ตอนที่หนึ่งร้อยห้าสิบเจ็ดคนที่พระเจ้ารัก
หากเราอ่านนิยายอิเซไคของพวกแผ่นดินใหญ่
พวกเขาจะบรรยายว่าชาวพื้นเมืองนั้นคือพวกตัวดำไม่ใส่เสื้อผ้า นอนขี้เกียจ
อิจฉาชาวฮั่นที่ขยันขันแข็งทำงานเก็บเงินมากกว่า
ทั้งที่ชาวฮั่นเชื่อฟังไม่อยากมีเรื่องเป็นประชาชนที่แสนดี
ทั้งที่หากดูจากประวัติศาสตร์กฎหมายอั้งยี่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเพราะต้องการจัดการกับชาวฮั่นที่แสนดีพวกนี้ล้วนๆเพราะกฎหมายอาญาปรกติไม่สามารถใช้ได้ผลกับการรวมตัวกันจำนวนมากเป็นองค์กรของชาวฮั่นที่แสนดีพวกนี้
ว่าชาวฮั่นที่แสนดีพวกนี้นั้นสามารถกลายเป็นคนหนึ่งในสามคนของประเทศที่มีการนำรถยนต์เข้ามาในประเทศได้และหนึ่งในสองคนนั้นคือกษัตริย์กับเชื้อพระวงศ์ก็แสดงออกให้เห็นว่าผู้นำของชาวฮั่นที่แสนดีที่มาทำงานนั้นร่ำรวยเพียงใดในประเทศที่เต็มไปด้วยลิงกังไม่ใส่เสื้อผ้าตามความเห็นของพวกเขา
และความวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อทางประเทศต้องการจะเก็บภาษีชาวฮั่นที่แสนดีพวกนั้น
“ให้เท่ากับชนพื้นเมือง”
การเก็บภาษีอย่างเท่าเทียมกันคือการทำให้ชาวฮั่นที่แสนดีพวกนี้ก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองแล้วมาตั้งแต่ครั้งประวัติศาสตร์
แต่ในตำราของแผ่นดินใหญ่มีแนวคิดว่าชาวพื้นเมืองนั้นขี้เกียจตัวเป็นขนรักสบาย ไม่แสวงหาความก้าวหน้าฯลฯ
สู้ชาวฮั่นที่เป็นคนที่แสนดีขยันขันแข็งก็ยังไม่ได้นั่นเอง
เราสามารถมองได้ว่าความจริงแล้วความสามารถไม่ต่างกันมากนักในแง่ที่ว่าพอตระกูลชาวฮั่นที่แสนดีกลายเป็นกลืนไปกับชนพื้นเมือง
โดนเก็บภาษีได้รับการเรียนภาษาแบบเดียวกัน
ก็กลายเป็นกลืนกันไปในสังคม
ปัญหาปัจจุบันที่เกิดขึ้นในเรื่องขององค์กรอาชญากรรมของชาวฮั่นที่แสนดีมาเกิดอีกครั้ง
อาจจะเป็นเพราะว่าชาวฮั่นที่แสนดีที่มาใหม่นั้นไม่ได้ถูกกลืนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นนิสัยอย่างชนพื้นเมืองไป
ยังมีนิสัยการตัดนิ้ว ลักพาตัวไปเพื่อทวงหนี้กระทำอาชญากรรมอยู่แบบที่เคยทำกับแผ่นดินใหญ่
เรื่องตลกของการศึกษาประวัติศาสตร์คือ
เราอ่านไปอ่านมาบางครั้งต้องขยี้ตาว่าเราอ่านซ้ำไปหรือไม่
แต่ความจริงเราไม่ได้อ่านซ้ำแค่ปัญหาแบบเดิมนั้นเกิดขึ้นซ้ำๆหลายครั้งในประวัติศาสตร์
เราวนลูปเจอกฎหมายอั้งยี่องค์กรอาชญากรรมของชาวฮั่นที่อพยพมาอีกครั้ง
ว่ามีมุกเดิมที่มองว่าชาวบ้านพื้นเมืองนั้นขี้เกียจไม่ขยันขันแข็งอย่างชาวฮั่นเลยยากจน
โดยพยายามแกล้งๆลืมไปว่าปัญหาความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเพราะพยายามจะเก็บภาษีชาวฮั่นที่อพยพให้เท่ากับชนพื้นเมืองในประวัติศาสตร์
แต่หากจะเอาความเรซิสม์แบบคนสกินเฮ้ดผิวขาวมากล่าวนั้นคิดแบบเดียวกับชาวฮั่น
ว่าชาวพื้นเมืองไม่ต่างกับลิงกัง
มีชีวิตอยู่ตามธรรมชาติ
ไม่ยอมทำงานเพราะรู้ว่าเดินไปในป่าก็มีของกิน
ยอมลำบากอยู่อย่างนี้แต่ไม่ยอมทำงานหนักอย่างเด็ดขาด
มีคนบางคนอธิบายว่าพวกเส้นศูนย์สูตรจะติดนิสัยอย่างหนึ่ง
แต่เราอาจจะอธิบายได้ในแง่ของความเชื่อในพระเจ้าก็ว่าได้
ว่าชาวเส้นศูนย์สูตรมักคิดว่าตนเองคือคนที่พระเจ้ารัก
ธรรมชาตินั้นโอบอ้อมอารีย์ให้อาหารแก่ตนเราควรจะเคารพรักธรรมชาติ
ธรรมชาติคือเทพเจ้าที่ดีที่เราควรปกป้องเอาไว้
แต่คนเท็กซัสที่โดนหิมะถล่ม จะเปิดก๊อกน้ำก็ก้อนน้ำแข็งอุดตันน้ำไม่ไหล
จะไม่มองแม้แต่น้อยว่าเทพเจ้าเป็นเทพที่มีใจเมตตา
ทฤษฎีที่น่าจะตรงกว่าคือ
ดินแดนที่มองว่าเทพเจ้านิสัยโหดร้ายนั้นมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากกว่า
คนเท็กซัสบ่นเรื่องการสร้างบ้านอย่างย่ำแย่ไม่มองล่วงหน้าในการสร้างบ้านให้ป้องกันน้ำแข็งจับ น้ำแข็งในท่อ
เทพเจ้าที่โหดร้ายทำให้พวกเขาไม่ไว้ใจธรรมชาติ พยายามจะวางแผนล่วงหน้า
ส่วนคนที่เทพจ้ารักเทพเจ้ามีความเมตตาให้อาหารตลอดเวลา ให้อากาศอบอุ่นตลอดทั้งปีสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างสบายไม่จำเป็นต้องวางแผนเพิ่มเติมหรือพยายามผลิตให้ได้มากกว่าเดิมแต่ประการใด
และบอกว่าพวกเขาผิดหรือ?
ในเมื่อทางรัฐบอกว่า
ประเทศนี้ดีในน้ำมีปลาในนามีข้าว
พวกเขาก็เชื่อว่าลงไปปักเบ็ดหรือเข้าป่าก็จะมีอาหารให้กินเสมอ
ที่หาอาหารกินไม่ได้ในป่าเพราะเจ้าหน้าที่ป่าไม้ป้องกันโดยการจับเราที่พยายามจะไปล่าเสือดำเลียนแบบรพินทร์ไพรวัลย์จอมพรานเท่านั้นเอง
แต่หากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไม่มาเบรกเราเอาไว้เราต้องล่าสัตว์ได้แบบท่านพรานใหญ่อย่างแน่นอน
แต่หากเราสังเกตจากคำกล่าว
ในน้ำมีปลาในนามีข้าว
มันคือการผลิตทางการเกษตรระดับปฐมภูมิ ที่แทบไม่ผ่านการแปรรูปหรือประยุกต์ใช้ด้วยเทคนิคทางอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่สูงขึ้นได้ของปริมาณมากขึ้นแต่อย่างใด
ทั้งที่ในโลกนี้มันเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมตั้งนานแล้ว
แต่หลายๆคนทำกับว่าเทคโนโลยีการบินบนฟ้าเอาระเบิดนิวเคลียร์ไปลงประเทศอื่นเป็นเรื่องเพ้อฝันและมองควายเหล็กคือผีป่าซาตาน
สรุปได้ว่าคนที่พระเจ้ารักนั้นราวกับว่าพวกเขาอยู่อีกโลกหนึ่ง
ที่ไม่เจอกับอากาศหนาวไม่ต้องใส่เสื้อผ้าก็อยู่ได้อย่างสบายไม่จำเป็นต้องผลิตเสื้อผ้าในทางอุตสาหกรรมจำนวนมากเพื่อป้องกันคนในประเทศหนาวตาย
ตำนานเรื่องเล่าของพวกเขาให้เคารพธรรมชาติและให้อยู่กันอย่างมีความสุขเช่นว่านั้นโดยรักษาธรรมชาติให้คงเดิม
ก็ไม่ใช่เรื่องผิด
ยกเว้นโลกใบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องราวที่มีเรื่องเล่าเพียงเรื่องเดียว
แต่ราวกับจักรวาลมาร์เวลที่มีการครอสโอเวอร์
การมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขของคนที่พระเจ้ารักมาหลายชั่วรุ่นในประวัติศาสตร์นั้นสิ้นสุดลงเมื่อมีอารยธรรมอื่นๆเข้ามาเช่นคนขาวที่มีปืน หรือชาวฮั่นที่ใช้องค์กรอาชญากรรมอั้งยี่ซ่องโจร
ทำให้คำสอนที่ได้ฟังมาจากปู่ย่าตายายบรรพชน ไม่สามารถช่วยเราได้เมื่อเจอปืนของคนขาวหรือการตัดนิ้วและลักพาตัวขององค์กรอั้งยี่
ว่าชาวแผ่นดินใหญ่รู้สึกว่า
ทำไมสวรรค์มอบของดีให้ชนพื้นเมืองทำไมไม่กลายมาเป็นของเรา เราจะทำให้ดีกว่านี้
ดินแดนที่ปลูกพืชผลได้สามครั้งต่อปีไม่มีหิมะฤดูหนาว
หากอยู่ในมือชาวฮั่นเราที่เข้มแข็งเราจะทำให้ยิ่งใหญ่ได้มากกว่านี้
แนวคิดล่าอาณานิคมก็เลยเริ่มขึ้นในประเทศที่ต้องการใช้ทรัพยากรมหาศาลอย่างไต้หวันตะวันตกนั้นเอง
อย่างที่ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่เราไม่จำ
ว่าคนขาวพยายามเบรกๆตนเองไปแล้วว่ามันไม่เวิร์กเพราะจะเกิดความเสียหายมหาศาลหากไปล่าอาณานิคม
แต่ชาวฮั่นที่ยิ่งใหญ่กลับไม่เชื่อเช่นนั้น
เชื่อว่าคนขาวนั้นโง่เขลา
ให้พวกตนเองไปล่าอาณานิคมสิ
ตนเองจะไม่ทำผิดพลาดอย่างที่คนขาวเคยทำมา
เลยเป็นเรื่องของความขัดแย้งและแย่งชิงทรัพยากรนั้นเอง
ซึ่งผมก็คิดว่าต้องหาทางทำอะไรสักอย่างที่พัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศนี้
จะได้ไม่โดนพวกชาวฮั่นพวกนี้มาล่าอาณานิคมพวกเราในอนาคต
เทพเจ้ารักมอบอาหารและดินแดนที่อยู่อย่างสบายให้กับพวกเรา
แต่มันป้องกันคนด้วยกันไม่ได้
คนด้วยกันจะป้องกันกันเองต้องคิดอย่างแดนอินทรีย์ที่ต้องใช้ปืนของเราเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ผมถึงไม่ได้ยึดปืนพวกแก๊งเสือดำ
แต่ใหพวกเขาฝึกช้ปืนแบบทหารและนำพวกเขาวิ่ง
“องอาจคุ้มภัย ป้องกันปัจจา”
ผมร้องเพลงนำพวกเสือดิ่งขึ้นเขาโดยแบกของห้าสิบกิโลกรัมไปด้วยแบบเรื่องบากิ