หนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์

    ตื่นเต้น

    ข่าวของดินแดนปีศาจสวรรค์ทำให้ปีศาจทุกตนพากันแตกตื่นกันยกใหญ่ แม้ภายในของมันจะขึ้นชื่อเรื่องความอันตราย แต่เมื่อเทียบกับโชควาสนาที่มากมายแล้วก็ถือว่าคุ้มค่าแก่การเข้าไป เหล่าขุมกำลังใหญ่ๆก็พากันเคลื่อนไหวเช่นเดียวกัน

     

    แน่นอนว่าตระกูลแห่งแดนนรกทั้งสิบตระกูลก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นแต่อย่างใด พวกเขารวบรวมศิษย์ที่มีตบะระดับเซียนสวรรค์ลงไปทั้งหมดเพื่อออกเดินทาง ที่ทำเช่นนี้ก็เพราะดินแดนปีศาจสวรรค์มีขีดจำกัดการผ่านประตูอยู่ที่ระดับเซียนสวรรค์เท่านั้น ปีศาจที่เป็นระดับเทพจึงไม่สามารถเข้าไปได้

     

    "เห้อ ชื่อก็บอกอยู่ว่าดินแดนปีศาจสวรรค์ คนที่สร้างย่อมไม่ใช่ใครอื่นนอกจากพระเจ้าปีศาจสวรรค์"ลั่วอู่หลินบ่นพึมพำในขณะที่กำลังจะขึ้นเรือเหาะขนาดใหญ่เพื่อไปยังประตูของดินแดน

     

    สามเดือนมานี้เขาได้หาข่าวเกี่ยวกับดินแดนปีศาจสวรรค์แห่งนี้เยอะมาก แต่ทว่ากลับได้รับข้อมูลแค่ว่ามันมีมรดกมากมายแถมยังมีเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งและแปลกตาอยู่ในนั้น แม้เขาจะล่วงรู้ว่าดินแดนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยพระเจ้าปีศาจสวรรค์ แต่ลางสังหรณ์ของเขานั้นบอกว่ามันเป็นสถานที่ๆมากกว่าการส่งต่อมรดกอย่างแน่นอน

     

    "ช่างเถอะๆเข้าไปเดี๋ยวก็รู้เอง"ลั่วอู่หลินบ่นพึมพำ ในการเดินทางครั้งนี้นั้นเขาได้ส่งเจ้ากระต่ายน้อยเข้าไปยังหอคอยมหาสมบัติ และฝากลูกๆของเขาเอาไว้แล้ว เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้มีคนอยู่มากมาย หากถูกค้นพบว่ามีกระต่ายน้อยติดตัวเกรงว่าความน่าเกรงขามในฐานะปีศาจโลหิตของเขาจะหมดลงไป

     

    เมื่อขึ้นเรือมาแล้วลั่วอู่หลินก็หามุมๆหนึ่งแล้วนั่งลงอย่างโดดเดี่ยวไม่สนใจผู้ใด ในใจนั้นรู้สึกตื่นเต้นยิ่งที่จะได้เห็นอะไรใหม่ๆเสียที เพราะเขาอยู่กับสีแดงของโลหิตมาสองปีแล้ว บอกตามตรงแม้มันจะทำให้อัตราการบ่มเพาะของเขาเร็วขึ้นแต่มันน่าเบื่อมากเช่นเดียวกัน

     

    การเดินทางของตระกูลเทพมารโลหิตนั้นเป็นไปได้อย่างราบรื่น เหล่าศิษย์ทั้งหลายก็เริ่มที่จะจับกลุ่มกัน เพราะเวลาเข้าไปในดินแดนปีศาจสวรรค์มันจะมีความปลอดภัยมากกว่า แต่แน่นอนว่าลั่วอู่หลินไม่ได้สนใจมันแต่อย่างใด

     

    เขาเพียงนั่งลงปลดปล่อยจิตสัมผัสและเงี่ยหูก็คอยฟังเรื่องราวของเหล่าศิษย์อยู่ตลอดเวลาเพื่อหาข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมเผื่อมีอะไรที่เขายังไม่รู้เกี่ยวกับดินแดนปีศาจสวรรค์

     

    ในเวลาเดียวกันนั้น ด้านในห้องที่เต็มไปด้วยผู้อาวุโสกับผู้นำตระกูล ตอนนี้หญิงสาวผู้งดงามใบหน้าคม ผมสีดำ ดวงตาสีแดงฉานราวโลหิต ผิวพรรณขาวเนียนดูแล้วน่าหลงไหลกำลังนั่งรับฟังคำสั่งพร้อมกับกระบี่สีแดงที่ถูกพิงไว้ข้างเก้าอี้ไม่ห่างกาย นางไม่ใช่ใครอื่นนอกจากจางลี่ เจ้าหญิงแห่งตระกูลเทพมารโลหิต

     

    และที่นางต้องมารับทราบคำสั่งจากบิดาและเหล่าผู้อาวุโสเช่นนี้ ก็เพราะตัวนางมีความสำคัญมากต่อตระกูลเทพมารโลหิต เนื่องจากเป็นถึงคู่พันธะของผู้ถือครองโลหิตบรรพบุรุษ

     

    "ลี่เอ่อร์ หากอยากเข้าไปในดินแดนปีศาจสวรรค์ลูกจะเอาแต่ใจตัวเองไม่ได้แล้ว เพราะอย่าลืมว่าสถานะของลูกเปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นลูกต้องมีเซียนสวรรค์เป็นองครักษ์ห้าคนขึ้นไป พ่อถึงจะให้เจ้าเข้าไปได้"จางต้าไป๋ที่นั่งบนหัวโต๊ะกล่าวอย่างจริงจัง

     

    จางลี่ทำท่าทีไม่ค่อยพอใจนัก "ท่านพ่อ นี่ก็สองปีแล้วเรายังมาสายเลือดบรรพบุรุษไม่เจอเลย แบบนี้หากอีกร้อยปีพันปียังหาไม่เจออิสระภาพของลูกก็จะถูกลิดรอนอยู่เช่นนี้น่ะหรือ ลูกว่ามันเกินไปนะเจ้าคะ"

     

    "คุณหนู ท่านต้องเข้าใจ การที่พวกเราทำเช่นนี้ หนึ่งก็เพื่อความปลอดภัยของท่าน เรื่องในดินแดนบรรพบุรุษเมื่อหลายปีก่อนนั้นท่านยังจำมันได้หรือไม่ คุณชายต้องเสียแขนไปแถมยังหวาดกลัวต่อแสงสว่างจนไม่กล้าออกมาจากคฤหาสน์อีกเลย"ผู้อาวุโสท่านหนึ่งกล่าว ทำให้จางลี่ถึงกับเถียงไม่ออก เพราะทุกอย่างที่ผู้อาวุโสคนนั้นพูดล้วนแต่เป็นความจริง ไม่เพียงแต่พี่ชายของนางเท่านั้นแม้แต่นางยังรู้สึกหวาดระแวงในแสงสว่างเช่นเดียวกัน ภาพของชายที่ทำให้พวกนางพ่ายแพ้ในวันนั้นนางเองก็ยังจำได้จนขึ้นใจ

     

    "ส่วนเรื่องผู้ถือครองโลหิตบรรพบุรุษนั้น ไม่ว่าจะพบเจอหรือไม่พวกเราก็ต้องเตรียมตัวเอาไว้ก่อน เพราะเขาเพียงคนเดียวสามารถชี้ชะตาของตระกูลเทพมารโลหิตได้เลยว่าจะเป็นไปในแนวทางไหน จะทำให้รุ่งโรจน์ก็แสนจะง่ายดาย หรือจะทำให้ร่วงโรยก็นับไม่เป็นอะไรได้เหมือนกัน"ผู้อาวุโสอีกท่านกล่าว ตามตำนานได้บอกเอาไว้ หากคู่พันธะโลหิตอยู่ร่วมกันเมื่อใดความแข็งแกร่งของทั้งคู่จะถูกยกระดับให้เหนือกว่ามหาเทพได้อย่างไม่ยากเย็น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เหล่าผู้อาวุโสและผู้นำตระกูลจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ

     

    หากมันเป็นจริงตามที่ตำนานกล่าว นั่นเท่ากับว่าตระกูลเทพมารโลหิตอาจเป็นตระกูลแรกที่มีระดับเหนือกว่ามหาเทพปรากฏขึ้นมาก็เป็นได้

     

    "ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นก็เอาตามที่ท่านผู้อาวุโสว่า แต่คนติดตามข้าขอให้เป็นผู้หญิงก็แล้วกัน เพราะข้าเบื่อกับสายตาที่หยาบโลนของศิษย์ชายของพวกท่านเต็มทน"จางลี่กล่าว เหล่าผู้อาวุโสที่มีศิษย์เป็นผู้ชายถึงกับนิ่งอึ้งและทำสีหน้าไม่พอใจ

     

    ศิษย์นั้นเป็นเหมือนภาพสะท้อนการสั่งสอนของอาจารย์ เมื่อจางลี่บอกว่าศิษย์เหล่านั้นหยาบโลนก็เท่ากับว่าด่าพวกอาจารย์ของศิษย์เหล่านั้นว่าหยาบโลนเช่นเดียวกัน แล้วจะทำให้พวกเขาพอใจได้อย่างไร

     

    "ตกลงตามที่ลูกว่า องครักษ์ของลูกจะเป็นเซียนสวรรค์หญิงห้าคน ส่วนที่เหลือก็แล้วแต่ลูกว่าจะคัดเลือกใครไป"จางต้าไป๋กล่าวตอบรับบุตรสาว จางลี่คว้ากระบี่โลหิตสวรรค์ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังห้องของตนเองในทันที

     

    การเดินทางในครั้งนี้ใช้เวลาสิบวันด้วยกันก็ถึงยังที่หมายซึ่งเป็นประตูมิติขนาดใหญ่ ลั่วอู่หลินที่มองเห็นก็อดยกยิ้มไม่ได้ เนื่องจากเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายจักรวาลที่แผ่ออกมาจากประตูมิติแห่งนี้

     

    ซึ่งมันทำให้ลั่วอู่หลินคาดเดาได้อย่างหนึ่งในทันที มิติแห่งนี้ก็เหมือนกับดินแดนบรรพบุรุษที่มีจุดเชื่อมต่อหลายต่อหลายแห่ง แต่ทว่าจุดเชื่อมต่อเหล่านั้นมันไม่ได้อยู่ในดินแดนมนุษย์หรืออสูร แต่มันคือจักรวาลเขตเหนืออันกว้างใหญ่

     

    หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือในที่แห่งนี้นอกจากมรดกแล้ว ยังต้องเผชิญหน้ากับเผ่าพันธุ์อื่นในจักรวาลที่พลังเซียนสวรรค์ลงมา มิน่าทุกคนถึงได้บอกว่ามันอันตรายนัก เพราะทุกเผ่าพันธุ์ในจักรวาลล้วนแต่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองซึ่งยากต่อการรับมือ

     

    "พระเจ้าปีศาจสวรรค์ถึงกับสร้างดินแดนฝึกซ้อมเป็นตายให้กับคนของตนเองเช่นนี้ ช่างเป็นสถานที่ๆน่าสนใจจริงๆ"