ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 103 วิชาลมปราณขั้นเทียน

           ตู้เซ่าฝู่คิดว่าอักขระยันต์หวัดๆปริศนาเหล่านั้นอาจเป็นวิชาลมปราณวิชาหนึ่ง วิชาลมปราณมีเนื้อหากว้างขวางมาก ครอบคลุมความลับของการเปลี่ยนแปลงในสรรพสิ่งทั้งบนฟ้าและบนดิน

           จากการฝึกตามอักขระยันต์หวัดๆ พวกนั้น ตู้เซ่าฝู่พบว่ามันสามารถช่วยในการฝึกพลังจิตผลลัพธ์ที่ได้ยังดีกว่าวิชาจิตวิญญาณแห่งจักรวาลที่เจินชิงฉุนสอนตนอีก เป็นวิชาที่แข็งแกร่งกว่าไม่ใช่เพียงแค่เล็กน้อย

           ที่ทำให้ตู้เซ่าฝู่ปลื้มปีติอย่างมากคือภายในเวลาสองวันเมื่อฝึกตามวิชาอักขระจากกระดูกอสูรแล้วทำให้ขั้นของนักเวทยันต์ก้าวกระโดดไปถึงนักเวทยันต์สามดาวได้อย่างราบรื่น

           ในเวลาเดียวกัน ตู้เซ่าฝู่พบว่าเมื่อตนข้ามไปถึงนักเวทยันต์ขั้นสามดาวได้พลังจิตก็เพิ่มสูงลิบลิ่วการพัฒนาทางด้านสายวิชาค่ายกลยันต์ก็เพิ่มขึ้นมาอย่างมหาศาล

           เป็นเวลาโพล้เพล้อีกครั้งพระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน ท้องฟ้าที่ปกคลุมเมืองสือเฉิงเป็นสีเงินหม่นๆ มีแสงแดดรำไร

           “นักเวทยันต์สามดาวขั้นสร้างรากฐาน เจ้าหนูบรรลุเป็นนักเวทยันต์ขั้นสามดาวแล้ว…………!”

           เมื่อเจินชิงฉุนออกมาจากเจดีย์เล็กอีกครั้งก็สัมผัสถึงคลื่นลมปราณบนตัวของตู้เซ่าฝู่ดวงตาทรงสามเหลี่ยมหัวคว่ำของเขาตกใจจนถลึงตาแทบจะหลุดออกมา มองตู้เซ่าฝู่ท่าทางราวกับเห็นผีตาโตอ้าปากค้าง สีหน้าแสดงออกว่าตกใจมาก

           “ฝึกไปฝึกมาก็บรรลุเลย” ตู้เซ่าฝู่ยิ้มอย่างไร้ความอายใดๆ

           เจินชิงฉุนไม่ใช่คนโง่เขารีบส่ายหัวทันที มองตู้เซ่าฝู่พร้อมกับพูดว่า “ไม่ใช่ต้องเกิดเรื่องอะไรกับเจ้าแน่นอน มิเช่นนั้นไม่มีทางบรรลุได้เร็วขนาดนี้หรอก”

           ตู้เซ่าฝู่มองบนใส่เจินชิงฉุนสุดท้ายก็ยอมเล่าเรื่องกระดูกอสูรให้เจินชิงฉุนฟัง

           ท้ายที่สุดเจินชิงฉุนยังขอให้ตู้เซ่าฝู่ช่วยแปลอักขระยันต์จากกระดูกอสูรให้ตนฟังรอบหนึ่ง

           “มนุษย์เป็นเพียงจุดเล็กๆ เมื่อเทียบกับฟ้าดิน ฟ้าดินเมื่ออยู่ในจักรวาลเป็นสิ่งเล็กน้อยที่สลายไปได้มีเพียงจิตดั้งเดิมที่กำหนดความจริงทั้งหมด ทว่ายังมีสิ่งที่มีพลังเหนือกว่าจิตดั้งเดิมอยู่ดีสสารส่วนประกอบเล็กๆ ในสิ่งมีชีวิต ก็ยังพ่ายแพ้ให้กับพลังแห่งฟ้าดิน โลกจะอย่างไรก็มีจิตดั้งเดิมมีจุดสิ้นสุด แต่ก็ยัง………………”

           เจินชิงฉุนท่องตามเบาๆร่างเงาของเขาก็กลายสภาพเป็นอีกสถานะหนึ่งรอบร่างเงาของเขาเกิดเป็นประกายแสงสีขาวแผ่ซ่านออกมา

           หลังผ่านไปสักครู่แสงสีขาวรอบร่างเงาของเขาก็ค่อยๆ ดับหายไป ทันใดนั้นสีหน้าของเจินชิงฉุนก็ตะลึงขึ้นมาจ้องหน้าตู้เซ่าฝู่ หายใจเฮือกหนึ่งยาวๆ แล้วกล่าวว่า “เจ้าหนู เจ้าค้นพบสิ่งยิ่งใหญ่แล้ว!”

           “หมายความว่าอย่างไร?” ตู้เซ่าฝู่ถามอย่างสงสัย

           “เจ้าได้รับอะไรมา ตอนนี้ข้าก็ยังไม่รู้แน่นอน”

           เจินชิงฉุนพูดกับตู้เซ่าฝู่ด้วยสีหน้าจริงจังแววตาของใบหน้าเด็กหนุ่มอัปลักษณ์เป็นประกายดูตื่นเต้น กล่าวว่า “อาจเป็นวิชาลมปราณสำหรับฝึกพลังจิตที่สูงกว่าขั้นเทียนธรรมดาๆแต่ที่มั่นใจได้คือมันเป็นเพียงส่วนส่วนหนึ่ง ไม่ใช่เนื้อหาทั้งหมด”

           “วิชาลมปราณที่สูงกว่าขั้นเทียนธรรมดาๆ หรือ?”

           ตู้เซ่าฝู่ได้ยินก็ปลาบปลื้มมาก

           วิชาลมปราณแบ่งเป็นวิชาลมปราณขั้นเทียนวิชาลมปราณขั้นตี้ วิชาลมปราณขั้นเสวียน วิชาลมปราณขั้นหวง

           ทุกขั้นของวิชาลมปราณยังแบ่งแยกย่อยออกเป็นระดับต้นระดับกลางและระดับสูง

           วิชาลมปราณขั้นเทียนเป็นวิชาขั้นสูงที่คนส่วนใหญ่ได้ยินเพียงตำนานเล่าขานต่อกันมาแต่นี่คือวิชาลมปราณที่สูงกว่าขั้นเทียนธรรมดาๆ อีกความเลอค่าของมันมากมายจนมิอาจพรรณนาได้

           “ถูกต้อง ข้ามั่นใจได้ว่ามันคือวิชาลมปราณที่สูงกว่าขั้นเทียนธรรมดาๆแถมเป็นวิชาสำหรับฝึกพลังจิตโดยเฉพาะ เนื้อหาของมันบรรยายถึงความหมายอันลึกซึ้งนานัปการที่ล้ำค่าสำหรับชีวิตข้าแล้ว”

           นัยน์ตาของเจินชิงฉุนสั่นไหวขณะนี้เขาอิจฉาเด็กหนุ่มพิลึกคนนี้จนตาร้อนผ่าวไปหมดแล้ว

           เขาเป็นนักเวทยันต์ที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์สุดแสนจะพิลึกที่ฝึกวิชาของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองได้

           ขณะนี้ยังได้รับวิชาลมปราณที่เป็นถึงวิชาลมปราณที่สูงกว่าขั้นเทียนธรรมดาๆมาอีก เป็นวิชาที่สูงกว่า วิชาลมปราณที่เจินชิงฉุนฝึกมาเสียอีกเขารู้สึกเหมือนว่าสิ่งดีๆ ทุกอย่างบนโลกใบนี้ มารวมอยู่ที่เด็กหนุ่มคนนี้เกือบไปเสียทุกอย่าง

           วิชาลมปราณขั้นเทียนไม่ว่าวิชาไหนก็เป็นสิ่งที่ยอดฝีมือเหนือชั้นต่างคิดอยากแย่งชิงไปครอบครองกัน

           กลุ่มผู้มีอิทธิพลที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ก็ยากที่จะมีวิชาลมปราณขั้นเทียนไว้ในครอบครอง

           วิชาลมปราณขั้นเทียนราวกับจะดำรงอยู่แค่ในตำนานอาจมีเพียงบ้านสกุลที่สืบทอดกันมาอย่างเก่าแก่โบราณจึงจะมีวิชาลมปราณเก็บไว้

           “ของประหลาดชิ้นนั้นมีราคาสูงมากเลยใช่หรือไม่?”

           ตู้เซ่าฝู่ยิ้มเขารู้สึกว่าตนเองโชคดีไม่น้อย เข้าไปหอเก็บคัมภีร์วรยุทธหยิบของมามั่วๆก็เลือกหยิบวิชาลมปราณเทียนออกมาได้

           “ราคาสูง?”

           เจินชิงฉุนแทบอยากจะบ้องหูเด็กหนุ่มคนนี้ วิชาลมปราณขั้นเทียนดันเอาเงินมาใช้ในการเปรียบเทียบมูลค่า

           “วิชาลมปราณขั้นเทียนที่ไม่สมบูรณ์นี้ให้ดีคือเจ้าอย่าไปบอกใคร หากข่าวแพร่ออกไปข้ามั่นใจว่าบรรดายอดฝีมือที่มีระดับฝีมือระดับปรมาจารย์ต่างจะพากันมาจัดการเจ้าแน่” เจินชิงฉุนจ้องขมึงทึงใส่ตู้เซ่าฝู่เพื่อเป็นการตักเตือน

           ตู้เซ่าฝู่รู้สึกเสียวสันหลังสัจธรรมที่ว่าคนเก่งคนได้ดีมักจะมีคนอิจฉาริษยาเขาเข้าใจดี จากนั้นเขาพูดกับเจินชิงฉุนเบาๆว่า “พี่ชิงฉุน ข้าบอกพี่ไปแล้ว คงไม่ทำร้ายข้าที่เป็นน้องเพราะวิชาลมปราณขั้นเทียนที่ไม่สมบูรณ์นี้หรอกเนอะ?”

           “อยากทุบเจ้าเด็กปลิ้นปล้อนอย่างเจ้าให้ตายเลยจริงๆ”

           เจินชิงฉุนสบถใส่ตู้เซ่าฝู่อย่างรำคาญจากนั้นก็เชอะใส่ กล่าวต่อไปว่า “เชอะ วิชาลมปราณของเจ้าแม้ว่าจะดีแต่ก็เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของวิชาทั้งหมด และวิชาลมปราณของข้าก็ไม่ได้ห่วยแตกสักหน่อยทั้งยังมีความพิเศษอีก เมื่อได้ฝึกแล้ว ก็เปลี่ยนไม่ได้แล้ว ข้าไม่สามารถละทิ้งวิชาลมปราณที่ข้าฝึกในตอนนี้ไป”

           “อย่างนี้เองหรือ……” ตู้เซ่าฝู่เลิกคิ้ว

           “แต่วิชาฉบับไม่สมบูรณ์นี้ของเจ้าก็มีประโยชน์อย่างมากกับข้าเลยทีเดียวเดี๋ยวให้ข้าตั้งใจทำความเข้าใจกับมันก่อนไม่แน่ว่าอาจจะได้ประโยชน์จากมันไม่น้อยเลย ต่อไปเจ้าก็ฝึกตามวิชาลมปราณนี้เถิด วิชาจิตวิญญาณแห่งจักรวาลแม้ว่าเป็นวิชาที่ดีอยู่ไม่น้อยแต่ไม่ได้ช่วยพัฒนาพลังจิตได้เท่ากับวิชาลมปราณไม่สมบูรณ์นี้ของเจ้า” เจินชิงฉุนบอกกับตู้เซ่าฝู่

           ตู้เซ่าฝู่พยักหน้าจากนั้นคุยเรื่องความรู้เกี่ยวกับค่ายกลยันต์กับเจินชิงฉุน เมื่อฟ้ามืดครึ้มลงห้วงนภามืดสนิท เขาจึงกลับเรือนของตนไป

           ตู้เซ่าฝู่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเสื่อที่เตียงนอนและเริ่มฝึกตามวิชาลมปราณอักขระไม่สมบูรณ์ที่ตนได้มา

           อักขระหวัดๆเหล่านั้นปรากฏอยู่ในสมองของเขาซึ่งมันสามารถทำให้เกิดคลื่นพลังบางอย่างขึ้นมาคลื่นนี้มีประโยชน์ต่อการพัฒนาพลังจิตอย่างมาก

           ทันใดนั้นรอบกายของตู้เซ่าฝู่ก็มีแสงลึกลับสีขาวเปล่งออกมาพร้อมกับมีคลื่นพลังงานไหลเวียนพลังนี้น่าเกรงขามมากทำให้ผู้ที่เห็นขนลุกซู่ขึ้นมาได้

           ยามค่ำคืนในเมืองสือเฉิงเงียบสงัดนอกจากแหล่งสถานเริงรมย์ในเมืองเหล่านั้น

           ความไม่สงบจากการกำจัดบ้านสกุลฉินและบ้านสกุลอั้นออกจากเมืองค่อยๆสงบลง เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับประชาชนทั่วไปแต่อย่างใด

           ยิ่งไปกว่านั้นบ้านสกุลเยี่ยเป็นสุดยอดบ้านสกุลที่มีชื่อเสียงที่สุดและได้รับความเคารพในเมืองสือเฉิงอยู่แล้วการตัดบ้านสกุลฉินและบ้านสกุลอั้นออกไป ในสายตาของคนอื่นๆถือเป็นเรื่องธรรมดาไม่มีผลกระทบใดๆ

           ยามรุ่งอรุณแสงตะวันเริ่มสาดส่องทำให้เห็นสีสันของผืนฟ้าและต้นไม้ใบหญ้า

           ดวงอาทิตย์แผ่แสงแรกของวันเกิดแสงจ้าเป็นสีแสดที่สดใส ซึ่งเป็นสีเข้มราวกับสีโลหิต ลูกเพลิงยักษ์ลอยขึ้นเหนือฟ้าปล่อยแสงสาดส่องไปยังทุกสรรพสิ่ง รวมถึงสร้างความสดชื่นด้วยแสงในยามเช้าตรู่ให้กับเมืองสือเฉิง

           “โครม! โครม! โครม!”

           บนฟากฟ้ายามอรุณของเมืองสือเฉิง จู่ๆก็เกิดเสียงโครมครามราวกับฟ้าผ่าอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน

           “เกิดอะไรขึ้น?”

           “แย่แล้วนี่คือสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าของเมืองสือเฉิง มีศัตรูที่แข็งแกร่งบุกโจมตี!”

           “เมืองสือเฉิงไม่ถูกโจมตีมาหลายร้อยปีแล้วทำไมจู่ๆ ถึงมีศัตรูที่แข็งแกร่งบุกโจมตีได้ล่ะ รีบไปดูเร็ว”

           “…………”

           เสียงสัญญาณเตือนภัยดังสนั่น ทุกคนในเมืองสือเฉิงที่กำลังหลับฝันสะดุ้งตื่นเด้งตัวขึ้นมาอย่างตกใจ

           “ซู่ๆ!”

           คนจำนวนมากกรูลงไปรวมตัวกันที่ถนน ชาวเมืองแหงนหน้าขึ้นไปมองบนฟ้า

           “ทางบ้านสกุลเยี่ยเหมือนว่าเกิดเรื่องใหญ่บางอย่างขึ้นแล้ว”

           “ทางบ้านสกุลไป๋กับบ้านสกุลตู้เองก็เหมือนจะเกิดเรื่องนะ” ……

           ชาวเมืองสือเฉิงกว่าสิบล้านคนตื่นตระหนกจ้องหน้ากันจากนั้นต่างหันซ้ายหันขวามองไปยังทิศทางของบ้านสกุลเยี่ย บ้านสกุลตู้และบ้านสกุลไป๋สุดยอดสามสกุลขณะนี้มีก้อนเพลิงสีขาวขนาดยักษ์ สุดยอดสามสกุลราวกับกำลังทำอะไรบางอย่าง

           “ชาวเมืองสือเฉิงฟังให้ได้ วันนี้เมืองสือเฉิงมีศัตรูที่แข็งแกร่งบุกรุกเข้ามาขณะนี้มีภัยพิบัติครั้งใหญ่มาเยือนขอให้ระวังตัวให้ดี หากไร้เมืองจะมีพลเมืองได้อย่างไรดังนั้นขอให้ยอดฝีมือทุกคนเข้าร่วมสุดยอดสามสกุลในการรักษาเมืองครั้งนี้ร่วมต่อสู้ไปด้วยกัน”

           เจ้าเมืองเยี่ยเป่าหลินตะโกนประกาศแก่ทุกคนในเมืองน้ำเสียงดังกังวานส่งไปทั่วทั้งเมือง

           “มีศัตรูแข็งแกร่งมาจริงๆ ด้วย!”

           เมื่อได้ยินคำพูดของเยี่ยเป่าหลิน ทั้งเมืองสือเฉิงก็เริ่มวุ่นวายไม่สงบประชาชนระส่ำระสาย หลายคนตกใจกลัวจนสีหน้าซีดเผือด

           ณ บ้านสกุลตู้ตู้เซ่าฝู่ที่กำลังฝึกอยู่ก็สะดุ้งออกจากสมาธิเพราะเสียงนี้เช่นกันเขารีบวิ่งไปที่โถงใหญ่ของบ้านสกุลตู้ พบว่าคนของบ้านสกุลตู้ทุกคนต่างมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง

           ยอดฝีมือของบ้านสกุลตู้ต่างอยู่ในโถงใหญ่กันแล้วทุกคนมีสีหน้าท่าทางเครียดกันมาก

           “ท่านลุงใหญ่ ท่านลุงรอง”

           ตู้เซ่าฝู่เดินเข้าไปหาตู้เจิ้นอู่กับตู้จื้อสยง

           “เซ่าฝู่ เจ้ามาพอดีเลย ทางนอกเขตเมืองส่งข่าวมาว่า เฉาเทียนหมั่งแห่งจังหวัดหลิวอวิ๋นนำทัพพาเจ้าเมืองทั้งสิบสองคนและทหารกว่าห้าหมื่นนายมาเมืองสือเฉิงตกอยู่ในสถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไรทุกคนต้องระวังภัยที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ให้ดีล่ะ”

           ตู้เจิ้นอู่พูดจบ ยอดฝีมือของบ้านสกุลตู้ก็รีบเดินออกจากห้องโถง

           “เฉาเทียนหมั่ง!”

           ตู้เซ่าฝู่ขมวดคิ้วจากนั้นก็รีบติดตามกองทัพบ้านสกุลตู้ไปเดินอยู่กับกลุ่มทายาทบ้านสกุลตู้ ที่มีพรสวรรค์แพรวพราวองครักษ์ของบ้านสกุลตู้ต่างพากันไปประจำอยู่ที่กำแพงเมืองสือเฉิงแล้ว

           เมืองสือเฉิงเป็นเพียงเมืองเล็กๆบริเวณชายแดน ด้านหนึ่งอยู่ติดกับเทือกเขาอสุรกายอีกด้านหนึ่งคือเมืองอีกเมืองหนึ่ง

           เมื่อตู้เซ่าฝู่ติดตามยอดฝีมือของบ้านสกุลตู้มาถึงบริเวณกำแพงเมืองก็พบว่ายอดฝีมือของ บ้านสกุลเยี่ยและยอดฝีมือของบ้านสกุลไป๋เองก็มาถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน

           ทุกคนที่มาต่างไม่มีเวลามาเสวนากันทำเพียงพยักหน้าจากนั้นทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่นอกเมือง

           ขณะนี้มีกองทัพของทหารกว่าหลายหมื่นนายรวมตัวกันอยู่บริเวณนอกเมืองสือเฉิง

           มีฝูงพาหนะอสูรจำนวนมากยืนเด่นเป็นสง่าทำให้กองทัพยิ่งดูน่าเกรงขาม

           ปราณของยอดฝีมือที่ยืนนำด้านหน้าแข็งแกร่งจนน่ากลัวมีผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวน่าจะไม่ต่ำกว่าร้อยคน ขั้นเบิกนภาก็มีจำนวนมากกว่านั้นมากมาย

           ผู้ที่เป็นกลุ่มแม่ทัพของกองทหารพลังปราณน่ากลัวยิ่งกว่ามีผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสมบูรณ์หลายคน และมีผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสร้างรากฐานจำนวนหนึ่ง

           หนึ่งในนั้นมีชายบึกบึนร่างยักษ์ที่ขี่อาชาพายุหิมะอยู่เขาคือเฉาเทียนหมั่ง

           “ชาวเมืองสือเฉิงทุกคนฟังให้ดี รีบมอบกระดูกหายากและโลหิตสกัดจากอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้ามาซะแล้วรีบเปิดประตูเมืองยอมศิโรราบ มิเช่นนั้นเมืองสือเฉิงเล็กๆของพวกเจ้าจะราบเป็นหน้ากลอง!”

           เฉาเทียนหมั่งแหงนหน้ามองเงาคนจำนวนมากที่ยืนอยู่บนกำแพงเมืองและพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาแข็งกระด้าง เสียงทุ้มอันทรงพลังของเขาดังสนั่นไปทั่วเมืองสือเฉิงจนเกิดเสียงก้องสะท้อนไปยังทุกซอกทุกมุมของเมือง

           “เป็นเฉาเทียนหมั่งจริงด้วยอาการบาดเจ็บบนตัวของเขาดูเหมือนว่าหายดีเกือบสมบูรณ์แล้ว”

           ตู้เซ่าฝู่ที่อยู่บนกำแพงเมืองมองลงมาดูเฉาเทียนหมั่งที่ยืนนำหน้าทัพเขารู้สึกได้ว่าลมปราณที่แผ่ออกมาจากเฉาเทียนหมั่งดูแข็งแกร่งกว่าเมื่อสิบกว่าวันก่อนพอประมาณ

           “เฉาเทียนหมั่ง เจ้าบังอาจมารุกรานเมืองสือเฉิงของข้า!”

           เยี่ยกวังตะโกนเสียงดังเสียดายที่จ้าวสายฟ้าเก็บตัวอยู่ มิเช่นนั้นก็ไม่ต้องกลัวเฉาเทียนหมั่งคนนี้หรอก