใจ

            

            “มีผนึกบางอย่างอยู่ในตัวของเบริลบางสิ่งบางอย่างที่มีแต่คนที่มีสายเลือดของเอิร์ธมูนเท่านั้นที่จะเข้าถึงได้แต่หมอนั่นไม่มีสายเลือดนั้นจึงจำเป็นต้องได้พลังของเอิร์ธมูนและให้พลังของตัวเองไว้กับเบริลคนน้องเพื่อปกป้องตัวเอง”

                 

            “มันเปลี่ยนกันได้ง่ายขนาดนั้นเลยหรือไงไอ้การเป็นผู้พิทักษ์เนี่ย!”

                 

            “ในกรณีของทาเคมูระ มินาโยะไม่น่ายากหรอก เพราะเจ้าหล่อนเองก็มีสายเลือดครึ่งหนึ่งของเอิร์ธสตาร์ส่วนตัวแล้วฉันคิดว่าน่าจะเป็นการ ‘ยืม’ใช้พลังมากกว่าที่จะได้พลังนั้นไปอย่างถาวรแน่นอนว่าหล่อนไม่สามารถเป็นผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์ไปได้แต่น่าจะได้รับความสามารถบางอย่างมาเพื่อให้ใช้พลังนั้นได้ชั่วคราวก่อนจะถูกส่งมอบพลังที่แท้จริงกลับคืนไป”

                 

            กรีนเสริม

                 

            “ส่วนคิวาตะ มาซารุ ก็อย่างที่เห็น”แบล็คว่า“รอยสักที่แขนของหมอนั่นอาจจะเป็นหนึ่งในเครื่องพันธนาการที่ได้รับตอนทำพันธสัญญามาแสดงว่าเจ้าตัวมีความจำเป็นจริงๆที่จะต้องใช้พลังของเอิร์ธมูนถึงกับยอมเสียอะไรบางอย่างไปในกรณีนี้คิดได้อย่างเดียวคือเพื่อ ‘ปลด’ ผนึกหรือไม่ก็ ‘ปกป้อง’ผนึกที่มีอยู่ในตัวของเบริลคนพี่ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามเห็นได้ชัดว่าเบริลคนพี่มีความจำเป็นกว่าคนน้องจนถึงขั้นที่ทำให้หมอนั่นต้องทิ้งทางนี้ไว้เพื่อไปดูแลอีกฝ่าย”

                 

            “ผนึกในตัวเบริลที่ว่ามันคืออะไรกันล่ะ”ซิลเวอร์ถาม “ถึงขนาดทำเรื่องบ้าบอไร้สาระแบบนี้มีอะไรอยู่ในตัวเจ้าหญิงนั่นกันแน่”

                 

            “ผนึกของเมตาเรีย” กรีนเอ่ย “ที่ผ่านมาเมตาเรียหลับๆตื่นๆมาตลอดด้วยผลของผนึกจากสงครามวันสิ้นโลกสองพี่น้องจากเอิร์ธมูนนั่นส่งผลต่อการคงอยู่ของเมตาเรียพวกเราพยายามที่จะตามหาวิธีการปลดผนึกเราคิดว่ามันน่าจะอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่งในบรรดาสองคนนั่น คราวแรกเราคิดว่าน่าจะอยู่ที่นักรบอเวจีจากเอิร์ธมูน ตอนที่พวกฉันรู้ว่าเบริลมีน้องสาวและพวกนั้นขังหล่อนเอาไว้ฉันนึกว่ายัยน้องสาวนั่นจะเป็นนักรบอเวจี เราพยายามเข้าหาหล่อนมาตลอดแต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเพราะไอ้ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์นั่นลบความทรงจำของหล่อนไปหล่อนไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นใครมิหนำซ้ำยังใส่ความทรงจำของพี่สาวตัวเองเข้ามาแทนที่ด้วยพวกเราพยายามแกะรอยจากความทรงจำนั่น แล้วก็ทำความเข้าใจกับมันอยู่นานจนในที่สุดเราก็สรุปได้ว่าเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนที่ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเราในตอนนี้เป็นน้องสาวและหล่อนเป็นผู้พิทักษ์”

                 

            “เยี่ยมไปเลย!” เสียงเกรย์เอ่ยมาจากที่นั่งของตัวเอง“สรุปสั้นๆว่าเราโดนพวกนั้นปั่นหัวเอา ใช่ไหมล่ะ? สลับตัวคนนั้นที คนนี้ทียักย้ายถ่ายเทพลังไปนั่นมานี่--”

                 

            “ที่นายอยากจะบอกจริงๆก็คือ...”บราวน์แย้งขึ้น ก่อนที่เกรย์จะพาทุกคนออกนอกหัวข้อการประชุม “มีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้คิวาตะมาซารุ ต้องทำแบบนั้น และเรื่องนั้นก็เกี่ยวข้องกับเบริลคนพี่ที่พวกนั้นดูแลอยู่”

                 

            “ใช่”กรีนตอบ

                 

            “ขอบใจที่ช่วยสรุปให้นั่นช่วยได้มากเลย” ซิลเวอร์บอก “เอาล่ะ ทีนี้เอาไงต่อ?”

                 

            ซิลเวอร์ถามห้านักรบอเวจีที่นั่งอยู่ด้านบนซึ่งต่างคนต่างก็เสมองไปคนละทิศและใช้ความคิดอยู่กับตัวเองจนไม่ได้ฟังในสิ่งที่เด็กหนุ่มเอ่ย

                 

            “นายคิดว่าการโผล่ไปเจอพวกนั้นจะช่วยให้เบริลตัวจริงปลดผนึกของเมตาเรียได้ไหม?”

                 

            กรีนถามเรด

                 

            “ฉันไม่แน่ใจ” เรดตอบ“เจ้าหญิงคนพี่ไม่เหมือนคนน้องเราเข้าถึงหล่อนผ่านนัยน์ตาต้องสาปของเมตาเรียไม่ได้”

                 

            “ถ้าเบริลเป็นนักรบอเวจี ก็แสดงว่าหล่อนเป็นคนที่มีสายสัมพันธ์กับเมตาเรีย”แบล็คว่า “เกิดสุ่มสี่สุ่มห้าไปปลดผนึกหล่อนเข้า ดีไม่ดีจะทำให้เรื่องราวมันยุ่งยากขึ้นมาเอาง่ายๆ”

                 

            ทั้งสามคนนิ่งเงียบไปอีกครั้ง


            กรีนกับแบล็คสบตากัน แต่ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา

     

            “นี่ ไวโอเลต”

                 

            พิงค์เอ่ยมาจากที่นั่งของตัวเองนัยน์ตาของเจ้าหล่อนไม่ได้จับจ้องอยู่ที่ใครเลยขณะที่ใบหน้านั้นเชิดขึ้นอย่างไว้ตัวพิงค์ดูเหมือนคนที่กำลังใช้ความคิดกับอะไรบางอย่าง และเธอดูจะมั่นใจมากกับความคิดนั้น

                 

            “นายมั่นใจแค่ไหนว่าการเข้าถึงเจ้าหญิงคนพี่ได้จะทำให้เรื่องทุกอย่างมันจบลง?”

                 

            พิงค์ถาม

                 

            ไวโอเลตถอนหายใจ

                 

            “มันคงไม่ได้จบลงในครั้งเดียวหรอก”ไวโอเลตตอบ “ฝ่ายนั้นเองก็คงไม่ยอมให้เราเข้าไปหาได้ง่ายๆเหมือนกัน”

                 

            เด็กหนุ่มตอบอย่างไม่อ้อมค้อมเพราะเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดสถานการณ์อย่างที่เขาต้องการนั้นมักมากมายและซับซ้อนเกินกว่าจะทำให้เรื่องทั้งหมดจบลงในการพบกันเพียงแค่ครั้งเดียวได้

                 

            “เรื่องนึงที่ฉันสามารถบอกกับเธอได้ก็คือว่าเบริลมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับเมตาเรียมากนักและการกระตุ้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะส่งผลต่อการคงอยู่ของอีกฝ่ายอย่างแน่นอน แต่ว่า...เท่าที่ฉันคาดเดา ดูเหมือนทางนั้นเองก็คงจะรอเวลาอยู่เหมือนกันเวลาที่ประตูสู่เอิร์ธมูนจะเปิดออกอีกครั้งถ้าหากว่าพวกนั้นหาวิธีจัดการกับผนึกที่อยู่ในตัวเบริลได้แล้วล่ะก็เวลานั้นจะต้องมาถึงแน่ๆ”

                 

            ไวโอเลตว่า

                 

            “แต่ฉันไม่อยากให้พวกนายประมาทข่ายเวทของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ฉันบอกตามตรง ในบรรดาผู้พิทักษ์ทั้งหมดคนที่เชี่ยวชาญการใช้ข่ายเวทมากที่สุดก็คือหมอนั่น อาจจะมากกว่าฉันหรือผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์ด้วยซ้ำเพราะอย่างนั้นตอนที่เธอพยายามตามหาเบริล ขอให้พึงระลึกถึงเรื่องนี้ไว้ด้วยฉันไม่ต้องการให้เธอออกไปทำอะไรเสี่ยงๆอีกโดยไม่จำเป็น”

                 

            “ดูนายจะกังวลเรื่องของหมอนั่นเหลือเกินนะ”พิงค์กล่าวอย่างไม่ค่อยจะสบอารมณ์นัก“ทั้งๆที่นายเป็นคนจัดการหมอนั่นกับยัยเจ้าหญิงไปเองแท้ๆ”

                 

            “ที่ฉันเอาชนะได้เพราะฉันรู้ว่าจุดอ่อนของหมอนั่นคืออะไร”ไวโอเลตเอ่ยอย่างถ่อมตน“แต่ตอนนี้ฉันไม่สามารถคาดเดาได้ว่าผู้ชายที่มีสิ่งที่ต้องการปกป้องอยู่ข้างหลังนั้นจะสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้มากขนาดไหนเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากัน”

                 

            พิงค์พ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างเหนื่อยหน่ายเมื่อเห็นรอยยิ้มเล็กๆของไวโอเลตที่ราวกับจะล้อเลียนเด็กสาวชักสีหน้าเคร่ง เก็บซ่อนความกังวลใจไว้ภายใต้น้ำเสียงเฉยชา

                 

            “ถ้าทุกอย่างเป็นไปอย่างที่นายคิดล่ะก็ทุกคนจะได้รับ ‘การปลดปล่อย’ ใช่ไหม?”


            “อันที่จริงนั่นไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องกังวลใจเลย” ไวโอเลตกล่าวอย่างสงบ“ต้องเป็นแบบนั้นแน่นอนอยู่แล้ว”

                 

            พิงค์หลับตาพยายามทบทวนความคิดในหัวอีกครั้งขณะที่เรดใช้นัยน์ตาข้างเดียวที่ใช้การได้เฝ้ามองเธอจากบนที่นั่งของตัวเองส่วนกรีนและแบล็คนั้นไม่พูดอะไรเลยทั้งคู่ต่างเสมองไปคนละทิศทางระหว่างที่พิงค์ใช้ความคิด

                 

            แล้วในที่สุดเด็กสาวก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แสนกังวานใสนัยน์ตาสีเขียวมรกตของเธอเป็นประกายขณะที่สบตามองเข้าไปในนัยน์ตาสีม่วงใสของไวโอเลต

                 

            “งั้นก็...ไปทำให้เรื่องทั้งหมดมันจบลงกันเถอะ!”

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน