แค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ!

    บทที่ 68: จ้อยเป็นกระรอก... ที่ไม่ยอมยกขา!

    ณ ลานสโมสรสันนิบาตทิพย์ริมสระโบกขรณีอันเป็นที่ประทับชั่วคราวของเหล่าทวยเทพและผู้ทรงศีลบรรยากาศรอบข้างอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของบัวสวรรค์แปดประการ ลมพัดเอื่อยๆ หอบเอาไอทิพย์สีขาวนวลลอยวนเวียนอยู่รอบกายแต่สำหรับเจ้ากระรอกจ้อยในยามนี้อากาศที่เคยสบายกลับร้อนรุ่มประดุจยืนอยู่หน้าเตาหลอมของพระวิศวกรรม

    เมื่อเห็น จ้อย ออกอาการ"ขนพองสยองเกล้า" จนตัวกลมดิบท่าทางเหมือนลูกบอลขนฟูๆดวงตากลมโตสั่นระริกด้วยความกลัว เหล่า คณะบรมครูฤาษีแห่งสวรรค์ และ ราชสีห์ขนคำสัตว์ทรงของ พระพาย (เทพแห่งลม) ต่างก็หันไปสบตากันแววตาแต่ละคู่ฉายแววเจ้าเล่ห์และ "ความขี้แกล้ง" ออกมาอย่างปิดไม่มิดพวกเขาพบ "เหยื่อ"ชั้นดีที่จะมาช่วยแก้เบื่อในงานเลี้ยงที่ยาวนานนี้แล้ว

    พระฤาษีตบะเดช (บรมครูผู้ถือพระขรรค์ทิพย์)แสร้งลูบเคราขาวเฟิ้มที่ยาวจรดตักเบาๆทำหน้าขรึมประดุจผู้หยั่งรู้ชะตาฟ้าดินที่น่าสลดใจ แล้วทอดถอนใจยาวเหยียด:"เฮ้อ...กฎอาญาสวรรค์นั้นช่างโหดร้ายและเที่ยงธรรมจนน่ากลัวนักเจ้ากระรอกเอ๋ยใครเล่าจะรู้ว่าเพียงก้าวพลาดก้าวเดียว อาจหมายถึงจุดจบของตบะบารมีที่บำเพ็ญมานับพันปี"

    พระฤาษีพรหมมุนี(บรมครูผู้ขี่ลาทิพย์) พยักหน้าหงึกๆ ตามจังหวะที่ลาทิพย์กำลังเคี้ยวหญ้าแก้วเสริมรับด้วยน้ำเสียงหม่นหมอง: "ใช่แล้วท่านพี่... กฎก็คือกฎใครจะกล้าฝ่าฝืนอาญาสิทธิ์ของ องค์เทวราชเจ้าฟ้า (พระอินทร์)ผู้เป็นใหญ่เหนือดาวดึงส์ได้ หากนางรำองค์ใดขัดพระทัยหรือทำลายบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์นี้... บทลงโทษย่อมหนักหนาสาหัสนัก"

    ราชสีห์ขนคำเห็นจ้อยเริ่มตัวสั่นงันงกก็แสร้งสะบัดแผงคอสีทองอร่ามด้วยท่าทางหดหู่ประหนึ่งสูญเสียสหายรัก:"จุดจบของคนที่ทำพลาดในงานสโมสรนี้... บอกเลยว่า 'เละ' ยิ่งกว่าขนมจีนน้ำยาหน้าวิมานเสียอีกข้าเคยเห็นนางอัปสรบางองค์ถูกถอดถอนรัศมีทิพย์กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนในป่าหิมพานต์เพียงเพราะรำผิดจังหวะไปเพียงนิดเดียวเองนะจ้อย"

    จ้อย ได้ยินดังนั้นก็น้ำตาคลอเบ้าใจคอหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ในหัวของเขาจินตนาการไปถึงร่างบางของ นายหญิงที่ต้องถูกโซ่ตรวนทิพย์พันธนาการ หรือถูกขับไล่ลงไปอยู่ในที่มืดมิดเขาละล่ำละลักถามด้วยความตระหนกจนหูตั้ง: "นะ... นายหญิงของผมจะโดนอะไรเหรอครับ? พวกปู่ฤาษีอย่าขู่ผมดิ!ท่านเป็นคนดีนะ ท่านแค่... ท่านแค่ไม่ได้ซ้อมรำมาเยอะเท่านั้นเอง!"

    ดาบสเขจร (พระฤาษีไม้เท้าเหล็ก)ยันไม้เท้าเหล็กกะเผลกเข้ามาหาจ้อย เสียงไม้เท้ากระทบพื้นแก้วดัง ฉึก ฉึกฟังดูน่าเกรงขาม ท่านยื่นมือหยาบกร้านมาตบหัวเจ้าตัวน้อยเบาๆ อย่างเวทนา (ปลอมๆ) :"อย่ากังวลไปเลยจ้อยปกติท่านพระอินทร์ท่านก็แค่ใช้พระขรรค์ทิพย์ที่ท่านพี่ตบะเดชถืออยู่นั่นน่ะ...บั่นเศียรทีเดียวจบ ไม่เจ็บหรอก... มั้งนะ?"

    "ไม่เจ็บ?!"จ้อยโวยวายลั่นจนเกือบจะหงายหลังตกโต๊ะ"ไม่เจ็บก็ลองมาโดนเองดิปู่! นี่มันชีวิตนายหญิงทั้งองค์เลยนะ!ท่านปู่พูดเหมือนปลอกกล้วยเข้าปากไปได้!"

    ดาบสเขจร หัวเราะหึๆ ในลำคอดวงตาที่เป็นประกายของผู้มีอิทธิฤทธิ์จ้องมองจ้อย:"ข้าคงไม่ลองหรอกข้ายังอยากเหาะเหินไปทั่วสวรรค์อยู่แต่เจ้าจ้อยลองสังเกตดูสิ ในงานวันนี้มีเหล่านางอัปสรออกมาร่วมงานน้อยกว่าเทวดาตั้งเยอะเห็นไหม? โดยเฉพาะพวกที่ต้องออกมารำถวายมือน่ะ...หายไปไหนหมดน้า?"

    จ้อยรีบกวาดสายตามองไปรอบๆสระโบกขรณีอันกว้างใหญ่ เออ... จริงด้วยว่ะ!ส่วนใหญ่มีแต่พวกเทวดาหน้าหนวดขี้โม้ที่นั่งดวลน้ำอมฤตกัน ส่วนนางฟ้าสวยๆมีอยู่แค่หยิบมือเดียว! จ้อยเริ่มใจเสียสุดขีด จินตนาการของเขาเริ่มเตลิดไปไกลหรือว่าพวกนางโดน 'ลงทัณฑ์' ไปหมดแล้วเพราะรำไม่ถูกใจองค์เทวราชจริงๆ?!

    ความรักและความภักดีที่มีต่อ นายหญิงมันบดบังความกลัวตายไปจนสิ้น จ้อยอยู่เฉยไม่ได้แล้ว!เขาลุกขึ้นยืนบนโต๊ะอาหารทิพย์ ยืดอกเล็กๆ ขึ้นท่ามกลางสายตางุนงงของเหล่าฤาษีแล้วประกาศกร้าวด้วยเสียงที่ดังที่สุดเท่าที่กระรอกตัวหนึ่งจะทำได้:

    "ท่านปู่ฤาษี!ขอยืมพระขรรค์หน่อย! เดี๋ยวพอถึงคิวนายหญิงผมรำ ถ้าใครหน้าไหนกล้าแตะต้องนางหรือส่งเสียงตำหนิแม้เพียงคำเดียว ผมจะพุ่งเข้าไปฟันให้เรียบ!ต่อให้ต้องตายกลายเป็นเถ้าธุลีบนสวรรค์ ผมก็ไม่ยอมให้ใครรังแกนายหญิงเด็ดขาด!ตายเป็นตาย!"

    เหล่าบรมครูฤาษีและราชสีห์ขนคำนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจก่อนที่ความเงียบนั้นจะถูกพังทลายลงด้วยเสียงหัวเราะที่ดังสนั่นไปทั่วชั้นฟ้าราชสีห์ขนคำ ถึงกับนอนหงายกลิ้งขำขี้แตกขี้แตนกลางพรมแก้ว: "โอ๊ย... 'ข้าไม่ได้กะจะอยู่จนแก่นอนตาย' เท่เหลือเกินเจ้ากระรอกน้อย! ฮ่าๆๆ!ใครเขาจะฆ่าแกงกันเรื่องรำไม่สวยล่ะจ้อยเอ๋ย พวกข้าแค่ 'แกง'เจ้าเล่นเฉยๆ สวรรค์น่ะไม่มีบทลงโทษปัญญาอ่อนแบบนั้นหรอก!"

    ความโกรธของ จ้อยพุ่งปรี๊ดจนขนสีน้ำตาลลุกชัน!เขารู้สึกเหมือนเป็นตัวตลกที่โดนคนแก่กับสิงโตเจ้าเล่ห์หลอกจนหัวหมุน 'ในเมื่อตีไม่เจ็บ...ในเมื่อข้าทำอะไรพวกท่านไม่ได้ งั้นข้าขอใช้ วิชามหาโจร ที่ระบบเพิ่งจะประเคนให้เมื่อกี้หน่อยเถอะ!'

    จ้อยหลับตาลงรวมสมาธิไปที่กลางหว่างคิ้ว พึมพำพระเวทเสียงรัวเร็วและดุดัน:"เงินมึงก็คือของกู ของของมึงก็คือของกู แม้แต่กางเกงในมึงก็คือของกู...แม้แต่เส้นขนก็ไม่เหลือให้มึงเห็น พุทธัง บังตา ธัมมัง บังตา สังฆัง บังตา!"

    สิ้นคำท่องคาถาที่แฝงไปด้วยความแค้นจ้อยพุ่งปราดเข้าหา ราชสีห์ขนคำ ที่กำลังขำจนหมดแรงอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบแล้วฟาดอุ้งเท้าจิ๋วที่วาบแสงสีเทาหม่นเข้าที่สีข้างอย่างจัง!

    "วิชามหาโจร:ฉกฟ้าขโมยดิน!"

    วิ้งงงง!

    เสียงกระดิ่งใสๆ ดังขึ้นในหัวพร้อมกับบางสิ่งบางอย่างที่เป็นนามธรรมแต่อันตรายยิ่งนักอันตรธานหายไปจากตัวราชสีห์ขนคำ!

    "ไอ้ปัดโธ่เอ๊ย!ระบบเฮงซวย! ขโมยบ้าอะไรของแกเนี่ย?!" จ้อยสบถลั่นทันทีเมื่อเห็นแจ้งเตือนผลลัพธ์ที่ได้รับ

    ราชสีห์ขนคำยังไม่รู้ตัวเขายังคงขำอุตุและแสร้งทำเป็นปัดป้อง: "เป็นไง?หายซ่าหรือยังเจ้ากระรอก? มาต่อยสีข้างข้าทำไ..."แต่พูดยังไม่ทันจบ พี่ราชสีห์ก็เริ่มทำหน้าเลิ่กลั่กสุดขีดแววตาที่เคยน่าเกรงขามเปลี่ยนเป็นความสับสนวุ่นวายเขาพยายามจะขยับตัวแต่ขาหลังกลับดูงกๆ เงิ่นๆ

    นั่นเป็นเพราะสัญชาตญาณอันเป็นเอกลักษณ์ของราชสีห์ขนคำอย่างการ "ยกขาทำธุระเพื่อประกาศอาณาเขต"อันเป็นเครื่องหมายแห่งอำนาจของเจ้าป่า บัดนี้มันถูกจ้อยฉกไปเสียเกลี้ยง!ตอนนี้ราชสีห์ผู้ยิ่งใหญ่ถึงกับ "ทำธุระไม่เป็น"และลืมวิธีแสดงอำนาจไปเสียแล้ว!

    ส่วนจ้อย...ตอนนี้ในหัวมีหน้าต่างแจ้งเตือนสีแดงฉานขยิบเตือนรัวๆ!

    [แจ้งเตือน: ท่านได้รับทักษะเฉพาะตัว'สัญชาตญาณเจ้าป่ายกขาทำอาณาเขต' (ชั่วคราว)- ผลเสีย: ท่านจะรู้สึกอยากหาโคนต้นกัลปพฤกษ์เพื่อยกขาประกาศอาณาเขตทุกๆ 5 นาที!]

    จ้อยมองมือตัวเองแล้วอยากจะร้องไห้"ผมเป็นกระรอกนะเฟ้ย! ไม่ใช่สิงโต!แล้วสวรรค์นี่มันมีโคนต้นไม้ให้ผมยกขาประกาศอาณาเขตไหมเนี่ย?!" จ้อยรู้สึกได้ถึงแรงดันประหลาดที่พุ่งไปที่ขาหลังข้างขวามันสั่นระริกเหมือนจะดีดตัวขึ้นมาเองตามสัญชาตญาณใหม่ที่เพิ่งได้มา

    ในขณะที่ราชสีห์ขนคำเริ่มเดินเก้ๆกังๆ วนไปมาอย่างเสียศูนย์เพราะทำอาณาเขตไม่ถูกท่า จ้อยก็ได้แต่นั่งตัวสั่นงันงกอยู่บนโต๊ะอาหารพยายามรวบรวมกำลังภายในทั้งหมดที่มีเพื่อหนีบขาตัวเองไว้พลางท่องในใจประดุจเจริญสติภาวนาไปถึง5 นาที

     

    คล้ายกับเรื่องแค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ! ที่คุณอ่าน