ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 129 สถานการณ์ภายนอก

            คนเข้าไปในสุสานจำนวนมากกว่าสี่หลักทว่าครึ่งปีผ่านไปกลับเหลือคนรอดชีวิตออกมาเพียงร้อยกว่าคน

            ร้อยกว่าคนนี้ยังไม่ถึงจุดสิ้นสุดของการหาประสบการณ์

            ทันทีที่ออกมาจากสุสานจึงจะเป็นจุดเริ่มต้นอย่างแท้จริง

            คนที่ออกมาเป็นคนแรกคือศิษย์อัจฉริยะคนหนึ่งของสำนักนาคามีพลังยุทธ์ขั้นราชันแล้ว หลังออกมาจากถ้ำทั่วทั้งร่างของเขามีไอพลังต่อสู้แผ่กระจายออกมาปกคลุมเขาไว้ในฉับพลัน

            ขณะนั้นเองร่างเงาอีกร่างหนึ่งก็พุ่งตามหลังออกมา ในมือถือกระบี่พุ่งแทงใส่คนก่อนหน้าดูจากพลังที่แผ่กระจายออกมาเห็นได้ชัดว่าถึงขั้นบรรพบุรุษระดับสูงสุดแล้ว

            ขั้นราชันคนหนึ่งที่เพิ่งออกมายังไม่ทันได้เข้าใจถึงสถานการณ์กับขั้นบรรพบุรุษระดับสูงสุดที่ซุ่มโจมตีอยู่นานแล้วใครแข็งแกร่งกว่ากันมองปราดเดียวก็เข้าใจแล้ว

            แม้ศิษย์สำนักนาคาคนนั้นจะออกมาพร้อมแสดงม่านพลังป้องกันตัวเอาไว้แต่ยังยากจะหลีกเลี่ยงความตายได้

            การซุ่มโจมตีเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นที่นี่ผู้สิ้นหวังบางส่วนมิอาจเข้าไปในสุสานได้และยังไม่มีศิษย์อัจฉริยะเข้าไปแทนอีกด้วย จึงต้องลงมือเอง

            คนผู้นี้มีชื่อเสียงเรื่องความโหดเหี้ยมในหุบเขาสุขาวดีเขาถือครองกระบี่พิฆาตอยู่ในมือ ผู้คนต่างเรียกขานเขาว่าปรมาจารย์แห่งความตายเขาลงมืออย่างโหดเหี้ยม เรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งในขั้นต่ำกว่าขั้นราชันขอเพียงแย่งชิงสิ่งของที่อีกฝ่ายเอาออกมาจากสุสานได้ แม้จะโดนหมานกู่จากสำนักนาคาไล่ล่าก็คุ้มค่า

            ทว่าสิ่งที่เขาคิดไม่ถึงคือคนจากสำนักนาคารอเขาอยู่ก่อนแล้ว

            ขณะที่กระบี่พิฆาตกำลังจะแทงโดนศิษย์สำนักนาคาพลันมีงูตัวใหญ่สีเขียวมรกตพุ่งออกมาจากใต้น้ำ ทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าทำให้มีน้ำกระเซ็นเป็นสาย

            งูตัวนั้นอ้าปากกว้างกัดเข้าไปที่ร่างปรมาจารย์แห่งความตายในทันที

            “ราชา...ราชานาคา!”

            ปรมาจารย์แห่งความตายก้มมองงูยักษ์สีเขียวด้านล่างด้วยสีหน้าตื่นตกใจเขากล่าวออกมาเพียงแค่นั้นแล้วคิดหนีแต่กลับพบว่าร่างกายของเขาถูกแรงมหาศาลตรึงเอาไว้

            จากนั้นเขาก็โดนกลืนลงท้องไป

            คำเดียว!

            เพียงคำเดียวงูตัวนั้นกลืนปรมาจารย์แห่งความตายลงท้องไปแล้ว ไอพลังเลือนหายไปอย่างรวดเร็วไม่มีแม้แต่เสียงร้องโหยหวน

            กลืนลงไปทั้งที่ยังมีชีวิต!

            หลายคนได้เห็นดังนั้นมีทั้งตกใจยิ้มเย็น และหวาดกลัว

            พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าราชานาคาแห่งสำนักนาคาจะซ่อนตัวอยู่ที่นี่ด้วยให้ราชานาคาลงมือตั้งแต่แรกแสดงให้เห็นว่าสำนักนาคาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากแค่ไหน

            หลังจากงูยักษ์ตัวเขียวกลืนปรมาจารย์แห่งความตายเข้าไปแล้วร่างกายก็ยืดตรงราวกับเป็นน้ำตกสูงตระหง่าน

            แล้วก็กลายเป็นบุรุษหนุ่มสวมชุดสีเขียวในชั่วพริบตา

            คนผู้นี้คือสัตว์ประหลาด!

            คิ้วหนาดวงตาพราว ใบหน้าคมกริบราวกับกระบี่ โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่แม้แต่สตรียังต้องอิจฉาบนเส้นผมสีเขียวมีงูเขียวตัวเล็กๆ ขดอยู่หากไม่ใช่เพราะงูตัวเล็กนั้นกำลังอ้าปากเปื้อนเลือดและซ่อนตัวอยู่ในเส้นผมก็คงมองไม่ออก

            คนผู้นี้คือราชานาคาคนใหม่ของสำนักนาคาเป็นศิษย์สายตรงของราชานาคาคนก่อน ‘เสอฮวาฮวา’

            ราชานาคาคนก่อนโดนราชามารตะวันตกสังหารนับว่าทั้งสองมีความแค้นต่อกัน ตอนที่เสอฮวาฮวาเข้ารับตำแหน่งราชานาคาคนใหม่ได้ตั้งปณิธานไว้ว่าจะแก้แค้นให้กับราชานาคาอาวุโสให้ได้

            ทว่าทั้งสองฝ่ายมีพลังต่างกันมากเกินไปยากที่จะแก้แค้นได้

            “กล้าทำร้ายศิษย์ในสำนักข้ารนหาที่ตาย”

            เสอฮวาฮวาเหาะอยู่กลางอากาศกล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น

            “เรียบร้อยดีไหม”

            เสอฮวาฮวาเหลือบตามองอัจฉริยะสำนักนาคาคนนั้นพลางกล่าวถาม

            “เรียบร้อยแล้ว”

            “ดีตามข้ามา”

            เสอฮวาฮวาได้ยินดังนั้นก็ยิ้มมุมปากน้อยๆแต่เป็นยิ้มที่ชั่วร้ายมาก เป้าหมายในการมาเยือนสุสานของแต่ละคนต่างกันไปบางคนก็เข้าไปตามหาของล้ำค่าภายในสุสานที่ผู้อาวุโสของพวกเขาซ่อนไว้และเอาออกมาเพราะสุสานเปิดมาแล้วเป็นพันปี ของล้ำค่ามากมายถูกเก็บซ่อนไว้ในนั้น

            ความจริงแล้วของล้ำค่าในสุสานมีอยู่จำกัดตอนเอาเข้าไปไม่ค่อยมากนัก แต่กลับมีคนเข้าไปตามหามากมาย คนเหล่านี้จึงบาดเจ็บล้มตายกันเป็นจำนวนมากทำให้มีของล้ำค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

            เสอฮวาฮวาเหาะอยู่ด้านหน้าอัจฉริยะสำนักนาคาเหาะตามหลัง ออกจากใจกลางทะเลสาบอย่างองอาจ พวกเขากลับไปอยู่ในอาณาเขตของสำนักนาคาเพื่อดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก

            สามารถอยู่ในนั้นได้นานกว่าครึ่งปีและยังกลับออกมาได้อย่างปลอดภัยแสดงให้เห็นว่าพลังของเขาเป็นอย่างไร

            เสอฮวาฮวาเลือกออกไปปกป้องแน่นอนว่าเขาคิดมาเป็นอย่างดีแล้ว

            อัจฉริยะสำนักนาคาคนนี้เป็นเพียงคนแรกเท่านั้นหลังกลับมาถึงฐานที่มั่นสำนักนาคาแล้ว ผ่านไปอีกราวสิบลมหายใจคนที่สองก็กระโจนออกมาจากถ้ำนั้น

            คนผู้นี้ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลแม้มีพลังยุทธ์ขั้นบรรพบุรุษระดับสูงสุด แต่ตอนนี้ไอพลังกลับอ่อนแรงมากเขาสามารถออกมาได้นับว่าถึงขีดจำกัดแล้ว หากออกมาช้าอีกหน่อยคงต้องตายอยู่ในนั้น

            และเขาก็ไม่ได้โชคดีเหมือนกับคนแรกที่ออกมา

            เพิ่งออกมายังไม่ทันได้แสดงสีหน้าตื่นเต้นดีใจกระบี่ยาวเล่มหนึ่งพลันพุ่งดิ่งลงมาจากท้องฟ้าแทงเขาจนตายอยู่กลางอากาศ

            แล้วกระบี่เล่มนั้นก็กระโจนพาร่างไร้ชีวิตออกห่างจากที่นี่ไปด้วยความเร็วสูง

            ทุกคนในที่นั้นมองไปรอบๆไม่เห็นเลยว่าใครใช้กระบี่สังหารคนผู้นั้น

            “เฮอะอัจฉริยะแล้วอย่างไร เมื่อไม่มีอำนาจยิ่งใหญ่อยู่ที่นี่ต่อให้เป็นอัจฉริยะก็ตายได้เหมือนกัน”

            คนผู้หนึ่งจากสำนักจตุรเทพหัวเราะเสียงเย็นพวกเขารู้จักคนเมื่อครู่นี้ดี คนผู้นั้นเป็นอัจฉริยะในหุบเขาสุขาวดีและเผยให้เห็นถึงความเฉียบแหลมของตนเองออกมาทว่ายังไม่ทันได้เปล่งประกาย กลับถูกทำลายเพราะมีของล้ำค่าติดตัว

            ปีนี้เขามีอายุสิบเก้าปีมีพลังยุทธ์ขั้นบรรพบุรุษระดับสูงสุด มีคุณสมบัติให้เขาได้อวดดีครั้งนี้เขาออกมาจากสุสานได้ หากไม่เกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน เขาคงกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ไปแล้ว

            น่าเสียดายที่อัจฉริยะเช่นนี้พบเจอได้ทั่วไปในหุบเขาสุขาวดีที่ปกติแล้วไม่โดนก้าวล่วงไม่ได้หมายความว่าจะไม่กล้า เมื่อมีผลประโยชน์มากพอก็ตายก่อนวัยอันควรได้เหมือนกัน

            แสดงให้เห็นว่าราชามารตะวันตกก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งราชามารได้ ต้องแข็งแกร่งมากขนาดไหน

            ทุกคนที่ออกมาจากสุสานล้วนแล้วแต่เป็นเหยื่อดึงดูดสายตาของทุกคนที่นี่ หากมีกำลังในการสังหาร พวกเขาจะได้รับส่วนแบ่งกันทุกคน

            ทว่าคนที่เข้ามายังอาณาเขตกู่ซวีแห่งนี้ต่างมีอำนาจแข็งแกร่งหนุนหลังกันอยู่แล้วคิดโจมตีไม่ใช่เรื่องง่าย

            อย่างเช่นอัจฉริยะสองคนจากสำนักจตุรเทพที่ออกมาจากในนั้นไม่มีใครกล้าทำอะไรพวกเขาเลยสี่เซี่ยงเข้าปกป้องจนกลับเข้าสู่ฐานที่มั่นได้อย่างปลอดภัย

            จากนั้นก็มีคนออกมาจากสุสานอย่างต่อเนื่องบ้างก็ถูกฆ่าตาย บ้างก็มีคนเข้าปกป้อง

            หากคิดคำนวณดูแล้วกลับกลายเป็นว่าสำนักต่อสู้เป่ยโต้วได้กำไรมากที่สุด

            เพราะศิษย์จากสำนักต่อสู้เป่ยโต้วกลับออกมาได้เจ็ดคนไม่มีใครบาดเจ็บใดๆ เลยสำนักต่อสู้เป่ยโต้วมีค่ายกลเป่ยโต้วที่เป็นเคล็ดวิชาลึกลับอยู่แม้พวกเขาเจ็ดคนจะมีพลังยุทธ์ขั้นบรรพบุรุษระดับกลางแต่ทั้งเจ็ดคนเข้าไปและออกมาพร้อมกัน เมื่อใช้ค่ายกลเป่ยโต้ว แม้แต่ผู้แข็งแกร่งขั้นราชันระดับสูงยังไม่กล้าท้าทายพวกเขาเลย

            แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเจ็ดคนหนึ่งคนได้ของมาหนึ่งชิ้น พวกเขาจะได้รับของล้ำค่าไปแล้วเจ็ดชิ้นยิ่งไปกว่านั้นแต่ละคนยังได้ของมากกว่าหนึ่งชิ้นอีกด้วย

            ทันใดนั้นเองพลังที่รุนแรงสองสายพลันพวยพุ่งออกมาจากด้านใน

            จี๋เล่อน้อยและซูเหยียนเหาะออกมาจากในนั้นและหยุดนิ่งอยู่บนท้องฟ้าเหนือทะเลสาบ

            ทันทีที่ทั้งสองคนออกมาได้อำนาจต่างๆ ที่มุงดูอยู่พลันหยุดนิ่งทุกการกระทำ

            ทั้งสองคนนี้พวกเขาก้าวล่วงไม่ได้เลยจริงๆ

            หากทำให้จี๋เล่อน้อยโกรธขึ้นมาเขาคนเดียวอาจทำให้ทั้งสำนักพินาศไปเลยก็ได้

            ส่วนคุณชายน้อยซูยิ่งมิอาจล่วงเกินได้มากกว่านั้นอีก

            เบื้องหลังของเขามีพ่อที่ได้ชื่อว่าปกป้องพวกพ้องคนหนึ่ง‘ราชามารทิศเหนือ’ ซึ่งน่ากลัวยิ่งกว่าจี๋เล่อน้อยเสียอีก

            เมื่อเห็นจี๋เล่อน้อยและซูเหยียนออกมาแล้วราชามารตะวันตกยิ่งมีสีหน้าเปลี่ยนไป

            นานขนาดนี้แล้วเสิ่นเสวียนกับเริ่นเสี้ยวเทียนยังไม่ออกมาอีก เขามั่นใจในพลังของสองคนนั้นมากแต่เพราะในสุสานพลังแข็งแกร่งมากเกินไปเขาจึงไม่วางใจ

            ค่ายกลของผู้เฒ่าจี๋เล่อแข็งแกร่งมากอย่าว่าแต่พวกเสิ่นเสวียนเลย แม้แต่ราชามารอย่างพวกเขา หากต้องเผชิญหน้าจริงๆอาจถึงแก่ชีวิตเลยก็ได้

            “แล้วพวกเขาล่ะ”

            ราชามารตะวันตกถามจี๋เล่อน้อยทันที

            “ไม่เห็น”

            จี๋เล่อน้อยมองราชามารตะวันตกแวบหนึ่งจากนั้นก็เหาะไปอยู่ด้านข้างเพื่อสังเกตการณ์ต่อไป

            ซูเหยียนกลับไปอยู่ข้างๆราชามารทิศเหนือเช่นกัน เขาถูกราชามารทิศเหนือสอบถามต่างๆ นานาและดูว่าบาดเจ็บตรงไหนบ้าง

            กาลเวลาผ่านไปเรื่อยๆราชามารตะวันตกเหงื่อไหลเต็มหน้าไปหมด

            ในท้ายที่สุดก็มีคลื่นพลังสองสายปรากฏขึ้นมีคนกำลังออกมา

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน