บันทึกเทพสงคราม

    ตอนที่ 45 แย่งชิงเด็กขยะ

            บทที่ 45 แย่งชิงเด็กขยะ

            ลานประลองที่หนึ่งและสองกำลังเข้าสู่รอบสุดท้ายทั้งยังเป็นการประลองตัดสินอันดับหนึ่งของสาย ที่มีเด็กจากสำนักที่ยี่สิบเอ็ดเข้าชิงทั้งสองสายกลายเป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวาง

            “เจ้าสำนักหูท่านเก็บซ่อนผู้มีพรสวรรค์เด่นล้ำไว้   ไม่เกรงว่าจะทำร้ายเด็กเหล่านั้นหรือ”ครู่ฝึกอันดับที่ห้าแห่งพรรคหลักหันไปกล่าวกับเจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดหูเจิงหนานที่นั่งอยู่ห่างไปสี่ช่องเก้าอี้

            “ท่านผู้ฝึกสอนกล่าวร้ายแรงไปแล้วเด็กทุกคนล้วนมีอิสระในการจากไป ข้าพเจ้าไม่อาจก้าวก่าย แต่หากออกไปแล้วคิดจะเข้ามาอีกครั้งย่อมทำไม่ได้เช่นกัน”

            “สำนักที่ยี่สิบเอ็ดทรัพยากรได้รับน้อยนิดจนหน้าหดหู่ เด็กเหล่านี้ควรขึ้นมาเป็นกำลังหลักของเมืองเช่นนี้เจ้าสำนักหูช่วยส่งเด็กเหล่านั้นมาที่สำนักที่หนึ่งของข้าเป็นไร”เจ้าสำนักที่หนึ่งรีบเอ่ยขึ้นทันที

            “ยังมีสำนักที่สองของข้าพร้อมอ้าแขนรับไว้ได้เช่นกัน เด็กลู่ชางที่ถนัดเพลงหมัดนับว่าเข้าคู่กับเสินไคได้ต้องการเป็นคู่นักสู้ที่โดดเด่นอย่างแน่นอน” เจ้าสำนักที่สองไม่รอช้ารีบอ้าแขนรับเช่นกัน

            “เฮ้...ท่านลืมสำนักที่สามได้อย่างไร”เจ้าสำนักที่สามก็ไม่อยู่นิ่งเช่นกัน ก่อนจะเริ่มปะทะฝีปากระหว่างสามสำนักแรกโดยที่สำนักที่สี่กับสำนักที่ห้าก็อยากได้ส่วนแบ่งบ้างแต่เกียรติภูมิไม่เพียงพอได้แต่ถอนหายใจอย่างเสียดาย

            “อะแอ้ม...”เสียงไอขัดจังหวะการปะทะคารมของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามจนต้องหยุดลง “การจัดการชุมนุมทุกๆปี พรรคของพวกเราทั้งสามจะเป็นฝ่ายคัดสรรศิษย์เข้าพรรคครั้งนี้ทางพวกเราเห็นพรสวรรค์ที่พอจะเข้าร่วมกับพรรคได้หลายคนหวังว่าเจ้าสำนักทั้งห้ายังจำกฎร่วมกันได้นะ”

            เสียงดังมาจากหนึ่งในสามประมุขพรรคใหญ่ของเมืองเริ่มต้นผู้ที่กล่าวเป็นประมุขพรรคเมฆทองฉายานามฝ่ามือปลิดชีพฟ่านถิงที่นั่งติดกันเป็นประมุขพรรคปฐพีคำราม ฉายาผู้กล้ากายาเหล็ก ไป่ว่านสง ต่อด้วยประมุขพรรคปีกวายุฉายานามท่องพันลี้ฮัวชิงหลัน ทั้งสามต่างเป็นยอดฝีมือระดับสรรพธาตุขั้นหกปลายๆ ผู้อยู่ในระนาบสูงสุดของดินแดนหอคอยเทพอีกเพียงก้าวเดียวบรรลุระดับปรมาจารย์ยุทธ์แม้แต่ครูฝึกอันดับที่ห้ายังด้อยกว่าขั้นหนึ่งเพียงแต่เบื้องหลังมีพรรคหลักหนุนหลังอยู่ทำให้ไม่ต้องหวั่นเกรงผู้ใดทั้งสิ้นแม้แต่ท่านเจ้าดินแดนหอคอยเทพยังต้องเกรงใจหากได้พบเจอเช่นนั้นแล้วเจ้าสำนักทั้งสามมีหรือจะกล้ากล่าวอันใดออกมา

            “ย่อมแน่นอน ประมุขไป่ทั้งสามย่อมสามารถเลือกศิษย์ชั้นเลิศของพวกเราทั้งยี่สิบสำนักได้เต็มที่ขอเพียงประมุขทั้งสามต้องตาผู้ใด นับเป็นวาสนาของเด็กผู้นั้นจากปางก่อนแล้วเพียงแต่เด็กจากสำนักที่ยี่สิบเอ็ดเป็นสิทธิ์ของพวกเราทั้งสี่สิบสำนักจะรับไปฝึกปรือให้แข็งแกร่งขึ้นก่อน ทั้งหมดเป็นขั้นเป็นตอนเช่นนี้มาเนินนานแล้ว”เจ้าสำนักที่หนึ่งโค้งหัวลงอย่างนอบน้อม ใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม

            “เรื่องนี้ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัวเพียงแต่ตลอดหลายร้อยปีมานี้เด็กจากสำนักที่ยี่สิบเอ็ดไม่ผ่านเกณฑ์เข้าชุมนุมมาก่อน  แต่ในเมื่อสามารถเข้าร่วมชุมนุมได้ ทุกคนย่อมเป็นสิทธิของพรรคทั้งสามเลือกสรรถูกหรือไม่ เจ้าสำนักสูเหิง” ประมุขพรรคปฐพีคำรามยิ้มเย็นจนเจ้าสำนักทั้งสามต้องนิ่งงันไป หรือกล่าวให้ถูกต้องผู้เข้มแข็งเป็นเจ้าผู้อ่อนแอโอนอ่อนคล้อยตามต่อให้คับข้องใจได้แต่ปั้นหน้ายิ้มรับคำได้เพียงอย่างเดียว

            “ฮ่าฮ่าฮ่า...ดูท่าพวกท่านคงลืมไปว่ายังมีข้าอยู่อีกคนการประลองยังไม่จบ ตัวเลือกเด็กที่มีพรสวรรค์โดดเด่นทรงพลังที่สุดยังเป็นของพรรคหลัก รอจนข้าพาคนจากไปพวกท่านจะแย่งชิงกันก็ยังไม่สาย”ครูฝึกลำดับที่ห้าแห่งพรรควิถีเทพ เอ่ยหยุดการโต้เถียงทั้งมวนไป “มาติดตามต่อเถอะหากพลาดการประลองของเด็กหญิงทั้งสอง กับรายการโชว์เดี่ยวของเด็กชายที่ใช้กระบี่ขาวออกจะน่าเสียดายเกินไป”ครูฝึกลำดับที่ห้าเอ่ยพร้อมส่งสายตาไปลานประลองที่สาม

            “ท่านครูฝึกเด็กชายผู้นั้นเป็นคนของตระกูลโง้ว เป็นผู้มีพรสวรรค์สูงที่สุดในเมืองเริ่มต้นข้าพเจ้าฟูมฟักอย่างเต็มที่ตลอดหนึ่งปีมานี้ พลังฝึกปรือระดับกำเนิดพลังขั้นห้าปลายๆขาดอีกครั้งก้าวบรรลุขั้นหกแล้ว” เจ้าสำนักที่หนึ่งรีบกล่าวส่งเสริมศิษย์ทันทีทั้งที่ใจอดหดหู่ไม่ได้ หากเสียเด็กที่มีพรสวรรค์สูงล้ำผู้นี้ไป สำนักที่หนึ่งย่อมอ่อนแอลงมากเช่นกันแต่ในเมื่อขวางไม่ได้ก็ต้องดันส่งให้ไกลอย่างน้อยพรรคหลักย่อมมีสิ่งตอบแทนคุ้มค่าอยู่แล้ว

            ครูฝึกลำดับที่ห้าหยักหน้ารับสายตาเพ่งไปที่ลานประลองที่สามอย่างสนใจ ในจำนวนลานประลองทั้งสี่เกิดคู่การต่อสู้ตื่นเต้นเร้าใจหลายคู่มีเพียงลานประลองที่สามที่กลายเป็นโชว์เดี่ยวของเด็กชายร่างสูงโปร่งที่มีดวงตาแคบเรียวผู้หนึ่ง แม้ในสายที่สามนี้จะมีศิษย์พรรคชั้นนำร่วมอยู่สองคนและยังมีอันดับหนึ่งของสำนักที่หกกับแปดอีกด้วยแต่ถึงกระนั้นการประลองของอีกสามสายเพิ่งเริ่มเข้าสู่รอบที่หก  แต่สายที่สามกลับใกล้จบการประลองรอบที่หกแล้วทั้งหมดเพราะพลังฝีมือโด่ดเด่น สามารถพิชิตคู่ต่อสู้ได้อย่างรวดเร็วของโง้วลู่หานทั้งยังลงมือด้วยความดุดันไร้ปราณีจนมีอย่างน้อยสามคนต้องบาดเจ็บหนักต้องถอนตัวจากการประลองไป

            ยามนี้บนลานประลองที่สามโง้วลู่หานในชุดคอจีนสีขาวยืนจรดกระบี่สีขาวราวหยก ปล่อยทิ้งลงข้างกายมือซ้ายไพล่หลังราวกับผู้อาวุโสสั่งสอนลูกศิษย์ คู่ต่อสู้รอบที่หกเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งพรรคเมฆทองนามกงลี่เฉิน มีพลังระดับกำเนิดพลังขั้นห้าปลายๆกล่าวกันว่าในหกยอดฝีมือจากพรรตใหญ่ทั้งสาม นับเป็นยอดฝีมืออันดับที่สองรองจากเหลียงผิงอันจากพรรคปีกวายุถนัดจัดเจนในวิชากระบี่ปลิดดาว สามารถฝึกปรือถึงขั้นที่สามจากเจ็ดขั้นปลิดดาว เคล็ดวิชาปลิดดาวเป็นเคล็ดวิชาระดับสูงขั้นสูงสุดอานุภาพกระบี่แหลมคม สภาวะสะกดข่มสูงล้ำ พลิกแพลงเผ็ดร้อนหากฝึกถึงขั้นที่เจ็ดรังสีกระบี่ก่อเกิดเจตจำนงสังหาร ไร้รอยสืบสาวยาวต้านทาน

            หากแต่เมื่อเปรียบกับโง้วลู่หานแม้จะมีระดับพลังเท่าเทียมกันแต่สำนึกรู้ในกระบี่กลับห่างกันแลเห็นหลังได้  แรงกดดันไร้สภาพขุมหนึ่งแผ่ออกจากร่างโง้วลู่หานทับถมลงที่กงลี่เฉินจนแทบไม่อาจยกกระบี่ขึ้นกระบี่สีครามสั่นไหวราวกับพยายามต่อต้านอย่างยากลำบาก ไม่ว่าจะโคจรพลังขึ้นเต็มสิบส่วนก็ไม่อาจลดความกดดันที่มองไม่เห็นลงได้ เจตจำนงกระบี่เช่นนี้นับว่าเกินฝีมือระดับกำเนิดพลังไปไกลแล้ว

            “การยอมแพ้ไม่ใช่อ่อนแอแต่เป็นสำนึกตัวว่ายังไม่เพียงพอ” โง้วลู่หานเอ่ยเสียงราบเรียบไม่มีท่าทางเย้ยหยันเยาะเย้ย มีเพียงผู้ชนะกับผู้แพ้ 

            กงลี่เฉินแม้ไม่อยากยอมรับแต่สำนึกกระบี่ของโง้วลู่หานได้เหยียบย่ำสำนึกกระบี่ของตนจนยากจะปลุกเร้าสภาวะขึ้นได้ต่อให้ฝืนออกกระบวนท่า มีแต่พ่ายแพ้ยับเยินเท่านั้น ควรรู้ว่าผู้ฝึกฝนกระบี่ต้องเข้าถึงสำนึกกระบี่ ก้าวทันเจตจำนงกระบี่ บรรลุขอบเขตใจกระบี่ ยิ่งเข้าใจลึกซึ้งเท่าไหร่กระบี่ยิ่งทรงพลัง 

            ในที่สุดกงลี่เฉินทรุดตัวลงนั่งชันเข่าเสื้อผ้าอาบเหงื่อจนชุ่มราวกับเพิ่งขึ้นมาจากสระน้ำ เอ่ยคำกล่าวที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องกล่าวออกมาได้“ผมยอมแพ้...”

            “ยังดีที่สำนึกตัว  แต่น่าเสียดาย...”

             โง้วลู่หานหันกายเดินลงลานประลองอย่างกับราชันย์กระบี่ผู้พิชิตจวบจนเดินถึงที่นั่งรับลอง กงลี่เฉินพลันกระอักเลือดสีแดงสดออกมาคำหนึ่งก่อนล้มหงายสลบไปด้วยความอัดอั้นตันใจ  นั่นเป็นผลให้โง้วลู่ห่านขึ้นแท่นอันดับหนึ่งของลานประลองที่สามอย่างไร้ข้อกังขา

            การประลองสายที่สามจบลงแต่การประลองของสายที่สี่หรือลานประลองที่สี่เพิ่งเข้าสู่รอบประลองที่สี่คู่สุดท้ายระหว่างยอดฝีมืออันดับหนึ่งสำนักที่ห้าอู่หยาง กับเฮงฉีเทียนแห่งสำนักที่ยี่สิบเอ็ด  แต่เมื่อกรรมการประกาศคู่ประลองอู่หยางพลิ้วกายขึ้นมาบนลานประลอง สายตาจ้องมองเด็กชายหินราวกับมองอาจมกองหนึ่งที่น่ารักเกียจ

            “ยอมแพ้...”เสียงเด็กชายหินเรียกเสียงกรนด่าอย่างหนักหน่วง จากทั่วสารทิศนี่นับเป็นครั้งที่สี่แล้วที่เอ่ยยอมแพ้อย่างขี้ขลาดตาขาวที่สุดไม่แม้จะลงมือสักนิดก็ไม่มี

            “เจ้าขยะเอ๋ย...แม้จะน่าเสียดายที่ข้าไม่ได้หักกระดูกของเจ้ากับมือแต่ก็น่ายินดีที่มือของข้าไม่ต้องเปื้อนเลือดโสโครกของเจ้า   ทางที่ดีควรซุกหางไปให้ไกลเลยยิ่งดี  ห้าห้าห้า...” อู่หยางสะบัดมือครั้งหนึ่งใบหน้าเด็กชายหินปรากฏรอยสีแดงจางๆสายหนึ่ง ก่อนจะหัวร่อเดินกลับลงไปอย่างผู้เหนือกว่า

            เด็กชายหินเพียงยิ้มน้อยๆยกมือขึ้นลูบที่ใบหน้าคราหนึ่ง รอยแดงจางหายไปก่อนจะเดินกลับที่นั่งของตนราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อนถึงอย่างเสียงโห่ร้องขับไล่เด็กชายหินคงดังระงมไม่หยุดแต่ก็เป็นเพียงเสียงแมงหวี่แมงวันที่เด็กชายหินไม่ใส่ใจเพียงมองไปตามลานประลองที่พี่น้องของตนลงประลองเท่านั้นเวลาที่เหลือเพียงนั่งหลับตานิ่งไม่สนใจสิ่งใดมาก่อน

            “การประลองรอบที่ห้าลู่ฟ่านพบกับโจวหังซาน” เสียงกรรมการลานประลองที่สี่กล่าวปลุกให้เด็กชายหินลืมตาขึ้น แว๊บแรกที่ลืมตามองเห็นสายตาของลู่ฟ่านมองมาทางตนเองเช่นกัน ทั้งยังใช้สายตากล่าวต่อกันว่ารอบหน้าเจอกัน

            เด็กชายหินยามแรกยังมุ่งหวังจะแข่งขันเพื่อของรางวัลและทำสัญญาที่ให้ไว้กับลู่ฟ่านเท่านั้นแต่หลังจากรับรู้สึกนึกที่ดูแคลนทั้งโลกหล้าของครูฝึกลำดับที่ห้าแนวคิดที่มีต่อโลกนี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป โลกที่ยกย่องผู้เข้มแข็งอันไร้เหตุผลเหตุใดผู้ที่มีพรสวรรค์สูงจึงได้รับแต่สิ่งดีๆสูงค่าผู้มีพรสวรรค์ต่ำถูกกรีดกันเป็นเช่นสวะทั้งหมดเกิดคำถามตั้งในใจของเด็กชายจนรู้สึกรังเกียจเดียจฉันต่อผู้ใหญ่ของโลกใบนี้  เด็กอย่างไรเป็นเด็กแต่ผู้ใหญ่กลับปลูกฝังความคิดที่แบ่งชั้น แบ่งระดับจนเกิดการหยามเหยียดฝังลึกในใจจนกลายเป็นสันดานที่ยากกลับกลายเด็กชายหินไม่ยอมรับ และไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของระบบงี่เง่าเช่นนี้จนเป็นบทสรุปของการยอมแพ้ทั้งสี่ครั้งที่ผ่านมา

            ....เหตุใดตนต้องเต้นอยู่ในฝ่ามือของพวกผู้ใหญ่ไร้สมองเช่นนี้เล่า....

            หนึ่งเดียวที่เด็กชายยังติดค้างคือการประลองระหว่างตนกับลู่ฟ่าน เด็กชายหินเป็นคนรักษาสัญญาเสมอมาแม้แต่ตอนกรีดเลือดสาบานกับพี่น้องทั้งสามคน แม้จะเป็นการหลอกลวงอายุแต่ไม่เคยหลอกลวงต่อสัญญามีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้านแม้แต่ครั้งเดียว

            แต่การประลองของลู่ฟ่านกับโจวหังซานทำให้เด็กชายรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูกจึงได้ลืมตาขึ้นเพื่อชมการประลองนี้

            โจวหังซานยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งพรรคปฐพีคำราม หากกล่าวว่าในหกยอดฝีมือจากพรรคใหญ่ทั้งสามผู้ที่มีพลังฝีมืออันดับหนึ่งย่อมต้องยกให้เหลียงผิงอัน แต่หากกล่าวว่าผู้ใดร้ายกาจน่าสะพรึ่งกลัวที่สุดกลับเป็นโจวหังซานผู้นี้เองโจวหังซานไม่ใช่ผู้ที่มาจากโลกใบเล็ก แต่เป็นลูกครึ่งอสูรมนุษย์ที่ทรงพลังบ้าคลั่งในวรยุทธ์จนสามารถเรียกได้ว่าเป็นผู้วิกลจริตผู้หนึ่งการประลองสี่รอบที่ผ่านมา ตบอันดับหนึ่งของสำนักที่สามจนแทบดับดิ้น  หักข้อมือยอดฝีมืออันดับที่สองของพรรคปฐพีคำรามของพรรคตนเองอย่างบ้าคลั่ง  แล้วต่อยจนยอดฝีมืออันดับสองของพรรคเมฆทองร่วงลงเวทีประลอง ไม่ว่าผู้ใดเผชิญหน้ากับโจวหังซานล้วนต้องหวาดหวั่นจนแทบวิ่งหนีแต่ลู่ฟ่านที่อดีตดูเกเรหัวโจกกลับเดินขึ้นลานประลองอย่างไม่หวั่นเกรง

            จริงอยู่ที่เมื่อครั้งหนึ่งลู่ฟ่านเคยถูกเด็กชายหินหลอกลวงจนดูเป็นเด็กขี้ขลาดตาขาวแท้จริงกลับเป็นลูกผู้ชายผู้หนึ่ง ที่หยิ่งทระนงในตนเองสูงหลังจากพ่ายแพ้ต่อเด็กชายหินครั้งนั้น แม้จะถูกตัดสินว่าเสมอกันก็ตามลู่ฟ่านทุ่มเทจิตใจฝึกฝนฝีมืออย่างหนักจนสามารถก้าวขึ้นเป็นอันดับที่สองของสำนักที่สามได้ ความรู้สึกที่จะได้ต่อสู้กับเด็กชายหินอีกครั้ง  หล่อหลอมให้ลู่ฟ่านแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก  จนมีสถิติชนะหนึ่ง เสมอสามไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อนแม้จะเจอกับยอดฝีมือพรรคใหญ่ถึงสองคนรวมถึงอันดับหนึ่งของสำนักที่สามที่ตนเองสังกัดอยู่ก็ตาม  ซึ่งตอนนี้ขอเพียงผ่านการประลองกับโจวหังซานก็จะได้ประลองกับเด็กชายหินสมใจถึงแม้จะขัดเคืองใจที่เด็กชายหินเอาแต่ยอมแพ้มาตลอดแม้คนอื่นจะดูแคลนเพียงใดลู่ฟ่านกลับยิ่งอยากประลองกับเด็กชายหินเท่านั้นเพราะลู่ฟ่านรู้ดีว่าเด็กชายหินร้ายกาจเพียงใด ผู้ใดไม่ได้สัมผัสกับตนเองย่อมไม่มีวันเข้าใจ

                        ....เสือในหนังแกะยังไงย่อมเป็นเสือวันยังค่ำ ....

                                        .......................  

    คล้ายกับเรื่องบันทึกเทพสงคราม ที่คุณอ่าน