ในระหว่างการเดินทางไกล ริชาร์ดก็ได้ตระหนักว่าพ่อของเขาคือบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ เขากำลังมองดูคาบสมุทรอาซานที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งมีเมืองที่มีประชากรมากกว่า 100,000 คน เมืองถูกสร้างขึ้นไปตามแนวชายฝั่ง มันดูเหมือนกับเส้นโค้งที่ยืดไปถึงหมู่เกาะของทะเลอเพนไนน์ บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือมีความสูงชัน แผ่นดินที่มีลักษณะเป็ชิ้นแคบๆและยาวนี้เหมือนกับอสูรที่กำลังนอนหลับกั้นกลางระหว่าง์กับทะเล
บ้านและถนนของอาซานถูกวางอย่างมีระบบ กำแพงสูงกว่า 20 เมตรถูกสร้างขึ้นล้อมรอบเมืองเพื่อป้องกันภัยให้แก่ผู้อยู่อาศัย ดินแดนอันกว้างใหญ่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์และน้ำจืดที่มีอยู่ตลอดทั้งปีซึ่งไหลผ่านชานเมือง มีแม่น้ำไรน์เป็แม่น้ำสายสำคัญตัดผ่านกลางเมืองและไหลลงสู่ทะเล มันมอบความอุดมสมบูรณ์ให้กับเมืองนี้อย่างไม่รู้จักจบสิ้น
ปราสาทแบล็คโรสตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาเหนือเขตเมือง ด้วยการก่อสร้างที่ซับซ้อนและยิ่งใหญ่ทำให้สามารถเป็ที่อยู่ของนักรบมากกว่า 3,000 ชีวิตได้ เครื่องเหวี่ยงหินมากมายถูกสร้างอยู่ตามหอคอยและแนวกำแพงของปราสาท แม้กระนั้น จนถึงตอนนี้พวกมันแต่ละอันก็ยังไม่เคยถูกใช้เลยสักครั้ง ไม่เคยมีศตรูที่ผ่านกำแพงของเมืองเข้ามาได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงเื่บุกปราสาท
ปราสาทของแต่ละเมืองมักจะถูกออกแบบมาอย่างดีที่สุด สถาปนิกจะประณีตและระมัดระวังในทุกรายละเอียด มีการเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มกลไกที่ซับซ้อนเพื่อสร้างระบบป้องกันที่มั่นคงปลอดภัย เชิงเทินหรือใบเสมาบนกำแพงปราสาทที่ทำจากไม้สามารถยืดและหดได้ และทางเข้าเมืองที่เหมือนกับอุโมงค์มีประตูระบายน้ำอย่างน้อยๆ 5 บานที่มีความลึกมากกว่า 10 เมตร และมีกับดักอื่นๆอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ว่ากันว่าเพียงแค่ใช้ทหาร 1000 คน ก็สามารถป้องกันปราสาทนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบตราบใดที่พวกเขายังมีเสบียงเพียงพอ
นักเดินทางจำนวนมากจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาเพื่อเยี่ยมชมเมืองนี้ แต่ละคนก็มีแรงจูงใจของตัวเอง แต่พวกเขาทั้งหมดต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าสถาปนิกที่ออกแบบปราสาทแบล็คโรสเป็นั้นเป็อัจฉริยะ แม่ทัพจากตระกูลชั้นสูงเคยถูกเชิญมาเพื่อวิเคราะห์ระดับการป้องกันของปราสาทแห่งนี้ และเขาก็สรุปว่าแม้จะด้วยกองทัพที่มีอาวุธชั้นดีพร้อมด้วยทหารอีก 50,000 คน และยุทโธปกรณ์ที่ดีที่สุดก็ไม่ง่ายเลยที่จะฝ่าแนวป้องกันที่แข็งแกร่งของปราสาทไปได้ ด้วยกำลังรบในระดับที่ว่ามานี้ หากจะบุกยึดปราสาทให้สำเร็จก็ยังต้องแลกมาด้วยความเสียหายที่ต้องจ่ายในราคาแพง
อย่างไรก็ตามปราสาทนี้ก็ยังไม่เคยถูกทดสอบ ลอร์ดคนก่อนไม่เคยสนใจในระบบการป้องกัน และแม้ว่าพวกเขาจะมีกองทัพที่อ่อนแอกว่าศัตรู แต่พวกเขาก็จะใช้ข้อได้เปรียบจากทำเลที่ตั้งที่มีฐานที่มั่นอยู่บนยอดเขาขนาดใหญ่เพื่อสังหารศัตรู โดยจะใช้รูปแบบของากองโจร และไม่ว่าจะเจอกับศัตรูแบบไหนพวกเขาก็ไม่เคยแพ้
ความบ้าระห่ำของอาเครอนเป็ที่รู้จักกันดีในสหพันธ์ศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีใครอยากที่จะต่อกรกับคนบ้าเหล่านี้ โดยเฉพาะเมื่อตระกูลมีผู้หนึ่งที่ถูกขนานนามว่าเป็อัจฉริยะที่สุดตลอดกาล เคยมีคนพูดว่าการรวมกันระหว่างความบ้ากับความอัจฉริยะช่วยเพิ่มความยิ่งใหญ่ของตระกูลได้เป็ทวีคูณ ดยุกโจเซฟแห่งคาบสมุทรเรน่อนเคยเป็ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาเครอน กองทัพทหาร 20,000 คนของเขาพ่ายแพ้ให้กับกองทัพของอาเครอนในการสู้รบที่ยาวนานและรุนแรง มีผู้รอดชีวิตกลับมาไม่ถึง 10 คน และนี่ไม่ใช่กองทัพธรรมดาทั่วๆไปเพราะกองทัพของโจเซฟได้รับการขนานนามว่าเป็หนึ่งในกองทัพที่ดีที่สุดในทวีป
ตระกูลอาเครอนมี 2 มาร์ควิส และ 7 เอิร์ล * ซึ่งเป็ตระกูลที่กำลังพัฒนาขึ้นมาใน่หลายร้อยปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีไวเคานต์และบารอนอีกเป็จำนวนมาก ตระกูลนี้ถือครองดินแดนกว่า 25 ล้านเอเคอร์ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ประวัติศาตร์ที่เก่าแก่และยาวนาน แต่ความแข็งแกร่งและอิทธิพลของพวกเขาในสหพันธ์ศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ใช่น้อยๆ มันน่าแปลกที่แม้ว่าพวกเขาจะได้ตำแหน่งสูงๆหลายตำแหน่ง แต่ภายในตระกูลกลับไม่มีผู้ที่มีบรรดาศักดิ์เป็ดยุก และไม่ต้องพูดถึงแกรนด์ดยุก แต่พวกเขาก็มีกองทัพที่ยิ่งใหญ่ เมจที่ทรงพลัง วอริเออร์ที่แข็งแกร่ง และบรรดาคลาสแปลกๆอย่างเช่นดราก้อนวอล็อค, เฮลไรเดอร์ และชาโดว์ชาแมน ซึ่งนับว่าเป็กองกำลังที่ทรงพลังอยู่ไม่น้อย
* ตำแหน่งขุนนางเรียงตามลำดับจากต่ำไปสูงดังนี้ 1. บารอน 2. ไวเคานต์ 3. เอิร์ล 4. มาร์ควิส 5. ดยุก 6. แกรนด์ดยุก
ความสงบสุขในทวีปนัวแลนด์ไม่มีจริง นัวแลนด์นั้นเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งา เผ่ามนุษย์พื้นที่ไม่ถึงครึ่งทวีป แต่ก็ทำากับเผ่าอื่นอย่างต่อเนื่องเพื่อแย่งชิงดินแดนและความอยู่รอด อย่างไรก็ตามการทำาของมนุษย์ไม่เหมือนกับาของปีศาจ แม้พวกปีศาจจะสู้รบกับเผ่าอื่นๆ แต่บ่อยครั้งที่พวกเขาจะรบราฆ่าฟันกันเองในเผ่าพันธุ์ด้วย ไฟแห่งาที่ไม่มีวันดับ และการสู้รบที่ไม่มีที่สิ้นสุดบนทวีปแห่งนี้ สั่นะเืลึกลงไปถึงใต้ท้องมหาสมุทร รวมถึงลุกลามไปยังทวีปอื่นๆด้วย
แต่ด้วยความโกลาหลที่เกิดขึ้นในดินแดนนี้ ก็คงจะไม่ยากนักที่อาเครอนจะมีดยุกและแกรนด์ดยุกเกิดขึ้นใน่ไม่กี่ชั่วอายุคนนี้ พวกเขาแค่ต้องใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด สร้างระบบการปกครองที่สมบูรณ์แบบด้วยระบบกฎหมาย การสนับสนุนทางเศรษฐกิจ และแบ่งปันกำไรอย่างทั่วถึง อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของดยุกในตอนนี้ของสหพันธ์ก็มีที่มาจากวิธีการแบบนี้
การผงาดขึ้นมาของอาเครอนนั้นไม่ได้ด้อยกว่าใคร แต่ประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้ยาวนานของพวกเขาทำให้พวกเขาไม่ได้มีความมั่งคั่ง รวมถึงกำลังและอำนาจ เทียบเท่ากับตระกลูอื่นๆ และอีกปัญหาหนึ่งก็คือพวกเขาบ้าเกินกว่าที่จะได้รับความเคารพจากคนอื่นๆ
ผู้นำคนปัจจุบันของอาเครอนก็คือ มาร์ควิสกาตอน เขาเป็แบบอย่างที่ดีเยี่ยม เมื่อ 15 ปีก่อน คนผู้นี้ยังเป็เพียงวอริเออร์ระดับ 3 แต่เขาก็สามารถพัฒนาตนเองขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วใน่เวลาต่อจากนั้น ในตอนนี้ก็เป็เวลากว่า 10 ปีแล้ว นับั้แ่ที่เขาโค่นล้มปราสาทซิลเวอร์มูน และกวาดล้างเผ่าพันธุ์เอลฟ์แห่งป่าเอฟเวอร์ไนท์ ซึ่งเื่นั้นเป็เื่ที่สั่นะเืไปทั่วทั้งสหพันธ์ศักดิ์สิทธิ์ ก่อนหน้านั้น ผู้กล้ามากมายเหยียบเข้าไปในป่าเอฟเวอร์ไนท์ก่อนเขา แต่ยังไม่เคยมีผู้ใดที่มีฝีมือเก่งกาจพอที่จะทำได้สำเร็จได้ด้วยการใช้รูนไนท์เพียง 50 คน และทหารอีก 1000 คน
กาตอนได้เป็มาร์ควิสั้แ่อายุ 33 ปี เขาย้ายเข้ามาที่ปราสาทแบล็ครูสและปกครองอาซานซึ่งเป็อาณาเขตของผู้นำแห่งอาเครอน ประสบการณ์การต่อสู้ของเขาถูกเป็ที่โจทย์จันและเล่าขานกันราวกับเป็ตำนาน คนมากมายบอกเล่าเื่ราวกันปากต่อปาก และบางคนก็ยังเขียนออกมาเป็หนังสืออีกด้วย ทว่าในความเป็จริงนั้น อิทธิพลของเขาครอบคุมแค่ปราสาทแบล็คโรสและดินแดนที่เขา่ชิงมา สมาชิกตระกูลคนอื่นๆมักจะ ‘เพิกเฉย’ หรือบางครั้งก็ ‘ละเลย’ ต่อคำสั่งของเขา หากไม่ได้เป็ผู้ปราสาทแบล็คโรสแล้วล่ะก็ ผู้นำอย่างมาร์ควิสกาตอนก็แทบจะไร้ความหมาย
นักประวัติศาสตร์หลายคนศึกษาเกี่ยวกับตระกูลอาเครอนและสรุปเหตุผลว่าเหตุใดอาเครอนจึงไม่มีดยุกเลย นั่นก็เป็เพราะว่าพวกเขามักจะมีฏในสายเืเกิดขึ้นเสมอ ไม่มีอาเครอนคนไหนที่ยอมเป็เบี้ยล่างให้คนอื่น แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็บิดาของเขาเองก็ตาม!
การศึกษาพวกนี้ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด และนักประวัติศาสตร์พวกนั้นก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ดังนั้นมันจึงยากที่พวกเขาจะได้รับการสนับสนุนหรือการต้อนรับที่ดีจากอาเครอน พวกเขาทำได้เพียงแค่ทำการค้นคว้าโดยไม่ได้พูดคุยหรือเคยมีการสัมพาษณ์คนในตระกุลอาเครอนเลย พวกนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และนักวิจัยของอาเครอนเองก็ไม่เคยได้รับการสนับสนุน และในท้ายที่สุดพวกเขาก็หนีไม่พ้นต้องกลายเป็ขอทานข้างถนนไป
มีข่าวลือว่าผู้นำคนปัจจุบันของตระกูลเปิดดูงานวิจัยของพวกเขาแบบผ่านๆเพียงไม่กี่วินาทีหลังจากที่พวกเขาส่งผลงานวิจัยไปให้ และหลังจากนั้นก็สั่งให้สมาชิกในตระกูลเลิกสนับสนุนเหล่านักประวัติศาสตร์ และนั่นก็เป็ครั้งแรกที่คนในตระกูลอาเครอนที่มักจะฏยอมทำตามคำสั่ง เหตุผลก็เพราะว่าแม้ว่ารายงานพวกนั้นจะเต็มไปด้วยเื่ไร้สาระ หรือข้อมูลที่ไม่มีการอ้างอิง แต่ข้อสรุปของงานวิจัยนั้นคือ ‘ความจริง’
หมู่บ้านรูสแลนด์อยู่ห่างจากอาซาน 3000 ไมล์ การเดินทางไปยังเมืองแห่งนั้นจะใช้เวลาไม่เกินครึ่งเดือน มอร์เดร็ดเล่าประวัติศาสตร์ให้ริชาร์ดฟังระหว่างการเดินทาง พร้อมกับบอกข้อมูลเกี่ยวกับประเพณีและอำนาจต่างๆในแผ่นดินหลัก ในตอนที่พวกเขามาถึงอาซาน ริชาร์ดก็รู้เื่ราวของตระกูลของเขามากขึ้น
คำว่า ‘ตระกูล’ เป็สิ่งแปลกใหม่ของหนุ่มน้อยที่ไม่เคยเข้าใจแม้แต่คำว่าพ่อมาก่อนด้วยซ้ำ แต่ทว่ามันกลับสำคัญมากสำหรับการจะกลายเป็ไนท์ผู้ยิ่งใหญ่ และมันยังมีความหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า มันไม่ใช่แค่การมีสายเืโดยตรง หรือเป็ญาติทางสายเืห่างๆเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการมีชนชั้นสูงและไนท์มากมายที่ล้วนแล้วแต่ถือว่าเป็สมาชิกของตระกูล
‘สายเื’ เป็ตัวเชื่อมโยงทุกคนในตระกูลเข้าด้วยกัน แต่สายเืก็มีหน้าที่ที่เหนือกว่านั้นอีกด้วย สายเืที่ต่างกันออกไปก็จะมีอบิลิตี้ที่แตกต่างกัน และการรวมตัวกันของพวกเขาก็เป็ผลให้เกิดพลังอำนาจใหม่ บางคนก็จะแข็งแกร่งกว่าคนอื่นๆ และคนจำนวนมาก็ต้องตายจากการไล่ตามพวกเขา ดังนั้นการแต่งงานของเหล่าเชื้อพระวงศ์จึงมีความสำคัญและมีความหมายมากในนัวแลนด์ มันไม่ใช่แค่เกมส์การเมือง แต่มันเป็การเสริมสร้างความแข็งแกร่ง และพลังอำนาจให้ลูกหลาน
ริชาร์ดยืนอยู่หน้าทางเข้าปราสาท ตอนนี้เขาน่าจะเข้าใจในรากฐานของอาเครอนแล้ว ทว่าเขากลับพบว่าตัวเองสับสนมากกว่าที่เคย ข้อมูลที่มอร์เดร็ดให้เขามามันเหมือนกับจิ๊กซอชิ้นเล็กๆ ที่ไม่สามารถเอามาต่อกันได้