ตอนที่ 30
โจรปล้นชิง
ลู่หานทอดสายตามองยาวไปด้านหน้าพบเห็นร่างของหญิงสาวชาวบ้านผู้หนึ่งกำลังวิ่งหนีชายฉกรรจ์ที่กำลังควบม้าไล่ตามนางอยู่
คิ้วทั้งสองที่ประดับอยู่บนใบหน้าอันหล่อเหลาขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความสงสัย ลู่หานใช้เวลาเพียงแค่คู่เดียวเท่านั้นในการประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อดูแล้วหญิงสาวชาวบ้านที่กำลังวิ่งหนีอยู่น่าจะเป็นหญิงสาวชาวบ้านที่มาจากหมู่บ้านที่เขากำลังจะไปถึง
ส่วนราชการที่ควบม้าตามมาด้านหลังร่างกายกำยำสูงใหญ่ผิวหนังหยาบกร้านอาภรณ์เครื่องแต่งกายดูสกปรกคาดการณ์แล้วน่าจะเป็นกลุ่มโจรป่า
เมื่อยืนยันเจตนาของมันได้แล้วลู่หานไม่รีรอพุ่งทะยานเข้าหาหญิงสาวชาวบ้านผู้นั้นเพื่อช่วยเหลือทันที
บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มพุ่งกระโจนเข้าด้านข้างพร้อมกับใช้หมัดของตนเองซัดเข้าไปที่ลำตัวของอาชาที่โจรผู้นั้นกำลังขี่อยู่
ผัวะ!!! เสียงมันดังสนั่นร่างของอาชาสีน้ำตาลกระเด็นไปไกลพร้อมกับผู้ที่ขี่อยู่บนหลังของมัน พลังบ่มเพาะรากฐานของลู่หานเพิ่มขึ้นมามากจากเดิมตอนนี้หมัดที่แฝงไปด้วยพลังวิญญาณของเขามันมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
หญิงสาวชาวบ้านผู้นั้นที่กำลังวิ่งหนีอยู่เหลียวกลับมามองด้านหลังเมื่อได้ยินเสียงแปลกๆ ใบหน้าของนางยังคงตื่นตระหนกแต่เมื่อเห็นว่ามีผู้ยื่นมือเข้าช่วยนางก็คลายกังวลลงได้เล็กน้อยเพื่อตั้งสติแล้วหันมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด
นางคิดได้ทันทีว่าถ้านางวิ่งหนีต่อไปก็คงไม่รอดเลยตัดสินใจวิ่งไปหลบหลังลู่หานที่ยื่นมือเข้ามาช่วย
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นเมื่อถูกซัดตกจากหลังม้ามันก็รวบรวมสติแล้วลุกขึ้นมาด้วยท่าทางมึนงง อยู่ๆก็มีบางอย่างพุ่งเข้ามากระแทกมันจนตกจากหลังของอาชา
เมื่อรวบรวมสติได้มันมองไปที่ต้นตอสาเหตุของการที่มันตกลงมาจากหลังม้า เมื่อพบเจอเข้ากับบุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มมันก็ล่วงรู้ได้ทันทีว่าบุรุษผู้นี้เป็นต้นตอของสาเหตุทำให้มันตกจากหลังม้า
ใบหน้าที่ไม่มีอะไรเป็นจุดเด่นอยู่แล้วเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ มันดึงดาบที่เหน็บอยู่ที่เอวออกมาทันทีพร้อมแสดงเจตนามุ่งร้ายออกมาทางใบหน้า
“ แก!!!! ” มันเปล่งเสียงเข้ม
ลู่หานที่ยืนอยู่ด้านหน้ามันทำตัวสงบนิ่งไร้ซึ่งอารมณ์ เขากำลังประเมินคู่ต่อสู้จากสายตาอยู่
อีกฝ่ายดูเหมือนว่าจะเป็นเพียงแค่โจรธรรมดาที่ไม่ได้เป็นผู้ฝึกยุทธ แม้ว่าอีกฝ่ายจะมีร่างกายกำยำสูงใหญ่กว่าเขามากแต่ก็ไม่น่าจะใช่ปัญหาอันใด
“ ตอนนี้มันเกิดอันใดขึ้น ” ลู่หานสงบใจหันไปถามกับหญิงสาวชาวบ้านที่อยู่ด้านหลังของตนเอง
นางที่กำลังมีท่าทางสั่นกลัวเมื่อได้ยินเสียงของลู่หานก็สะดุ้งเฮือกก่อนจะรวบรวมสติแล้วตอบกลับไป “ คือ..คือว่าตอนนี้อยู่ๆพวกโจรก็บุกเข้ามาภายในหมู่บ้านแล้วก็ปล้นชิงของมีค่า ”
นางอธิบายด้วยเสียงสั่นพลันราวกับคนที่ไม่ค่อยมีสติ สติของนางตอนนี้กำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความหวาดกลัว
แต่เมื่อลู่หานได้ยินเช่นนั้นเขาก็พอจะคาดเดาคร่าวๆได้ว่าตอนนี้มีมีโจรป่าเข้ามาบุกปล้นชิงที่หมู่บ้านที่เขากำลังจะเดินทางไป
“ ย่อมแปลว่าข้าจะต้องจัดการเจ้านี่ให้รวดเร็วที่สุดสินะ ” ลู่หานกลับไปสนใจกับโจรป่าด้านหน้าที่กำลังแสดงเจตนามุ่งร้ายมาใส่เขา
“ แม่นางท่านรอข้าอยู่ตรงนี้ก่อน ” เขาหันกลับไปกล่าวกับหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังของตนเองก่อนที่จะก้าวนำหน้าไปสองก้าวเพื่อพร้อมเข้าปะทะกับโจรป่าผู้นั้น
“ ดูเหมือนว่าเจ้าจะรนหาที่ตายจริงๆนะ ” โจรป่าด้านหน้าพูดออกมาด้วยความโกรธก่อนที่ตัวของมันจะพุ่งกระโจนเข้าหาร่างของลู่หาน
ดูแล้วมันอยู่ห่างกับเขาประมาณสิบเมตร กว่ามันจะสามารถวิ่งเข้ามาใกล้ร่างของลู่หานได้สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้ฝึกยุทธก็ต้องใช้เวลาประมาณนึง แต่ไม่ใช่สำหรับลู่หานเขาจ้องมองมันที่ออกวิ่งมาหลายก้าวก่อนที่เขาจะเริ่มเป็นฝ่ายที่พุ่งทะยานเข้าไปหามันเอง
บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินพุ่งทะยานใส่ร่างของโจรป่าอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้นร่างของลู่หานก็เข้าประชิดร่างของโจรป่าผู้นั้น
สองขาหยั่งรากลึกราวกับต้นไม้ใหญ่ร่างกายออกแรงบิดเล็กน้อยก่อนพร้อมกับออกหมัดที่แฝงไปด้วยพลังบ่มเพาะใส่ร่างของโจรป่าอย่างรุนแรง
ผัวะ!!! หมัดที่แฝงไปด้วยพลังบ่มเพาะของลู่หานซัดเข้าไปทางหน้าท้องของมันอย่างรุนแรง
“ อ๊าก!!! ” โลหิตสีแดงสดออกมาจากปากของมันพร้อมกับร่างของโจรผู้นั้นที่เซถอยหลังไปหลายก้าวก่อนที่จะล้มลงไปแล้วนอนหมดสติอยู่กับพื้นเพียงแค่หมัดเดียว
ลู่หานมองหมัดของตนเองด้วยความประหลาดใจเขาไม่คิดว่าการที่พลังบ่มเพาะเพิ่มพูนขึ้นมาจะสามารถทำให้หมัดของตนเองมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นขนาดนี้ เมื่อครู่เขาแฝงพลังบ่มเพาะเข้าไปเพียงแค่ 3 ใน 10 ส่วนเท่านั้นไม่คิดว่าเพียงหมัดเดียวคนธรรมดาจะล้มลงไปนอนเช่นนี้
หญิงสาวชาวบ้านที่ยืนอยู่ด้านหลังมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยดวงตาที่เปิดกว้างราวกับไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ตนเองนั้นพบเห็น บุรุษผู้นี้สามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วราวกับสายลมและยังสามารถล้มจนร่างกายกำยำได้เพียงหมัดเดียว
ลู่หานยืนมองหมัดของตัวเองสักครู่หนึ่งแล้วเริ่มหันหลังกลับไปมองหญิงสาวชาวบ้านผู้นั้น
ลู่หานเดินเข้าไปใกล้ๆนะก่อนจะกล่าวมา “ แม่นางช่วยบอกข้าอย่างละเอียดหน่อยได้หรือไม่ว่ามันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ”
เขาคิดว่าการที่กำจัดโจรผู้นั้นไปแล้วจะทำให้นางนั้นมีสติในการจะพูดสิ่งที่เกิดขึ้นได้ชัดเจนมากกว่าเดิม
เมื่อภัยร้ายรอบกายนั้นหมดไปนางพยายามรวบรวมสติแล้วเริ่มเอ่ยออกมาอย่างละเอียด “ เมื่อประมาณครึ่งชั่วยามที่แล้ว ข้ากลับมาจากการไปหาของป่าตอนเช้าแต่เมื่อเข้าไปภายในหมู่บ้านก็พบเจอกลุ่มชนจำนวนมากกำลังปล้นชิงหมู่บ้านของข้าอยู่ก็เลยได้แต่วิ่งหนีออกมา แต่มีพวกมันผู้นึงพบเห็นเข้าเลยเป็นเหตุการณ์อย่างที่ท่านเห็น ”
ลู่หานที่ได้ยินสิ่งที่นางเอ่ยมาก็ถือว่าสิ่งที่เขาคิดถูกไปเกือบทั้งหมด ตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีที่เขานั้นจะใช้โอกาสนี้ผูกสัมพันธ์กับเหล่าชาวบ้าน
“ ไปกันเถอะ.. ” ลู่หานเดินนำหน้าไป
“ ไปที่ใดกัน ” นางถามด้วยความฉงน
“ ก็หมู่บ้านอย่างไร ” ตอนนี้ลู่หานเดินนำหน้าไปไกล หญิงสาวชาวบ้านผู้นั้นนางทำอันใดไม่ได้นางมองซ้ายขวาก่อนที่จะตัดสินใจวิ่งตามหลังของบุรุษปริศนาผู้นั้นไป
หมู่บ้านอยู่ห่างออกไปไม่ไกลสักเท่าใดการใช้เวลาเดินเพียงครู่เดียวเท่านั้นก็มาถึง ทั่วบริเวณนั้นเงียบสงัดดูเหมือนว่าภายในหมู่บ้านการต่อสู้ของเหล่าชาวบ้านจะจบลงด้วยการพ่ายแพ้
บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มย่างกายผ่านประตูหมู่บ้านขนาดใหญ่เข้าไปพร้อมกับหญิงสาวชาวบ้านที่เดินตามอยู่ด้านหลังอย่างติดๆ
ทุกอย่างพังเสียหายราวกลับเพิ่งผ่านสงครามอันดุเดือดมา ภาพของหมู่บ้านที่เคยงดงามและน่าอยู่ตอนนี้กลับเปลี่ยนจากหน้ามือกลายเป็นหลังมือ ดวงตาอันสงบนิ่งของลู่หานกวาดมองรอบกายของตนเอง
ภายในหมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีผู้คนเหลืออยู่แล้วของมีค่าก็เช่นกันทุกอย่างน่าจะถูกพวกโจรพากลับไปทั้งหมด ตามความคิดของลู่หานภายในหมู่บ้านแห่งนี้ของที่มีค่ามากที่สุดคือคน เหล่าโจรป่าพวกนั้นคงจะคิดจับเหล่าชาวบ้านพวกนั้นไปขายเป็นทาสในเมืองใหญ่
ใบหน้าของลู่หานเริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็นใบหน้าที่เรียบเฉยฉายความเย็นชาอันไร้ที่สิ้นสุดออกมา
“ เจ้าพวกนั้นกล้ามาก่อเรื่องในเขตของฉันงั้นรึ ” ลู่หานกล่าวอย่างเย็นชา หมู่บ้านแห่งนี้ยังถือว่าอยู่ในเขตของภูเขาหวนหลง
ลู่หานยังคงจำคำสั่งของท่านมหาปราชญ์แห่งยุคที่เคยบอกกล่าวกับศิษย์พี่ของเขาทั้งเจ็ดคนตั้งแต่เขายังไม่เข้าร่วมสำนักได้จากการอ่านนิยายจ้าวกระบี่สวรรค์สยบฟ้า หวังเซียนฉิงผู้เป็นอาจารย์กำชับเอาไว้ว่าภูเขาทั้งแปดคืออาณาเขตของพวกเขาและหน้าที่ของพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่การรักษาทางเข้าทั้งแปดของสำนักเท่านั้นแต่ยังเป็นการดูแลหมู่บ้านที่อยู่บริเวณรอบภูเขาทั้งแปดด้วย
นักเขียนของนิยายเรื่องจ้าวกระบี่สวรรค์สยบฟ้าเคยอธิบายเอาไว้ว่า หมู่บ้านที่ตั้งอยู่บริเวณภูเขาทั้ง 8 ที่ล้อมรอบภูเขาอักษรที่เป็นที่ตั้งของสำนักอักษรสวรรค์อยู่ พวกชาวบ้านที่ตั้งรากฐานอยู่เป็นคนที่ท่านมหาปราชญ์แห่งยุคช่วยเหลือมาจากที่ต่างๆ
การที่พวกโจรป่าพวกนั้นมันกล้ามาจับคนในเขตของสำนักอักษรสวรรค์ไปเช่นนี้เท่ากับมันหยามหน้าของท่านมหาปราชญ์ผู้เป็นอาจารย์ของเขา
“ แม่นางท่านรู้หรือไม่ว่าพวกมันเดินทางมาจากทางใดและจากไปทางใด ” ลู่หานหันไปถาม
หญิงสาวชาวบ้านที่อยู่ด้านหลังของลู่หานก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมาเพื่อตอบปฏิเสธ
ลู่หานเริ่มครุ่นคิดอย่างขะมักเขม้นถึงวิธีการที่จะไล่ตามพวกมันให้เจอ คาดเดาจากเวลาแล้วพวกมันน่าจะออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ไปสักพัก ตอนนี้เขาไม่มีทักษะการแกะรอยเท้าหรือว่าอันใดพวกนั้นเสียด้วย
แต่ในขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่บางอย่างภายในร่างกายของลู่หานมันก็ตอบสนอง ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างด้วยความตระหนกราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ เข้าใจแล้ว... ” ลู่หานยกยิ้มที่มุมปากก่อนที่เขาจะกางแขนทั้งสองข้างออกจนสุดแขน
“ ช่วยหน่อยนะเสี่ยวเฟิง ”
หลังจากนั้นก้อนเปลวเพลิงพุ่งผ่านออกมาจากบริเวณหน้าอกของลู่หานสร้างความตกใจให้กับหญิงสาวชาวบ้านนางนั้นเป็นอย่างมากจนหลุดอุทานออกมา “ ว๊าย!!! ”เมื่อเห็นเปลวเพลิงสีฟ้าอันแปลกประหลาดพุ่งออกมาจากร่างของบุรุษปริศนาผู้นั้นร่างของนางก็จะล้มไปด้านหลัง ตู้บ!!!
อินทรีเพลิงฟ้าตัวนี้ลู่หานตั้งชื่อให้มันว่า เสี่ยวเฟิง ก้อนเปลวเพลิงสีฟ้าพุ่งทะยานขึ้นไปด้านบนอย่างรวดเร็วเมื่อคืนไปถึงจุดสูงสุดแล้วมันก็เริ่มสยายปีกออกพร้อมกับใช้สายตาอันเฉียบคมของมันกวาดมองทุกทิศทุกทาง
ลู่หานที่ยืนอยู่ข้างล่างก็แหงนหน้ามองปฏิกิริยาของมัน หลังจากนั้นไม่นานเจ้าเสี่ยวเฟิงที่กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศก็พุ่งทะยานไปทางด้านทิศใต้
“ เจอแล้ว... ”
“ แม่นางท่านรอข้าอยู่ที่นี่นะ ” ลู่หานหันไปกล่าวกับนางก่อนจะเริ่มเคลื่อนที่มุ่งตามอินทรีเพลิงฟ้าที่บินนำหน้าไป
จบตอน