วันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 15.32 น.
“แม่ครับ ผมกลับมาแล้ว” ทีปกรตะโกนเข้าบ้านเสียงดังอย่างเคย จนไม่ได้สังเกตว่ามีสายตาสอดรู้สอดเห็นกำลังจับจ้องอยู่
“โอ๊ย… เกิดเป็นลูกชายบ้านนี้ช่างดีจริง ๆ เลยนะเนี่ย วัน ๆ เอาแต่เที่ยวเล่น ไม่รู้จักทำมาหากิน” เสียงเหน็บแนมที่นำมาก่อนตัวของป้าดีลอยออกมาจากรั้วกำแพงด้านข้าง
“เฮ้อ… เอาอีกและ” ทีปกรได้แต่ถอนหายใจบ่นพึมพำกับตนเองเบา ๆ ก่อนที่จะหันไปทักทายป้าข้างบ้านอย่างคนที่มีมารยาท
“สวัสดีครับป้า”
“อ้าวป้ามาผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่ริมรั้วอีกแล้ว ตกใจหมดเลยนะครับเนี่ย… นึกว่าเสียงนกเสียงกาที่ไหนซะอีก แต่ก็อย่างว่าแหละเนอะบ้านเขามีฐานะ ไม่ต้องทำงานก็มีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต” เกียกกายทนกิริยาเหน็บแนมสอดรู้สอดเห็นของป้าข้างบ้านไม่ไหวจึงสวนกลับไปทันทีด้วยน้ำเสียงที่กวนอารมณ์ฝ่ายตรงข้ามแบบสุด ๆ
“ไอ้กาย” ทีปกรกระตุกแขนเสื้อของเกียกกายเพื่อให้หยุดการต่อล้อต่อเถียงกับป้าดี
“แหม… ก็เห็นแต่ในบ้านมีแค่พี่สาวทำงานงก ๆ อยู่คนเดียว แม่ก็อยู่แต่บ้าน น้องชายก็ไม่ทำงานเอาแต่ผลาญเงินเที่ยวเล่นไปวัน ๆ เป็นแค่หมอเงินเดือนจะเท่าไรกันเชียว เป็นห่วงนะเนี่ยถึงได้พูด” เสียงลากยาวกระแนะกระแหนเสียดหูเป็นอย่างมาก ทำให้ธาริณีที่เพิ่งเคลิ้มหลับอยู่บนบ้านแทบทนไม่ไหวจนอยากจะลงไปฉะกันสักตั้ง แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงตอบโต้อยู่ด้านล่าง จึงแง้มผ้าม่านแอบดู
“ป้าเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรายรับรายจ่ายของบ้านนี้เหรอครับ ถึงได้รู้ไปซะหมดทุกอย่าง”
“ไอ้กาย เข้าบ้าน” ทีปกรกระซิบกระซาบพยายามลากเกียกกายเข้าบ้านเพื่อไม่ให้เรื่องบานปลายไปมากกว่านี้
“คนอย่างป้าปากดี ต้องเจอกับคนอย่างฉัน แกน่ะเงียบไปเถอะ” เกียกกายหันไปกระซิบบอกเพื่อนรักก่อนที่จะหันกลับไปโต้วาทีกับป้าข้างบ้าน
“แหม…ไม่ต้องไปถึงขั้นตรวจสอบบัญชีหรอกจ้ะ ของมันก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าใครทำงาน ใครไม่ทำงาน หรือจะเป็นเพราะว่าคบเพื่อนไม่ทำงานกันนะ ดั่งสุภาษิตไทยที่ว่า คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล” เสียงแหลม ๆ ของป้าดีช่างทำลายโสตประสาทได้ดีทีเดียว ทำให้ความอดทนที่แสนต่ำของเกียกกายขาดผึงทันที
“ป้าดีนี่รู้ดีสมชื่อเลยนะครับเนี่ย รู้ด้วยว่าผมยังไม่มีงานทำ”
“แหม… ก็เห็นมาบ่อยซะขนาดนี้ ขนาดวันธรรมดายังมา ถ้าคนมีการมีงานทำก็คงไม่มาบ่อยขนาดนี้หรอกมั้ง”
“แหม… ป้าก็ช่างสาระ… เอ๊ย… ใส่ใจเรื่องชาวบ้านดีจังเลยนะครับเนี่ย น่าจะเอาสุภาษิตที่ว่าพวกผมไปอบรมสั่งสอนลูกหลานบ้างก็น่าจะดีนะครับ เห็นว่าหลานชายสุดที่รักของป้าชอบออกไปแว้นตอนกลางคืนกับเพื่อนสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านไม่ใช่เหรอครับ รู้จักอบรมบ้างนะครับจะได้ไม่เป็นภาระของสังคม ดีกว่ามาสอดรู้สอดเห็นเรื่องของชาวบ้าน หรือถ้าเห็นคนเขามีความสุขแล้วทนไม่ได้ ก็ไปสวดมนต์เข้าวัดซะบ้างนะครับ จิตใจจะได้สงบไม่คิดฟุ้งซ่านเรื่องของชาวบ้าน นี่ผมเตือนด้วยความหวังดีนะครับเนี่ย…” เกียกกายสาธยายซะยาวเหยียด จนป้าดีถึงกับหน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธที่พูดไม่ทันชายหนุ่มปากร้ายที่อยู่ตรงหน้า
“เก็บความหวังดีของแกไว้เถอะย่ะ ไอ้เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม” เมื่อพูดจบป้าดีก็เดินสะบัดหน้ากลับเข้าบ้าน แต่เกียกกายยังตะโกนไล่หลังเพื่อเป็นการส่งท้าย
“ผมหย่านมมานานแล้วนะครับป้า แต่ถ้ามีเมียเมื่อไหร่ ก็คงจะกลับไปเข้าวงการน้ำนมอีกครั้ง ป้าก็เก็บความหวังดีเอาไว้ด้วยนะครับ จะได้ไม่เป็นมลพิษทางเสียงแก่เพื่อนบ้าน” ป้าดีหันมาค้อนขวับกับความปากดีของเกียกกาย และหันไปปิดประตูบ้านจนเสียงดัง
“สาแก่ใจจริงโว้ย นาน ๆ ทีจะมีคนมาต่อกรกับป้าข้างบ้านได้ ตานี่มันปากร้ายจริง ๆ” ธาริณีพูดพึมพำด้วยความสะใจ ก่อนจะปิดผ้าม่านและเดินกลับเข้าไปนอนต่ออย่างมีความสุข
“พอแล้วน่าไอ้กาย ครอบครัวฉันยังต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนาน อย่าไปมีเรื่องกับแกเลย” ทีปกรดึงชายเสื้อของเกียกกายอีกครั้ง
“จะไปกลัวทำไมวะ ฉันจะปกป้องนายและครอบครัวนายเอง ลองมาปากดีอีกสิ ฮึ…”
“นายนี่มันนิสัยเปลี่ยนไปมากจริง ๆ ยิ่งแก่ก็ยิ่งใจร้อน ตอนเด็กไม่เห็นเป็นอย่างนี้เลย”
“นายเป็นคนบอกฉันเองนี่หว่า ถ้าไม่สู้ก็จะโดนรังแกไปตลอดชีวิต”
“ฉันไม่ได้หมายถึงให้นายมาสู้ฝีปากกับคนแก่สักหน่อย… แต่ก็สะใจดีนะ” ทั้งสองต่างเดินหัวเราะเข้าบ้านไปอย่างมีความสุข