ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 114 ช่วยเหลือสองแม่ลูก

            ระหว่างที่รอเดินทางไปยังอาณาจักรเต่าทมิฬเฟิ่งหยูนั่งพักดื่มชาอยู่ในห้องพักของเขาทันใดนั้นประตูห้องของเขาก็ถูกเปิดออกพร้อมกับเสียงร้องขอความช่วยเหลือเฟิ่งหยูมองไปยังผู้ที่เข้ามาในห้องพักของเขาเป็นผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มเด็กน้อยอายุไม่ถึงสองขวบ 

            นางรีบปิดประตูพร้อมกับวิ่งเข้ามาขอความช่วยเหลือจากเฟิ่งหยูทันที พร้อมกับเสียงวิ่งที่ตามมาอยู่ห่าง ๆเป็นเสียงของกลุ่มผู้ชายหลายคน

            “คุณชายได้โปรดช่วยข้ากับลูกน้อยของข้าด้วยพวกเขาตามล่าสังหารพวกเราแม่ลูก ข้าเองไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้ว คุณชายท่านโปรดเมตตาพวกเราด้วย.....”

            “เจ้าขึ้นไปหลบบนเตียงก่อนแล้วอย่าลงมานอกเตียงเด็ดขาดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”เฟิ่งหยูสั่งนางด้วยน้ำเสียงขึงขัง

            หญิงสาวคนนั้นรีบอุ้มลูกชายของเขาขึ้นไปบนเตียงทันทีนางดึงผ้าห่มที่บนเตียงคลุมตัวของนางและลูกน้อยอย่างเร่งรีบเฟิ่งหยูจึงจัดการวางค่ายกลลวงตารอบ ๆ เตียงอย่างรวดเร็วด้วยความชำนาญเพียงไม่นานก็มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นมา

            ก๊อกๆๆๆ

            “ใคร......?”

            “พวกข้ามาตรวจสอบความปลอดภัยพร้อมกับมาตามหาคนร้าย...”เสียงชายวัยกลางคนกล่าวตอบกลับมา

            “เข้ามาสิมีอะไรอย่างนั้นหรือ?”

            ชายวัยกลางคนสี่ห้าคนพร้อมกับอาวุธครบมือเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับสอบถามเฟิ่งหยู

            “เจ้าหนูเจ้าเห็นผู้หญิงกับเด็กสองคนขึ้นมาบนเรือ หรือเข้ามาในห้องนี้บ้างหรือไม่?”

            “ไม่เลยนี่ข้าอยู่ห้องนี้เพียงลำพัง ตั้งแต่ขึ้นเรือมาข้าก็ยังไม่เห็นบุคคลดังที่ท่านกล่าวมาและยังไม่มีใครเข้ามาในห้องนี้เลยตั้งแต่ข้าเข้ามา  หากพวกท่านไม่เชื่อก็ลองค้นดูก็ได้”

            “พวกเจ้าไปค้นดู.....”

            “ขอรับ”พวกเขาใช้เวลาไม่นานในการค้น เพราะห้องไม่ได้กว้างมากนัก พวกเขามองไปยังเตียงที่ว่างเปล่าแต่ก็มิได้เข้าไปค้นบนเตียงแต่อย่างใด พวกเขาตรวจเฉพาะใต้เตียงเท่านั้น ซึ่งก็ไม่พบสิ่งใดเลย....

            “ไม่มีขอรับ! พวกมันไม่ได้อยู่ในห้องนี้ขอรับ”

            “หรือว่ามันจะไม่ได้อยู่บนเรือลำนี้  ห้องนี้เป็นห้องสุดท้ายของเรือลำนี้แล้วขอรับ”

            “สงสัยนางจะหนีขึ้นเรือลำอื่นไป ไปหาบนเรือลำอื่นต่อ อย่าให้พวกนางหนีไปได้”

            พอพวกเขาออกไปได้สักพักเฟิ่งหยูเดินออกไปดูข้างนอกเรือ เห็นว่าพวกเขาลงจากเรือไปแล้ว พวกเขารีบไปค้นหาเรือลำอื่นที่อยู่แถวๆ นั้น ด้วยความรีบเร่ง

            “ออกเรือได้......”เสียงตะโกนดังก้องเรือพร้อมกับเรือที่เริ่มขยับออกจากท่า

            เฟิ่งหยูกลับไปยังห้องพักของตนเองพร้อมกับเก็บค่ายกลลวงตาที่วางเอาไว้รอบๆ เตียงนอน

            “พวกเจ้าปลอดภัยแล้วทีนี้ก็เล่าเรื่องของพวกเจ้าให้ข้าฟังหน่อย ว่าเหตุใดพวกนั้นถึงตามล่าพวกเจ้าและพวกเจ้าจะเดินทางไปที่ไหนต่อ?”

            “ขอบคุณคุณชายที่ท่านช่วยเหลือพวกเราสองแม่ลูกไว้ข้าน้อยหลี่ถังส่วนบุตรชายของข้าน้อย  หลี่หมิงพวกเราสองแม่ลูกเป็นคนของอาณาจักรเต่าทมิฬ สามีของข้าเองก็อยู่ที่อาณาจักรเต่าทมิฬเช่นกัน เดิมทีข้าและผู้ติดตามกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดที่อาณาจักรจันทร์เสี้ยว

            พวกเรากำลังเดินทางกลับไปยังอาณาจักรเต่าทมิฬระหว่างเดินทางมายังท่าเรือแห่งนี้จู่ ๆ กลุ่มคนพวกนั้นก็มาขวางทางของพวกเราและยังสังหารผู้ติดตามของข้าทั้งหมด ข้าและลูกชายจึงรีบหนีออกมาโดยมีผู้ติดตามของข้าขวางทางพวกมันเอาไว้ แต่พวกมันยังตามติดตามและสังหารผู้ติดตามของเราจนหมดพวกมันไล่ล่าข้าและบุตรชายจนพวกเราต้องหลบหนีมาที่นี่ และได้พบกับคุณชาย”

            “แล้วทำไมพวกนั้นถึงได้ตามมาสังหารพวกท่านกันหละ”

            “เรื่องนั้นข้าเองก็ยังไม่แน่ใจนักพวกเราเองก็ไม่เคยมีความแค้นกับใคร สามีของข้าเองก็ไม่เคยสร้างศัตรูไว้ที่ไหน....”หลี่ถังพูดด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อย..

            เฟิ่งหยูมองไปยังสองแม่ลูกอย่างละเอียดเขายังไม่ค่อยจะเชื่อเรื่องที่นางพูดสักเท่าไหร่นัก เพราะฟังความจากนางเพียงข้างเดียวเฟิ่งหยูไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าที่นางพูดจะเป็นเรื่องจริงทันใดนั้นเฟิ่งหยูพลันเหลือบไปเห็นป้ายที่แขวนอยู่กับตัวเด็กชายตัวน้อย

            “นั่นมันป้ายที่เหมือนกับขององค์ชายอานฉวนนี่เหตุใดจึงอยู่กับเด็กคนนี้ได้หรือว่าพวกเขาจะเป็นคนของเชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรเต่าทมิฬกันนะมิน่าถึงได้ถูกตามสังหาร...” เฟิ่งหยูคิดอยู่ในใจ

            “ข้าชื่อเฟิ่งหยูข้าจะเดินทางไปอาณาจักรเต่าทมิฬ ตอนนี้เรือลำนี้กำลังเดินทางไปยังอาณาจักรเต่าทมิฬพวกเจ้าจะไปที่เมืองใดอย่างนั้นหรือ?”เฟิ่งหยูเอ่ยถามนางขึ้นมา

            “ข้าน้อยจะไปที่เมืองหลวงเจ้าคะ”

            “ข้าเองก็มีธุระที่เมืองหลวงเช่นเดียวกันยังไงพวกเจ้าก็ไม่มีคนคุ้มกันแล้ว ก็เดินทางไปพร้อมกับข้าก็แล้วกัน”

            “ขอบคุณชอบคุณ..คุณชายที่เมตตาพวกเรา”

            “ไม่เป็นไรหรอกเจ้ากับลูกของเจ้าเดินทางลำพังอาจจะเจอพวกมันอีกเมื่อไหร่ก็ได้หากเดินทางร่วมกับข้าพวกเจ้าคงปลอดภัยกว่าเดินทางไปเอง”

            เฟิ่งหยูใช้เวลาอยู่ในเรือถึงสองวันจึงเดินทางมาถึงอาณาจักรเต่าทมิฬเมืองหน้าด่านของอาณาจักรเต่าทมิฬเป็นเมืองท่าที่เจริญเป็นอย่างยิ่งสองข้างทางล้วนแต่มีสินค้าแปลกหูแปลกตาวางขายตลอดทางอย่างไม่ขาดสาย

            เฟิ่งหยูนำรถม้าของเขาออกจากแหวนมิติและนำม้าออกจากเจดีย์ฟ้า สวรรค์ หลังจากที่เฟิ่งหยูรู้ว่าจะต้องเดินทางทางเรือเขาก็ไม่รอช้า รีบนำรถม้าและม้าเข้าไปเก็บไว้ทันที

            ม้าของเฟิ่งหยูหลังจากที่มันอยู่ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์มานานจึงทำให้มันมีพละกำลังและความอดทนเป็นอย่างยิ่งมันสามารถวิ่งได้เร็วและไม่ต้องหยุดพักเช่นแต่ก่อน มอง ๆดูแล้วมันดูสง่างามยิ่งจนหลาย ๆ คนมองมันด้วยความชื่นชอบ

            “ข้าคงต้องหาซื้อม้ามาเลี้ยงไว้ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์เสียแล้วดูท่ามันจะสามารถใช้รบร่วมกับอาณาจักรได้เป็นอย่างดียิ่ง หากข้ามีม้าที่ดีให้กับเหล่าทหารมันคงเป็นกองกำลังที่สามารถทะลวงข้าศึกได้เป็นอย่างดี”เฟิ่งหยูพึมพำเบาๆ

            “ท่านว่าอะไรนะข้าได้ยินไม่ค่อยชัด ท่านอยากจะได้ม้ามาเลี้ยงอย่างนั้นหรือ?”

            “ใช่ข้าคิดว่าอยากจะได้ม้ามาเลี้ยงไว้สักหน่อย เจ้ารู้จักคนที่เลี้ยงม้า หรือคนขายม้าจำนวนมากๆ บ้างหรือไม่?”

            “รู้จักสิข้ารู้จักบิดาและมารดาของข้าที่อยู่ที่อาณาจักรจันทร์เสี้ยว พวกเขาเลี้ยงม้าไว้จำนวนมากเพื่อส่งขายให้กับเหล่าจอมยุทธ์ที่ต้องการทั้งหลายรวมถึงกองทัพของอาณาจักรจันทร์เสี้ยวด้วย”

            “เช่นนั้นหรือบิดาของเจ้าอยู่ที่เมืองไหนอย่างนั้นหรือ.?”

            “บิดาของข้าอยู่ที่เมืองเจี่ยลั่วทางเหนือของอาณาจักรจันทร์เสี้ยวเจ้าคะ”

            “เช่นนั้นก็ดีขากลับข้าจะได้แวะไปซื้อม้าไว้ใช้งานสักหน่อย”

            เฟิ่งหยูบังคับม้าไปตามถนนที่กว้างขวางอาณาจักรนี้ถึงแม้จะเป็นเกาะแต่ก็เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอย่างมากมีเมืองทั้งหมดยี่สิบหกเมือง เป็นเมืองใหญ่ถึงสิบหกเมืองที่เหลือเป็นเมืองขนาดกลาง และขนาดเล็ก ประชากรส่วนใหญ่ทำอาชีพเกี่ยวกับการประมงเป็นหลัก แต่ก็มีหลายที่ที่เป็นเหมืองแร่และทำการเกษตรเช่นกัน....

            เฟิ่งหยูบังคับรถม้ามุ่งตรงไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรเต่าทมิฬ

            “เราคงต้องใช้เวลาในการเดินทางอีกสองวันช่วงนี้เราคงต้องพักตามเมืองต่าง ๆ ระหว่างทางไปก่อน พวกท่านคงลำบากกันหน่อย”

            “ไม่เป็นไรหรอกคุณชายเพียงแค่ท่านให้พวกเราเดินทางร่วมกับท่านก็นับเป็นพระคุณอย่างสูงแล้ว พวกเราคงไม่รบกวนคุณชายมากไปกว่านี้แล้ว.....”

            “เอาหละอย่าพึ่งเอ่ยเช่นนั้นเลยตอนนี้พวกเราคงต้องหาที่พักกันก่อน...”

            เฟิ่งหยูลงจากรถม้าเขาเลือกโรงเตี้ยมแห่งนี้เพราะดูแล้วกว้างขวางและยังมีพี่พักม้าไว้รองรับอีกด้วยเสี่ยวเอ้อที่ดูแลรีบเข้ามาต้อนรับเฟิ่งหยูอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นเฟิ่งหยูบังคับรถม้าเข้ามา

            “พวกท่านต้องการที่พักกี่ห้องขอรับนายท่าน”

            “ข้าขอห้องพักสองห้องที่อยู่ติดกันช่วยจัดให้พวกเราหน่อย แล้วก็ขออาหารกับสุราชั้นดีส่งไปที่ห้องข้าและห้องของนางด้วย”

            “ได้ขอรับคุณชายเชิญพวกท่านทางด้านนี้”

            เสี่ยวเอ้อนำพวกเขาทั้งสองมายังห้องพักที่จัดเตรียมไว้ไม่นานสุราชั้นดีและอาหารก็ตามมาภายในห้องพักทั้งสองห้อง

            “อาหารและสุราชั้นดีที่คุณชายสั่งได้แล้วขอรับ.....”

            “อื่มดี เอาวางไว้บนโต๊ะก่อนข้าขออาบน้ำชำระร่างกายก่อน” เฟิ่งหยู่ตอบกลับ

            “ขอรับคุณชาย..”

            เมื่อเสี่ยวเอ้อเดินเข้ามาเฟิ่งหยูก็ได้กลิ่นของสมุนไพรที่ออกมาจากอาหารเฟิ่งหยูคิดไตร่ตรองดูแล้วสมุนไพรเหล่านั้นเมื่อนำมารวม ๆ กันกลับทำให้เกิดอาการง่วงซึมและหลับลึก เฟิ่งหยูจึงรู้ได้ในทันทีว่าในอาหารพวกนั้นถูกวางยานอนหลับไว้อย่างแน่นอน

            เฟิ่งหยูอาบน้ำเสร็จเขาทานโอสถแก้พิษกันเอาไว้ก่อน จากนั้นจึงทานอาหารและสุราตามปกติจากนั้นเฟิ่งหยูจึงแสร้งทำเป็นเข้านอนด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทาง

            หนึ่งชั่วยามต่อมามีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา ผู้นำกลุ่มเป็นชายวัยกลางคน  ฝีเท้าเขาก้าวเดินเข้ามาด้วยความทระนงพลางยิ้มแล้วกล่าวออกมาว่า

            “หนีเก่งจริงๆเลยนะ ปล่อยให้พวกเราตามหาซะวุ่นวายไปหมด หากไม่มีสายของเราแฝงตัวไว้ในเมืองต่าง ๆคงหาตัวไม่เจอง่ายๆ เป็นแน่”

            ชายวัยกลางคนเอ่ยออกมาเรียบๆ ทว่าน้ำเสียงที่กล่าวออกมาช่างดูน่าเกรงขามยิ่ง เขาคือโม่สุ่ยเป็นยอดฝีมือคนหนึ่งของอาณาจักรเต่าทมิฬแห่งนี้ พวกเขาจัดตั้งกลุ่มกองกำลังขึ้นมาโดยมีโม่สุ่ยเป็นหัวหน้า และรับงานทุกชนิดที่มีคนจ้างวาน ไม่ว่าจะเป็นงานจับตัวผู้มีอำนาจหรืองานล่าสังหาร พวกเขารับหมด ขอเพียงแค่ให้ได้เงินเท่านั้น....

            ประโยคที่กล่าวออกมานั้นทำให้ผู้คนที่อยู่ด้านหลังของโม่สุ่ยเปล่งเสียงออกมา

            “หญิงสาวเพียงคนเดียวกับเด็กอีกคนหนึ่งทำให้พวกเราต้องวุ่นวายถึงเพียงนี้กว่าจะตามหาตัวและจับนางได้นั้นใช้เวลาและกำลังคนไปไม่น้อยเลย”  

            พวกเขามองหญิงสาวและเด็กชายที่นอนหลับอยู่บนเตียงนอนอย่างไม่รู้สึกตัวเลยสักนิดพวกเขาทานอาหารทั้งหมดอย่างไม่สงสัย จนหลับสนิททั้งคู่

            “ฮ่าๆๆ ท่านหัวหน้าโม่สุ่ยลงมือเองเชียวนะ จะให้พลาดได้อย่างไร ไปพวกเจ้ารีบนำตัวพวกมันกลับไป”

            โม่สุ่ยหัวเราะอย่างสบายใจแต่เพียงไม่นานนักเขาก็ต้องขมวดคิ้ว เพราะสัมผัสได้ถึงสายตาที่เย็นชาที่มองมายังพวกเขา โม่สุ่ยหันหน้ามองไปยังด้านข้างจากนั้นเขาก็พบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ใช้สายต้องจ้องมองเขาอยู่อย่างเย็นชา 

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน