“ดังนั้นเจ้าพร้อมแล้วฤาไม่”
“ท่านจะทำอะไร” สิ้นเสียงของราชธิดาซูเจิน พลังเวทที่มือขององค์รัชทายาทส่องประกายออกมาวูบหนึ่ง นางเปลี่ยนร่างเป็นกระต่ายน้อยสีขาวในพริบตา
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น” ซูเจินหันมองรูปร่างที่เห็นเพียงขนขาวโพลน ขยับกายได้เพียงน้อยนิด รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก หันไปทางใดก็มองเห็นว่าทุกสิ่งดูใหญ่โตไปหมด จากเรือลำเล็กกลายเป็นเรือขนาดใหญ่ กระต่ายตัวน้อยเริ่มวิ่งพล่านไปมาเพราะไม่คุ้นชินกับร่างใหม่
“ไม่ตกใจ ข้าเสกให้เจ้าเป็นกระต่ายเพียงครู่เดียวเท่านั้น” องค์รัชทายาทอุ้มซูเจินขึ้นมาแล้วส่งยิ้มให้
“ข้าไม่อยากอยู่ในร่างกระต่าย”
“ชู่ว!! อย่าโวยวาย เป็นเจ้าเองมิใช่ฤาที่บอกข้า ไม่ว่าจะข้ามไปด้วยวิธีใดล้วนยอมสิ้น เหตุนี้จงเชื่อฟังแล้วอยู่นิ่ง ๆ ดีไม่ดีข้าทำเจ้าหลุดมือหล่นน้ำไปก็หาใช่ความผิดข้านะ” องค์รัชทายาทนึกอยากแกล้งจึงพูดขู่ ก่อนที่กระต่ายตัวน้อยจะหยุดดิ้นแล้วยอมอยู่นิ่ง ๆ ให้เข้าอุ้มไว้แนบอกหนา
“ไม่เคยคิดเลย ว่าการเป็นกระต่ายจะอึดอัดเช่นนี้” ซูเจินถอนหายใจแล้วมองดูเหตุการณ์ต่าง ๆ รอบกาย
“เอ๊ะ! แต่จะว่าไปก็ดีไม่น้อย ข้าไม่ต้องปวดขา มีคนอุ้มอยู่ตลอดเวลา ข้อดีของการเป็นกระต่ายดีเช่นนี้เอง” องค์รัชทายาทได้ยินความคิดของนางจึงปล่อยยิ้มออกมา ก่อนสองเท้าจะมุ่งตรงไปยังประตูใหญ่ซึ่งเป็นทางเข้าของแคว้นเสี่ยนหลิว วรกายอันสง่างามพร้อมด้วยชุดสีขาวเดินด้วยท่วงท่าสุขุมเข้าไปยังประตูเมือง ในขณะที่เหล่าทหารเล็งอาวุธตรงมายังเป้าหมายเป็นจุดเดียวกัน
“ท่านเป็นใคร เหตุใดจึงเดินทางข้ามแม่น้ำมา เป็นคนของแคว้นจ้านหลิวฤาไม่” องค์รัชทายาทส่ายศีรษะ พลางใช้พลังเวททำให้หูของกระต่ายน้อยซูเจินไม่ได้ยินไปชั่วขณะ
“เอ๊! ทำไมข้าไม่ยินอะไรเลยล่ะ” หญิงสาวพยายามฟังหากแต่เห็นเพียงริมฝีปากของทั้งสองขยับไปมาเท่านั้น
“ข้ามาจากนครใหญ่ ต้องการจะผ่านแคว้นเสี่ยนหลิว” ทหารหลายนายหัวเราะเสียงดัง
“มาวิธีนี้อีกแล้ว ท่านรู้ฤาไม่ ผู้ที่แอบอ้างว่ามาจากนครใหญ่นั้น จักมีโทษอย่างไร” เหล่าทหารที่ถืออาวุธพร้อมมือกำลังเล็งตรงมา รอเพียงแค่คำสั่งให้ยิงจากคนที่กำลังเจรจาอยู่เท่านั้น องค์รัชทายาทเงยหน้ามองดูเหล่าทหารกล้า ที่กำลังเล็งลูกธนูลงมาจากกำแพงเมือง ในใจมิได้หวาดกลัวกับเพียงแค่อาวุธธรรมดา หากเหตุการณ์บังคับให้ต้องใช้พลังเวทแค่พริบตาเดียวอาวุธเหล่านั้นก็จะกลายเป็นธุลีผงในทันที
“ข้ามิรู้ได้ รู้เพียงแต่ว่านี้คือตราประจำตระกูลของข้า เช่นนี้แล้วจะผ่านไปได้ฤาไม่” ทหารเอื้อมมือมาหยิบดูตราหยกสีเขียวขนาดเท่าฝ่ามือ แสดงถึงตำแหน่งของผู้ถือหยกนี้ได้ดีว่ามาจากนครใหญ่จริง ทว่าสิ่งที่ปรากฏเด่นหราอยู่นั้นทำให้ทหารรีบทรุดเข่าลงในทันที
“เพียงแค่เห็นสิ่งของชิ้นนี้ เหตุใดทุกคนจึงรีบคุกเข่าลนลานเช่นนั้น ข้าอยากรู้นักว่ามันสำคัญอย่างไร” ซูเจินเบิกตากว้าง มองดูตราหยกสีเขียวอย่างแปลกใจ พลางเอียงศีรษะไปมาอย่างเคย ดวงตากลมใสแจ๋วมองดูอย่างไม่เข้าใจ
“องค์รัชทายาทโจวอี้เฟย” ทหารผู้มากด้วยยศ รีบประกาศก้อง ให้เหล่าทหารน้อยใหญ่ได้ทราบอย่างทั่วถึง ก่อนทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นพากันก้มลงแล้วถวายความเคารพด้วยท่าทางอ่อนน้อม
“พะ พวกนั้นทำอะไรกัน เหตุใดข้ามิรู้อะไรเลยพวกเขาพูดอะไรกัน” ซูเจินเห็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากแต่ไม่ได้ยินการสนทนาระหว่างทหารและท่านยอดฝีมือ ทำให้นางรู้สึกอึดอัดด้วยความอยากรู้อยากเห็น ดวงตากลมลุกวาวอยู่ไม่สุข พลางดิ้นหยุกหยิกไปมา
“ลดอาวุธลงเดี๋ยวนี้” ทหารทุกนายทำตามคำสั่งในทันที อย่างพร้อมเพรียง ตามด้วยประตูใหญ่ค่อย ๆ เปิดออกทีละน้อยจนสุด รอยยิ้มของโจวอี้เฟยเผยออกมาอย่างพอใจ ก่อนมือหนาจะยกลูบหัวของกระต่ายน้อยด้วยความเอ็นดู
“รบกวนเก็บเป็นความลับ ข้าไม่ต้องการให้ผู้ใดรู้ว่าข้ามา แม้แต่องค์ราชาของเจ้าเอง”
“พ่ะย่ะค่ะ” ทหารก้มรับคำ ก่อนวรกายขององค์รัชทายาทจะก้าวเข้าประตูแคว้นมาอย่างง่ายดาย
“เพียงแค่เห็นวรกายองค์รัชทายาทเดินเข้ามาก็พอดูออกว่าเขาต้องไม่ใช่คนธรรมดา เหตุใดข้าจึงโง่เขลาเช่นนี้ หากแต่อย่างน้อยข้ายังพอมีบุญได้ยลพระพักตร์ขององค์รัชทายาทโจวอี้เฟย ชาตินี้ก็ตายตาหลับแล้ว” ทหารผู้มากด้วยยศถาหันมองดูร่างขององค์รัชทายาทที่เดินหายวับเข้าประตูเมืองไปด้วยหัวใจอันปลาบปลื้ม
“ตราหยกนั้นคืออะไรกันนะ เหตุใดเหล่าทหารจึงพากันกลัวตราหยกนั้น” เมื่อเดินออกมาได้สักระยะ ท่านยอดฝีมือจึงคลายเวทออกให้นางได้ยินเสียงชัดเจนขึ้น
“สนใจหยกก้อนนี้อยู่ใช่ฤาไม่”
“เปล่าซะหน่อย”
“อย่าลืมว่าข้าได้ยินความคิดของเจ้าทุกอย่างนะซูเจิน” หญิงสาวรีบเอามือปิดปาก หากแต่เมื่อนึกได้ว่าทุกอย่างล้วนมาจากความคิด นางจึงรีบปกปิดด้วยการร้องเพลงในทันที สองเท้าขององค์รัชทายาทหยุดเดินหลังจากได้ยินเสียงเพลงของนาง ก่อนคลายยิ้มออกมาอย่างมีความสุข แล้วเร่งก้าวออกไปให้พ้นบริเวณนั้น เพื่อปล่อยนางเป็นอิสระ