เ้าชายทรงเดินมานั้งที่ม้านั้งข้างๆ ท่านหญิงสาว และตรัสด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มลึกดูมีเสน่ห์ ที่หน้าดึงดูดหญิงสาวใดที่ได้ยินต้องหลงใหล แล้วทรงยิ้มให้ท่านหญิง
ท่านหญิงที่ยังคงใ และมีคนที่กำลังเข้าใจผิดในสิ่งที่พูด จึงทำตัวไม่ถูก
ท่านหญิงตอบกลับเ้าชายด้วยอาการใพร้อมกับรีบลุกขึ้นจากม้านั้งทันที เหตุด้วยเพราะเ้าชายทรงมาประทับอยู่ข้างๆและด้วยความใจึงรีบลุกขึ้นแล้วเดินออกจากมานั้งตัวนั้น โดยไม่ทันได้มองว่ามีกรวดก้อนหินอยู่จึงทำให้ท่านหญิงสะดุด กำลังจะล้มลงไปกับพื้น แต่เ้าชายทรงเห็นว่ากำลังจะล้มลงกับพื้น จึงรีบจับมือขาวและนุ่มของท่านหญิงสาว เพื่อไม่ให้ล้มลงไปกับพื้นเพราะอาจจะเจ็บตัวได้ จึงได้กระชากกลับเข้ามาหาที่ตัวเ้าชาย ด้วยแรงดึงนั้นทำให้ท่านหญิงไม่ทันตั้งตัวอะไรเลยจึงต้องไปตามแรงของเ้าชาย ด้วยแรงนั้นทำให้ตัวท่านหญิงนอกจากจะไม่ล้มลงกับพื้นแล้วกลับลงไปนั้งบนตักของชายหนุ่มผู้นี้แทนโดยที่มืออีกข้างก็กำลังประคองตัวท่านหญิงไว้ ซึ่งทั้ง เ้าหญิง และ เ้าชาย ทั้งคู่ก็ใกับเหตุการณ์นี้เช่นเดียวกันที่มีหญิงสาวมานั้งอยู่บนตัก และ มีมือชายหนุ่มมาประคองไว้ที่เอว ทั้งคู่ได้มองหน้ากัน สบสายตากันและกันด้วยความใ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรกัน ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากในงานเลี้ยง
ดังมาจากท้องฟ้า ทั้งคู่จึงแหงนหน้าขึ้นไปมองมีพลุ ดอกไม้ไฟ ที่ถูกจุดในงานเลี้ยงเพื่อต้อนรับเ้าชาย โดยมีประกายไฟะเิของดอกไม้ไฟเป็วงกว้างแผ่ไปทั่วบนท้องฟ้าคลายกลุ่มดาวที่กระจายไปโดยรอบตัว มีแสงสีต่างๆ สลับกันไป คล้ายกับมีสายรุ้งในยามค่ำคืน ตามมาด้วยพลุลูกแล้วลูกเล่าต่างเปลี่ยนกันเพื่ออวดโฉม แสงสี ในยามราตรีที่มืดมิดให้เปลี่ยนเป็สว่างไสวไปตามแสงสีต่างๆ ของดอกไม้ไฟที่พุ่งทะยายขึ้นไปบนท้องฟ้า
ทั้งคู่แหงนมองดูดอกไม้ไฟที่แผ่กระจายระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้าในค่ำคืนที่มืดมิดไม่มีแม้แต่แสงจันทรา มีแต่แสงสีที่หลากหลายสลับกันไปมาราวกับมีดวงดาวระยิบระยับเต็มไปทั่วบนท้องนภาเบื้องหน้า บรรยากาศใต้ต้นไม้ใหญ่นี้มีเพียงสายลมพัดแ่เบาให้พอรู้สึกใบไม้ขยับ ทั้งคู่จึงเย็นสบายทั้งกายและสบายทั้งใจที่สายตาของทั้งคู่มองเห็นสิ่งที่แปลกตาและสวยงามบนท้องฟ้าเบื้องหน้านี้ จึงยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวผ่านใบที่หน้าแสนสดใสของทั้งคู่
แต่แล้วสายตาของเ้าชายกลับไม่ได้มองขึ้นไปบนท้องนภาที่เหมือนมีดวงดาวระยิบระยับ กลับมองไปที่ใบหน้าของท่านหญิงที่กำลังนั้งอยู่ในอ้อมกอดของตน ที่มีแสงกระทบลงบนใบหน้าตามแสงสีของดอกไม้ไฟ มีนัยตากลมดวงโตเบิกกว้าง ตื่นเต้นที่ได้ชื่นชมมีรอยยิ้มปนหัวเราะของหญิงสาวที่กำลังถูกโอบอุ้มปกป้องภัยด้วยอ้อมกอดจากแขนบุรุษที่กำลังเหมือนถูกต้องมนต์สะกดไม่สามารถให้ละสายตาจากความงาม ความสดใส ที่อยู่ตรงหน้าได้เลย เสียงรอบข้างนั้นดูเงียบสนิดไม่ได้ยินอะไรเลยแม้แต่เสียงดอกไม้ไฟ แต่ได้ยินเพียงเสียงของหัวใจของตนที่กำลังเต้นรัว เหมือนกลองตีออกรบนับร้อยใบ และพูดออกไปว่า
เ้าชายตรัสออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนนุ่ม ดุจใยไหม ไปที่ข้างหูของท่านหญิง ที่ยังไม่รู้ตัวว่าตนนั้น กำลังอยู่ในอ้อนแขนของบุรุษ แต่แล้วทั้งคู่ก็หลุดออกจากภวังค์ที่แสนมีความสุขนี้เพราะมีเสียงเรียกของบ่าวคนรับใช้ของตน ที่ออกตามหาอยู่ทั่วงานเลี้ยง เหตุทั้งคู่แอบออกมาจากงานเลี้ยงเพื่อเดินเล่นในสวยโดยไม่ได้บอก
“ท่านหญิงเ้าค่ะ!” “ท่านชายพ่ะย่ะค่ะ!”
พี่จ้อยและพี่ปิ่นเรียกหาทั้งคู่ ท่านหญิงจึงรีบลุกขึ้นยืนทันที ตามด้วยเ้าชายลุกขึ้นจากม้านั้งตาม
“ท่านหญิงมาทำอะไรอยู่ตรงนี้เ้าค่ะ เป็อะไรหรือเปล่า ข้าเ้าตามหาทั่วงานเลยเ้าค่ะ”
พี่ปิ่นรีบเข้าไปหาท่านหญิงของตน ตรวจจับดูโดยรอบกาย เพื่อว่าท่านหญิงโดนทำร้ายอะไรหรือเปล่า
“ท่านชายเ้าค่ะ ทรงทำร้ายอะไรท่านหญิงของข้าเ้าหรอเ้าค่ะ”
พี่ปิ่นถามเ้าชายที่ยืนอยู่เื้ันายของตน
“เ้านายของข้าไม่ทรงทำแบบนั้นหรอก เ้าสบายใจได้”
พี่จ้อยรีบพูดขึ้นมาทันที พร้อมกับเข้าไปหาเ้าชายเพื่อตรวจดูรอบกายเช่นกัน
“ข้าไม่เป็อะไร ไม่ได้โดนใครทำร้ายอะไร ข้าสบายดี พวกเราอยู่ในคุ้มหลวงนะใครจะกล้าเข้ามาทำร้ายข้าได้”
ท่านหญิงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นแล้วหันกลับไปมองที่เ้าชาย ที่มีพี่จ้อยกำลังตรวจเช็กโดยรอบร่างกาย ยกแขนขึ้นลง จับแขนจับขาจับไปทั่วตัว เพื่อเช็กความปลอดภัยเพื่อให้สบายใจถึงความปลอดภัยของเ้าชาย แต่ด้วยเ้าชายก็อยากให้พี่จ้อยสบายใจจึงยอมให้จับแขนขึ้นลง แต่เมื่อท่านหญิงหันมามองที่เ้าชาย เ้าชายได้แต่ยืนฝืนยิ้มให้ ด้วยทั้งอายและเขิน ที่บ่าวของตนกำลังทำอยู่
![]()
“ท่านหญิงไม่เป็ไรก็ดีแล้วเ้าค่ะ เ้าพ่อของท่านหญิงจะทรงเสด็จกลับคุ้มแล้วเ้าค่ะ”
พี่ปิ่นจึงรีบพาท่านหญิงเดินออกจากใต้ต้นไม้ใหญ่นั้นทันที
“ท่านชายทรงอยู่กับท่านหญิงผู้นี้ได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
ด้วยความอยากรู้ของพี่จ้อยที่กำลังตรวจเช็กยังไม่เสร็จสักที ถามเ้าชายทันทีเมื่อพี่ปิ่นพาท่านหญิงออกไป
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”
เ้าชายตรัสออกมาเพียงเท่านี้ แล้วเดินออกจากใต้ต้นไม้ใหญ่นั้นทันที เหลือเพียงแต่พี่จ้อยที่กำลังงงอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น
“ท่านชายทรงรอกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อพี่จ้อยรู้สึกตัวจึงวิ่งตามผู้เป็นายของตนไปที่ประตูคุ้มหลวง
เหล่าเชื้อพระวงศ์ และขุนนางที่มาร่วมงานในคืนนี้ ต่างกำลังจะเสด็จกลับคุ้มกลับเรือนของตนจึงเข้ามาลาเ้าหลวงและเ้าชายแห่งกรุงนครที่ทรงยืนรอหน้าประตูคุ้มหลวง มีท่านหญิงจากคุ้มต่างๆที่ได้รับเชิญมางานเลี้ยงในครั้งนี้โดยท่านหญิงสาวเ่าั้พยายามมองเพื่อสบตากับเ้าชายแต่เ้าชายกลับเมินมองไปทางอื่นบ้างมองที่เ้าหลวงบ้างเพื่อหาเื่คุยสนทนาแทน แต่ผิดกับท่านหญิงองค์หนึ่งที่มาจากคุ้มเ้าอินทร์ โดยมีเ้าอินทร์เดินนำเข้าไปหาเพื่อแนะนำบุตรชายทั้งสองและบุตรสาวของตน
“ถวายบังคมเ้าหลวงพ่ะย่ะค่ะ ผู้นี้คือบุตรชายองค์โตของกระหม่อมนามว่า เ้าคำแก้ว ส่วนองค์รองนามว่า เ้าบัวคำ ส่วนหญิงสาวข้างหลังกระหม่อมมีนามเ้าจันทร์นวล”
ท่านหญิงจึงเดินออกมาจากด้านหลังเ้าพ่อ แล้วมาถวายบังคมเ้าชาย และเ้าหลวง เ้าชายเมื่อเห็นท่านหญิงเดินออกมา หัวใจนั้นเต้นรัวๆ เหมือนกลองศึกออกรบอยู่เสมอๆ เ้าชายได้แต่ส่งยิ้มที่สุดแสนมีเสน่ห์นั้นออกมาจากใบหน้าที่เขินอาย เพียงเท่านี้ก็ทำให้ท่านหญิงจากคุ้มอื่นๆ ที่มาร่วมงานต่างอิจฉาขึ้นมาทันที แต่ไม่เพียงเท่านั้นเ้าชายเดินเข้าไปหาท่านหญิงโดยมีเ้าอินทร์ยื่นอยู่ข้างๆแล้วตรัสว่า
“ข้าต้องขอโทษเ้าด้วย ทั้งเื่เมื่อเช้าและเมื่อเย็น ...... พรุ่งนี้ข้าจะไปคุ้มเ้า”
แล้วหันกลับไปทรงตรัสต่อกับเ้าอินทร์ว่า
“เพื่อไปคุยราชการสำคัญกับเ้าอินทร์ที่คุ้ม”
ตอนนี้เสียงที่ได้ยินเป็เสียงหัวใจเต้นรัวแรง แต่ไม่ใช่ของชายหนุ่มผู้นั้น แต่กลับกลายเป็หญิงสาวที่เสียงหัวใจนั้นเต้นรัวๆ ราวจะหลุดออกจากอกยังไงๆ ไม่รู้
![]()