ยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์

    บทที่ 27 ความสามารถมีจุดบกพร่อง

                    

    ทักษะทรงพลังมาก?

     

    วินาทีต่อมา เซี่ยฮุยก็เข้าใจสิ่งที่เฉียนตั๋วตั่วพูดในทันทีว่าทักษะทรงพลังมากที่เธอพูดถึงคืออะไร

     

    สิ้นสุดเสียงของเธอ เมื่อเขาไม่เห็นว่าเธอขยับมือ เซี่ยฮุยจึงตั้งสติและจ้องมองไปยังพื้นที่โล่งแจ้งที่อยู่ตรงหน้า

     

    เธอเปล่งเสียงออกมาสั้น ๆ “เถาวัลย์กักกัน!”

     

    เถาวัลย์ขนาดใหญ่หลายเส้นพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน ระยะเวลาเพียงสั้น ๆ มันก็พันเข้าด้วยกันจนกลายเป็นรูปทรงกลมภายในเวลาอันรวดเร็ว

     

    เถาวัลย์จำนวนนับไม่ถ้วนผูกมัดเข้าด้วยกันจนแน่น ไม่มีแม้แต่ช่องว่างตรงกลางให้เห็นแม้แต่น้อย เรียกว่าไม่สามารถมองเห็นอะไรที่อยู่ด้านในเลยก็ว่าได้

     

    “บิดสังหาร!”

     

    ยังไม่สิ้นสุดเพียงแค่นั้น เฉียนตั๋วตั่วแสดงทักษะของเธอต่อไปโดยรวมทักษะอื่น ๆ เข้ามาเสริม

     

    สิ้นสุดเสียงของเธอ ลูกบอลเถาวัลย์ก็เริ่มหดตัวเข้าด้านใน ใบเถาวัลย์จำนวนนับไม่ถ้วนก็เริ่มขยับไปมาอย่างไม่หยุด

     

    รูปทรงของมันยืดยาวอย่างรวดเร็ว จากนั้นลูกบอลเถาวัลย์ก็เปลี่ยนเป็นเชือกเถาวัลย์ขนาดใหญ่สองเส้น เถาวัลย์ทั้งสองเส้นบิดเข้าหากันจนแน่นก่อนจะทะยานลงสู่พื้นดิน

     

    สิ้นสุดการแสดง พื้นที่อยู่ตรงหน้าก็เหลือเพียงซากปรักหักพังที่ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า หากไม่ใช่เพราะเห็นด้วยตาตัวเอง ใครจะไปคิดว่าเคยเกิดการโจมตีที่รุนแรงขึ้นก่อนหน้านี้

     

    “ไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ”

     

    เฉียนตั๋วตั่วปรบมือก่อนจะหมุนตัวหันมาหาเพื่อนร่วมทีม

     

    ทักษะเถาวัลย์ของเธอก่อนหน้านี้คงไม่ได้รุนแรงและทรงพลังเท่ากับตอนนี้ แต่ตอนนี้หลังจากที่เธอเข้าสู่ขอบเขตพิเศษ ไม่เพียงแต่จะปล่อยทักษะออกไปได้โดยไม่ต้องทำไม้ทำมือเท่านั้น แต่มันยังทรงพลังมากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ด้วย

     

    “ไม่เลวเลย!”

     

    หลี่เหมยเดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ เฉียนตั๋วตั่ว เธอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลงานของอีกฝ่ายด้วยความจริงใจ จากนั้นก็พูดต่อไปว่า “เธอถอยออกไปก่อน หลังจากที่ฉันเข้าสู่ขอบเขตพิเศษ ฉันยังไม่ได้ทดลองใช้ทักษะดาบนี้มาก่อน ก็เลยยังควบคุมมันไม่ค่อยได้”

     

    เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนั้น เฉียนตั๋วตั่วก็ตกใจจนต้องรีบถอยหลังออกไปหลายก้าวจนมาหยุดยืนอยู่ข้าง ๆ เซี่ยฮุยและคนอื่น ๆ

     

    เซี่ยฮุยหันไปมองเธอด้วยความสงสัย เขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากที่เห็นเฉียนตั๋วตั่วทำท่าทางเช่นนี้

     

    แต่เมื่อหันไปมองอากัปกิริยาของคนอื่น ๆ ก็พบว่าพวกเขายังคงปกติ

     

    เขาก็เข้าใจได้ในทันทีว่า เฉียนตั๋วตั่วก็สนิทกับหลี่เหมยมาตั้งแต่เด็ก ๆ เช่นกันกับเฉียนตัวตัว บางทีนี่อาจจะเป็นนิสัยเฉพาะตัวบางอย่างของหลี่เหมย

     

    เมื่อเห็นว่าเฉียนตั๋วตั่วถอยมายืนอยู่ข้างคนอื่น ๆ หลี่เหมยก็ก้าวเท้าไปด้านหน้าอีกสิบกว่าเมตรเพราะยังรู้สึกไม่สบายใจ

     

    หลังจากเธอบรรลุขอบเขตพิเศษ เธอยังไม่เคยใช้ทักษะดาบด้วยพลังทั้งหมดที่มีแม้แต่ครั้งเดียว

     

    จะทรงพลังขนาดไหนนะ? เธอเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้ ออกห่างให้มากกว่าก่อนหน้านี้อีกหน่อยน่าจะปลอดภัยกว่า

     

    คิดเช่นนี้ หลี่เหมยก็ทิ้งระยะห่างจากทุกคนเกือบสามสิบเมตร

     

    หลังจากทิ้งระยะห่างพอสมควร เธอก็รู้สึกสบายใจมากยิ่งขึ้น จากนั้นเธอก็สูดหายใจเข้าอย่างช้า ๆ

     

    ฟู่!

     

    เธอปล่อยลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา ร่างกายของเธอควบแน่นเข้าด้วยกันจนตึงราวกับสายสตริงที่ถูกขึง วินาทีต่อมามือขวาของเธอก็กระตุกหนึ่งครั้ง

     

    ดาบยาวที่แขวนอยู่ข้างเอวด้านซ้ายถูกดึงออกมา ดาบถูกดึงออกจากฝักโดยปราศจากเสียง แต่กลับเกิดพายุหมุนรอบตัวจนเกิดเสียงใบหญ้าเสียดสีกัน

     

    เซี่ยฮุยมองด้วยความสงสัย มันก็เป็นแค่การชักดาบโดยทั่วไปไม่ใช่เหรอ ทำไมคนพวกนั้นต้องทำท่าทางแบบนั้นด้วย

     

    เพียงชั่วอึดใจเดียวคำถามที่อยู่ภายในใจของเขาก็ได้รับคำตอบ

     

    หลังจากหลี่เหมยดึงดาบออกจากฝัก เธอไม่ได้ควงดาบหรือเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ แต่กลับยกดาบยาวในมือขึ้นและจ้องมองไปด้านหน้า

     

    หลังจากนั้นเพียงชั่วครู่ เท้าขวาของเธอก็กระทืบลงบนพื้นหนึ่งครั้ง

     

    “สะบั้นแตกหัก!”

     

    ดาบยาวในมือของหลี่เหมยพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ต้นไม้ที่อยู่ตรงหน้าเธอ

     

    วินาทีต่อมา ลูกตาของเซี่ยฮุยก็แทบจะถลนออกมาจากเบ้า

     

    ดาบที่หลี่เหมยส่งออกไปด้วยความจริงจัง ไม่ได้พุ่งเป้าไปยังตำแหน่งที่เธอกำลังจ้องมอง แต่กลับพุ่งไปทางซ้ายมือ

     

    พลังปราณที่ส่งออกไปสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และทำให้ดินโคลนที่อยู่บนพื้นกระจายขึ้นมาขณะพุ่งผ่านไป ก่อนจะชนเข้าใส่บนต้นไม้เหี่ยวเฉาจนถล่มลงมากลายเป็นซากไม้

     

    หลี่เหมยดูเหมือนว่าจะไม่พอใจกับการโจมตีในครั้งนี้ เธอจึงปล่อยการโจมตีไปด้านหน้าอีกครั้ง

     

    “สะบั้นแตกหัก!”

     

    วินาทีต่อมาพลังปราณรูปแบบเดียวกันก็ถูกส่งไปทางด้านขวามือ หลังจากที่ต้นไม้ใหม่ต้นเล็กล้มลง 2-3 ต้น เธอก็ยอมถอยออกมาอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก

     

    เซี่ยฮุยเพิ่งจะเข้าใจว่าทักษะใหญ่ของหลี่เหมยไร้ซึ่งความแม่นยำ การโจมตีแต่ละครั้งยังไม่สามารถพุ่งไปยังจุดที่เธอต้องการได้

     

    เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมคนอื่น ๆ ถึงมีปฏิกิริยาเช่นนั้น พวกเขาถอยออกไปเพราะกลัวว่าอาจจะถูกลูกหลงจนได้รับบาดเจ็บนี่เอง!

     

    แต่ภายในใจของเซี่ยฮุยกลับเกิดคำถามขึ้นมาอีกครั้ง ตอนที่หลี่เหมยดึงดาบออกมาจากฝักอย่างรวดเร็ว และทิ้งร่องรอยของดาบไว้ตรงหน้าเฉียนตัวตัวหนึ่งเส้น เธอกลับทำมันได้อย่างแม่นยำ

     

    “เอ่อ...”

     

    ดูเหมือนว่าเจี่ยปิงอวี่จะรับรู้ถึงความสงสัยของเซี่ยฮุย เธอจึงอธิบายด้วยความลำบากใจ “แม้ว่าเหมยเหมยจะบรรลุขอบเขตพิเศษแล้ว และมีทักษะดาบที่ทรงพลังมาก แต่การโจมตีด้วยทักษะนี้ของเธอในแต่ละครั้งกลับลงเอยด้วยผลลัพธ์แบบนี้ตลอด เธอไม่สามารถควบคุมทิศทางของมันให้แม่นยำได้”

     

    เยี่ยม...ดูเหมือนว่าจะมีเพื่อนร่วมทีมที่มีทักษะไม่สมบูรณ์อีกคนหนึ่งแล้ว!

     

    ภายในใจของเซี่ยฮุยแอบรู้สึกหมดหวังขึ้นมาเล็กน้อย ดูเหมือนว่าคนที่พึ่งพาไม่ได้มากที่สุดอย่างเฉียนตัวตัว กลับกลายเป็นคนที่พึ่งพาได้มากที่สุดในเวลานี้แล้วสิ

     

    การแสดงทักษะของสองสาวมีข้อด้อยอยู่ในนั้น ถ้าเช่นนั้น...ยังจะเหลืออะไรอีกล่ะ?

     

    เขามองไปที่ป๋ายเสียวเสี่ยวที่ยืนอยู่ด้านหลังเจี่ยปิงอวี่ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้

     

    ภายในใจก็แอบคิดว่าคงหวังพึ่งพาอะไรไม่ได้

     

    หลังจากหลี่เหมยแสดงทักษะ “สะบั้นแตกหัก” อยู่ 4-5 ครั้ง ในที่สุดเธอก็ล้มเลิกความคิดที่จะโจมตีต่อ เธอจึงยอมเดินถอยออกมาด้วยท่าทางห่อเหี่ยวหมดกำลังใจ

     

    “ฮ่า ๆ ๆ ไอ้ทอมบอย ไม่มีความแม่นยำเอาเสียเลย”

     

    เมื่อเห็นว่าหลี่เหมยขมวดคิ้วเข้าหากันและแสดงสีหน้าระทมทุกข์ เฉียนตัวตัวก็สำนึกขึ้นได้อีกครั้งว่าตัวเองรนหาที่ตายอีกแล้ว

     

    หลี่เหมยที่อารมณ์ไม่ดีและกำลังจะเก็บดาบกลับเข้าฝัก เมื่อได้ยินเฉียนตัวตัวพูดประโยคนั้นขึ้นมา เธอก็ดึงดาบออกมาอีกครั้งและทำท่าราวกับจะแทงดาบใส่เฉียนตัวตัว

     

    “เห้ย...อย่านะพี่ใหญ่...ฉันแค่ล้อเล่นเอง”

     

    “ใช่ไหมล่ะ เธอเองก็น่าจะรู้ดีว่าฉันล้อเล่น...ตั๋วตั่ว รีบหยุดยัยนี่ให้ฉันที!”

     

    เมื่อเห็นหลี่เหมยจะใช้ดาบในมือแทงใส่เขาจริง ๆ เฉียนตัวตัวก็ตกใจจนรีบวิ่งไปหลบด้านหลังเฉียนตั๋วตั่ว เขาชะโงกหน้าออกมามองอีกฝ่าย และไม่กล้าที่จะยั่วโมโหเธออีก

     

    หลี่เหมยเห็นว่าเฉียนตัวตัวเป็นพวกไม่มีความรับผิดชอบ ทำผิดแต่กลับมุดหัวอยู่หลังเฉียนตั๋วตั่ว ความเดือดดาลก็ปะทุภายในใจมากยิ่งขึ้น

     

    เธอเก็บดาบกลับเข้าฝัก ร่างของเธอหายไปอย่างรวดเร็วก่อนจะปรากฏตัวขึ้นทางด้านหลังของเฉียนตัวตัว

     

    แขนบึกของเธอกระชากคอเสื้อของเฉียนตัวตัวจากทางด้านหลัง จากนั้นเธอก็ยกขึ้นและลากตัวเขาออกมา

     

    มุมปากของเธอกระตุกขึ้น เผยให้เห็นรอยยิ้มชั่วร้าย “ตั๋วตั่ว ฉันขอยืมตัวพี่ชายของเธอหน่อยนะ พวกเราขอปลีกตัวไปจัดการเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ทางฝั่งนู้นแป๊บนึง”

     

    พูดจบหลี่เหมยก็ลากเฉียนตัวตัวไปที่ต้นไม้ที่อยู่ด้านขวามือของพวกเขา

     

    “ช่วยด้วย!”

     

    “ช่วยฉันด้วย ตั๋วตั่ว...เธอจะยืนดูฉันตายโดยไม่คิดจะช่วยเหลือไม่ได้นะ!”

     

    “คุณหนูปิงอวี่คนสวย รีบมาห้ามยัยผู้หญิงบ้าคนนี้หน่อยสิ!”

     

    “พี่ฮุย! พี่ฮุย!!!”

     

    “อ๊าก!!!”

     

    เฉียนตัวตัวตะโกนไปพลาง ก็บิดร่างกายอวบอ้วนไปมาเพื่อขัดขืนอีกฝ่าย

     

    แต่ตอนที่ดาบยาวในมือของหลี่เหมยจ่อไปที่เป้ากางเกงของเขา เฉียนตัวตัวก็ไม่กล้าเคลื่อนไหวและยอมปล่อยให้หลี่เหมยลากตัวของเขาไปอย่างเชื่อฟัง

     

    คนที่เหลือหันมาสบตากัน และหันไปมองเฉียนตัวตัวที่ตอนนี้แสดงสีหน้าและแววตาออกมาราวกับคนที่กำลังสิ้นหวังในชีวิต

     

    “พวกเธอไม่ห้ามหน่อยเหรอ?”

     

    แม้ว่าเฉียนตัวตัวจะรนหาที่ตายด้วยตัวเองเขาเอง แต่เมื่อเห็นเขาถูกลากออกไปด้วยท่าทางน่าเวทนา เซี่ยฮุยก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามคนอื่น ๆ

     

    “ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไร”

     

    เฉียนตั๋วตั่วโบกมือไปมาด้วยท่าทางไม่แยแส ส่วนมืออีกข้างหนึ่งถือน่องไก่ทอดที่ไม่รู้ว่าไปเอามาจากไหนอยู่

     

    ระหว่างที่กำลังแทะน่องไก่ เธอก็พูดไปพลาง ๆ ว่า “พี่เหมยเหมยไม่ทำอะไรเขาหรอก ก็แค่สั่งสอนนิดหน่อย”

     

    เซี่ยฮุยหันไปมองเจี่ยปิงอวี่ อีกฝ่ายก็ส่ายหนาเบา ๆ และตอบกลับมา “เขาทำตัวเอง...สองคนนี้ก็เป็นแบบนี้ตลอดแหละ”

     

    เซี่ยฮุยเข้าใจได้ในทันที เขาหันกลับไปมองเฉียนตัวตัวอีกครั้งด้วยสีหน้าราวกับช่วยอะไรไม่ได้ อีกฝ่ายเห็นเช่นนั้นก็แสดงสีหน้าหมดหวังออกมา

     

    ในเมื่อไม่คิดจะช่วยอีกฝ่าย เซี่ยฮุยก็ตัดสินใจที่จะหันมาสนใจความแข็งแกร่งของเพื่อนร่วมทีมคนอื่น ๆ ต่อ

     

    ความแข็งแกร่งของเจี่ยปิงอวี่ไม่ต้องแสดงให้เขาดู เขาก็พอจะเข้าใจความสามารถโดยรวมของเธอแล้ว

     

    ที่นี่นอกจากเขาแล้ว ก็คงเป็นเจี่ยปิงอวี่นี่แหละที่แข็งแกร่งที่สุด

     

    ถ้างั้นในตอนนี้ก็คงเหลือแค่ป๋ายเสียวเสี่ยวแล้วสินะ

     

    เซี่ยฮุยหันไปมองป๋ายเสียวเสี่ยว เธอเองก็รู้ตัวเองเช่นกันว่าถึงเวลาที่เธอจะแสดงทักษะของตัวเองแล้ว

     

    เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ ราวกับให้กำลังใจตัวเอง จากนั้นเธอก็เดินออกมาจากด้านหลังเจี่ยปิงอวี่

     

    “ความสามารถที่ฉันปลุกขึ้นมาได้ตั้งแต่ยังเด็กก็คือฮีลเลอร์ และใช้แสงซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีที่สุด”

     

    เจี่ยปิงอวี่ให้กำลังใจป๋ายเสียวเสี่ยว หลังจากนั้นเธอก็หันมาพูดกับเซี่ยฮุยว่า “ถึงแม้ว่าเธออาจจะขี้กลัวไปหน่อย แต่ความสามารถในการควบคุมแข็งแกร่งมาก”

     

    ความสามารถในการควบคุมแข็งแกร่ง?

     

    หลังจากนั้นเซี่ยฮุยก็เห็นแสงสีขาวทรงกลมปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของป๋ายเสียวเสี่ยว เขาก็เข้าใจได้ในทันทีว่าหมายถึงอะไร

     

    แสงสีขาวทรงกลมที่ถูกป๋ายเสียวเสี่ยวควบคุมเริ่มลอยไปมาข้าง ๆ เธอ

     

    มันไม่ได้มีแค่ลูกเดียวเท่านั้น แต่ยังออกมาอยู่ข้าง ๆ ตัวเธออย่างต่อเนื่องอีกหลายลูก

     

    หลังจากแสงสีขาวทรงกลมปรากฏขึ้นครบเก้าลูก การผลิตแสงเหล่านั้นก็สิ้นสุดลง

     

    มีจำกัดแค่เก้าลูกสินะ

     

    แม้ว่าเซี่ยฮุยจะไม่เข้าใจจำนวนที่ป๋ายเสียวเสี่ยวมี แต่เขาก็รู้ดีว่ามาตรฐานของฮีลเลอร์อยู่จุดไหน

     

    เมื่อเห็นสีหน้าและแววตาที่ตื่นเต้นของเจี่ยปิงอวี่ เขาก็รับรู้ได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องไม่ดี อีกอย่างสีหน้าของป๋ายเสียวเสี่ยวก็ดูเหมือนว่าจะทึ่งกับความสามารถที่เหนือความคาดหมายของตัวเองเช่นกัน

     

    “คิดไม่ถึงเลยว่าเสียวเสี่ยวจะควบคุมบอลบำบัดทั้งเก้าลูกได้อย่างสมบูรณ์”

     

    เจี่ยปิงอวี่ถอนหายใจออกมาขณะที่พูด “เซี่ยฮุย...นายรู้ไหมว่าคนที่ยังไม่สามารถบรรลุขอบเขตพิเศษ แต่สามารถทำได้ถึงขั้นนี้ ถ้าหากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งรู้เรื่องนี้ เสียวเสี่ยวก็จะได้รับการคัดเลือกโดยไม่ต้องสอบเข้าได้เลยนะ”

     

    พูดแบบนี้ เซี่ยฮุยก็เข้าใจได้ในทันทีว่าความสามารถของป๋ายเสียวเสี่ยวสำคัญขนาดไหน

     

    เขามองป๋ายเสียวเสี่ยวที่หยุดใช้ความสามารถของเธอ และเดินกลับไปซ่อนตัวอยู่ด้านหลังเจี่ยปิงอวี่อีกครั้ง

     

    “ความสามารถของเธอ ฉันพอจะรู้แบบคร่าว ๆ แล้ว เธอไม่ต้องแสดงให้ดูแล้วล่ะ”

     

    พูดจบเซี่ยฮุยก็พูดต่อไปว่า “วันนี้พอแค่นี้แล้วกันนะ ความแข็งแกร่งของทุกคนฉันเข้าใจแล้ว ฉันต้องกลับไปเตรียมของบางอย่าง เอาเป็นว่าไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ”

     

    “นี่...”

     

    เมื่อเห็นว่าเซี่ยฮุยเดินหมุนตัวออกไปหลังจากพูดจบ เจี่ยปิงอวี่ที่อยากจะพูดอะไรบางอย่างกับเขาก็ตัดสินใจกลืนคำพูดเหล่านั้นกลับลงคอไป

     

    เธอคิดไว้ว่าจะชวนทุกคนให้ไปกินข้าวด้วยกันสักมื้อ

     

    ใบหน้าที่เย็นชาของเจี่ยปิงอวี่แอบปรากฏความผิดหวังเล็ก ๆ ออกมา ขณะจ้องมองแผ่นหลังของเซี่ยฮุยที่ได้จากไป

     

    “พี่ปิงอวี่...”

     

    จู่ ๆ เสียงเรียกก็ดังขึ้นจนทำให้เจี่ยปิงอวี่ได้สติกลับคืนมาอีกครั้ง เธอหันกลับไปมองก็พบว่าป๋ายเสียวเสี่ยวกำลังมองเธอด้วยความประหลาดใจ

     

    “พี่ชอบพี่ชายคนนั้นเหรอ”

     

    ดวงตากลมโตของป๋ายเสียวเสี่ยวเป็นประกาย ขณะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

     

    “เปล่าซะหน่อย”

     

    พวงแก้มของเจี่ยปิงอวี่แดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ แต่ปากเธอกลับยังไม่ยอมรับ “ฉันไม่ได้ชอบ ไม่ได้ชอบจริง ๆ นะ”

     

    “อ๋อ...”

     

    ป๋ายเสียวเสี่ยวตอบ “อ๋อ” สั้น ๆ ราวกับเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด จากท่าทางของเจี่ยปิงอวี่ในตอนนี้ ทำให้เธอตัดสินใจที่จะไม่ถามเธอเพื่อเค้นหาความจริงอีก

     

    แม้ว่าจะเป็นเช่นนี้ แต่เธอไม่รู้ว่าท่าทางของเธอในเวลานี้จะทำให้เจี่ยปิงอวี่ลำบากใจมากกว่าการที่เธอเอ่ยถามออกไปตรง ๆ หรือเปล่า

     

    “เธอนี่จริง ๆ เลยนะ ไปเรียนเรื่องพวกนี้มาจากใครเนี่ย”

     

    เจี่ยปิงอวี่โน้มตัวลงมาและยื่นมือออกไปหยิกแก้วของป๋ายเสียวเสี่ยว “เดี๋ยวนี้หัดแซวเป็นกับเขาด้วยเหรอ”

     

    “เปล่านะ...เปล่าสักหน่อย...”

     

    มือเล็ก ๆ ของป๋ายเสียวเสี่ยวพยายามดึงมือของเจี่ยปิงอวี่ออก เป็นเพราะแก้มเธอที่ถูกบีบและยืดออกสลับกันไปมา จึงทำให้เธอพูดไม่ชัดไปชั่วขณะ

     

    “ปิงอวี่ เธอกำลังทำอะไรเนี่ย?”

     

    หลี่เหมยเดินกลับมาอย่างอารมณ์ดี เมื่อเห็นท่าทางของสองสาว เธอจึงอดไม่ได้ที่จะพูดออกมาว่า “ทำไมถึงรังแกเสียวเสี่ยวแบบนี้! ตั๋วตั่วทำไมถึงไม่ช่วยล่ะ ยืนดูปิงอวี่แกล้งเสียวเสี่ยวแบบนี้ได้ยังไงกัน”

     

    พูดจบหลี่เหมยก็รีบสาวเท้าเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว

     

    เจี่ยปิงอวี่จึงปล่อยมือออกจากแก้มของป๋ายเสียวเสี่ยว จากนั้นก็หันไปมองหลี่เหมยที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าโกรธเคืองเล็กน้อย

     

    “เปล่าสักหน่อย ไม่เชื่อก็ถามเสียวเสี่ยวดูสิ”

     

    “อื้อ พี่เหมยเหมย...พี่ปิงอวี่ไม่ได้รังแกฉันหรอก”

     

    “เธอนี่จริง ๆ เลยนะ”

     

    หลี่เหมยใช้นิ้วดีดไปที่หน้าผากของป๋ายเสียวเสี่ยวเบา ๆ ราวกับไม่รู้จะพูดอะไรกับเธอ

     

    “จัดการธุระของเธอเสร็จแล้วเหรอ?”

     

    เมื่อเห็นเฉียนตัวตัวที่เดินตามหลังมาด้วยท่าทางสะบักสะบอม เจี่ยปิงอวี่ก็ถามขึ้นมา

     

    “อื้อ คนนิสัยเสียแบบนี้ต้องสั่งสอนให้หลาบจำ จะไม่ได้ไม่ไปสร้างปัญหาอีก”

     

    หลี่เหมยกวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วถาม “เซี่ยฮุยไปแล้วเหรอ?”

     

    เจี่ยปิงอวี่พยักหน้า

     

    “โอเค”

     

    หลี่เหมยส่ายหน้าและเลิกพูดถึงเรื่องนี้ “งั้นพวกเราไปหาอะไรกินกันเถอะ พูดถึงก็หิวขึ้นมาเลย”

     

    “กินข้าว!”

     

    เฉียนตั๋วตั่วที่เงียบมาโดยตลอดราวกับอยู่ในโหมดออฟไลน์ แต่หลังจากที่เธอได้ยินคำว่า “กิน” เธอก็ออนไลน์ทันที

     

    “เธอนี่นักกินตัวยงเลยนะ!”

     

    หลี่เหมยหันไปมองเฉียนตั๋วตั่วที่ดวงตาเป็นประกายแวววาวด้วยใบหน้าบึ้งตึง

     

    “ไปกันเถอะ”

     

    สิ้นสุดเสียงของหลี่เหมย เธอก็หันไปพูดกับเฉียนตัวตัวที่กำลังเดินใกล้เข้ามา “เจ้างั่ง รีบเดินสิ ทุกคนรออยู่”

     

    เมื่อได้ยินเสียงของหลี่เหมย เฉียนตัวตัวก็ตัวสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว จากนั้นเขาก็รีบเดินตามมาอย่างเงียบ ๆ

     

    “พี่เหมยเหมย พี่คงไม่ได้ทำให้พี่ของฉันกลายเป็นโรคออทิซึม (ความบกพร่องด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการสื่อสาร) หรอกใช่ไหม”

     

    “ไม่เป็นไรหรอกตั๋วตั่ว เธอเชื่อมั่นในพี่ชายของเธอเถอะ อีกแป๊บเดียวเดี๋ยวหมอนี่ก็ฟื้นคืนชีพแล้ว”

     

    “ก็จริง...”

     

    ……

     

    เฉียนตัวตัวมองสี่สาวที่เดินอยู่ด้านหน้าเขา สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดระทมทุกข์ สู้ก็สู้ไม่ได้...เมื่อไหร่เขาจะพลิกสถานการณ์ และกลายเป็นเจ้านายของคนเหล่านี้ได้สักทีเนี่ย!

    คล้ายกับเรื่องยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์ ที่คุณอ่าน