ตอนที่ 166 หวั่นเกรงความห่วงใยอันมิคาดฝันจากกู้ฉางเกอ เจตนาอันชั่วร้าย
การปรากฏตัวของกู้ฉางเกอก่อให้เกิดกระแสความสนใจอย่างลึกล้ำไปทั่วทั้งสนามรบในชั่วพริบตา
มิว่าจะเป็นเหล่ารุ่นเยาว์แห่งตระกูลมนุษย์ปักษาหรือผู้ติดตามของเขา ต่างก็หันมองจับจ้องไปยังร่างนั้น
บนหน้าผาที่รายล้อมไปด้วยม่านหมอกอันลี้ลับ ดอกไม้เซียนและสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์หยั่งรากเบ่งบาน แต่งแต้มให้ที่แห่งนั้นยิ่งดูสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์
บุรุษผู้หนึ่งซึ่งมีภาพลักษณ์ดุจดั่งเทพหนุ่ม อาภรณ์บนกายปลิวไสว ผมดำดุจผลึกแก้วส่องประกายระยับ
เขานั่งอยู่ ณ ที่แห่งนั้น แม้ใบหน้าจะยังคงซีดเซียวและเปี่ยมไปด้วยความอ่อนล้า
หากแต่ในแววตาที่แลดูเรียบเฉย กลับเจือด้วยความเย็นชาและลุ่มลึก จับจ้องลงไปยังเหล่าสิ่งมีชีวิตเบื้องล่างด้วยสายตาเหยียดหยาม
บรรยากาศรอบตัวเขายังปกคลุมไปด้วยแรงกดดันอันน่าหวาดหวั่น
“กู้ฉางเกอ!”
“ในที่สุดเขาก็ปรากฏตัวออกมาแล้ว!”
ผู้ที่นำทัพตระกูลมนุษย์ปักษาในครั้งนี้เป็นหญิงสาวผู้มีโฉมหน้าอันงดงาม
แผ่นหลังของนางประดับด้วยปีกสีทองอร่าม ส่องประกายศักดิ์สิทธิ์ ทุกครั้งที่นางออกกระบวนท่า แสงพิรุณก็หลั่งร่วงลงราวกับสายธารที่รินไหล
นางคืออวี่จิ้ง หญิงสาวผู้มีความขัดแย้งกับเฮยเหยียนอวี้แห่งตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล
นางนำพาเหล่าสิ่งมีชีวิตรุ่นเยาว์แห่งตระกูลมนุษย์ปักษามาที่แห่งนี้ เพื่อหวังจะใช้โอกาสที่กู้ฉางเกอบาดเจ็บหนักเพื่อท้าทายและต่อกรกับเขา
นางนั้นแข็งแกร่งยิ่ง บัดนี้พลังบำเพ็ญได้บรรลุถึงขอบเขตเทวะมายาขั้นกลาง ซึ่งเพียงพอที่จะบดขยี้ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์มากมายแห่งดินแดนภายนอกแล้ว และแม้แต่ผู้เป็นยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ก็ยังมิอาจเทียบเคียงกับนางได้
ตูม!
นางจ้องมองกู้ฉางเกอบนยอดเขาอันไกลโพ้นด้วยสายตาเย็นเยียบที่แฝงไว้ด้วยเจตนาฆ่าฟัน นางเคยพบเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเขามาแล้ว
บุรุษหนุ่มผู้มีอิสระเหนือเมฆาและดารา ผู้มีรูปลักษณ์ที่ดูราวกับเทพเจ้า กลับเป็นผู้บงการที่สังหารหลงเถิงจนดับสูญ
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา กู้ฉางเกอกลับมิเผยโฉมหน้าออกมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขาเอาแต่เก็บตัวรักษาบาดแผล
แต่ทว่า อวี่จิ้งนั้นมิใช่ผู้ที่โง่เขลาดังเช่นที่เฮยเหยียนอวี้คิด
นางเฝ้าสังเกตการณ์อย่างเนิ่นนาน และถึงกับยุยงให้เหล่าสิ่งมีชีวิตจำนวนมากมาก่อความวุ่นวายแก่กู้ฉางเกอ เพื่อทดสอบดูถึงขีดจำกัดของเขา
แต่แล้วนางก็กลับพบว่า เหล่าสิ่งมีชีวิตที่ถูกส่งมานั้น ล้วนแล้วแต่สูญหายไป ณ สถานที่แห่งนี้
เหตุการณ์นี้เองที่ทำให้อวี่จิ้งตระหนักได้อย่างชัดเจน ว่า กู้ฉางเกอนั้นมีข้อพิรุธอันใหญ่หลวง
หลายครั้งที่เหล่าผู้ติดตามของเขามักจะอาศัยเพียงโอสถยาศักดิ์สิทธิ์เพื่อจัดการกับปัญหา
เม็ดโอสถนั้นยังแฝงไว้ด้วยพลังกระบี่ที่น่าหวาดเกรงยิ่ง แม้แต่ผู้บรรลุถึงขอบเขตว่าที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ก็ยังต้องตื่นตระหนก มิกล้าเผชิญหน้ากับมันโดยตรง
เม็ดโอสถที่ทรงพลังเช่นนั้น เป็นของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง ไฉนเลยคนทั่วไปจะครอบครองได้
ทว่ากู้ฉางเกอกลับมอบมันให้กับเหล่าผู้ติดตามได้หยิบใช้
การกระทำนั้นหมายความว่าอย่างไรกัน
นั่นย่อมบ่งบอกว่า กู้ฉางเกออาจตกอยู่ในสภาพอันสิ้นหวัง ดั่งน้ำมันในตะเกียงที่รอวันแห้งเหือด
หากมิใช่เช่นนั้นแล้ว เขาก็คงจะมิเลือกใช้โอสถที่เป็นดั่งสมบัติอันล้ำค่าเช่นนี้
เพราะเม็ดโอสถดังกล่าว เมื่อใช้ไปแล้ว ก็ย่อมสูญสิ้นไปอย่างมิอาจหวนคืน
อีกทั้งกระบวนการหลอมสร้างก็ซับซ้อนยิ่งนัก
แม้แต่ตัวอวี่จิ้งเองก็ยังรู้สึกหนักใจเมื่อได้พบเห็น มันแฝงไว้ด้วยพลังกระบี่อันแข็งแกร่งซึ่งเทียบเท่ากับขอบเขตว่าที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์อันน่าสะพรึงกลัว พลังนี้แข็งแกร่งจนเกินกว่าจะต้านทานได้
เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นผู้ที่บรรลุถึงขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ หรือมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ในมือเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ อวี่จิ้งจึงมั่นใจว่า กายเนื้อของกู้ฉางเกอนั้นย่อมมีปัญหาอย่างใหญ่หลวง… นี่อาจจะเป็นเพราะการต่อสู้กับผู้สืบทอดวิชามารในครั้งนั้น ที่ทำให้เขาจำต้องใช้ไพ่ตายมากมายจนตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
"ครั้งนี้ ข้าได้นำอาวุธศักดิ์สิทธิ์มาด้วย แม้ว่าพลังของข้าจะยังมิสามารถปลุกพลังของมันได้อย่างเต็มที่ ทว่าพลานุภาพเพียงเสี้ยวเดียวของมันก็สามารถกดข่มทุกสิ่งได้"
"ดูเหมือนว่ากู้ฉางเกอคงจะได้รับบาดเจ็บสาหัสจริงๆ นี่เป็นโอกาสอันดีของพวกเราที่จะแก้แค้นให้กับท่านหลงเถิง แก้แค้นให้กับเผ่าพันธุ์ของเรา! อีกทั้งยังเป็นการประกาศนามของตระกูลมนุษย์ปักษาให้ดังก้องไปทั่วทิศ"
ความคิดมากมายพลุ่งพล่านขึ้นในใจของอวี่จิ้ง ขณะจ้องมองไปยังยอดเขาอันห่างไกลที่กู้ฉางเกอนั่งอยู่ สายตาของนางเต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟัน
ในขณะเดียวกัน กู้ฉางเกอก็กวาดตามองไปยังทิวทัศน์เบื้องล่าง แววตาฉายประกายลี้ลับวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม
"นายท่าน!"
"คารวะนายท่าน!"
ในชั่วขณะนั้นเอง เสียงกึกก้องกังวานก็ดังขึ้นจากทุกยอดเขา สายรุ้งแห่งมรรคาพุ่งทะยานลงมาสู่สมรภูมิ
เงาร่างที่ปรากฏในสายรุ้งเหล่านั้นล้วนเป็นผู้ติดตามของกู้ฉางเกอ
พวกเขากำลังต่อสู้กับตระกูลมนุษย์ปักษา การปะทะนั้นรุนแรงดุเดือด แสงแห่งพลังเจิดจ้า ทลายแนวเขาให้กลายเป็นผุยผง
เมื่อพวกเขาเห็นกู้ฉางเกอซึ่งมิได้ปรากฏตัวมาอย่างเนิ่นนานในยามนี้ ก็อดมิได้ที่จะปลาบปลื้มใจ ต่างพากันส่งเสียงคารวะอย่างพร้อมเพรียง
การที่กู้ฉางเกอเลือกจะปรากฏกายทั้งที่ยังบาดเจ็บนั้น
ย่อมเป็นการส่งแรงใจและประกาศเจตจำนงให้พวกเขาต่อสู้!
ในพริบตานั้น เจตนาฆ่าฟันของผู้ติดตามทุกคนต่างพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ดวงตาแดงก่ำ ส่งเสียงโห่ร้องดังกึกก้องไปทั่วผืนฟ้า พุ่งตรงต่อสู้กับเหล่ารุ่นเยาว์ของตระกูลมนุษย์ปักษา
"โอสถกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่นายท่านได้ประทานมานั้นสามารถพิฆาตศัตรูได้ทุกคน"
เสียงหนึ่งคำรามก้อง ขณะผู้บำเพ็ญผู้หนึ่งนั้นได้นำเอาสิ่งวิเศษหนึ่งออกมา มันวาวใสราวกับผลึกแก้ว เจือไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าที่พวยพุ่ง
ชิ้ง!
เพียงชั่วพริบตา กระบี่ศักดิ์สิทธิ์นั้นเผยอานุภาพออกมาในความเวิ้งว้าง
พลังกระบี่อันน่าหวาดหวั่นพลันปรากฏขึ้น พลังนั้นมหึมาประหนึ่งแนวเขา ซึ่งพุ่งตรงไปดุจสายธารอันเชี่ยวกราก กลิ่นอายอันคมกริบปกคลุมไปทั่วผืนนภา
ตูม…
เหล่าสิ่งมีชีวิตแห่งตระกูลมนุษย์ปักษาที่อยู่ด้านหน้า พลันเผยใบหน้าฉายแววหวาดกลัวและสิ้นหวัง ทว่าพวกเขากลับมิอาจต้านทานได้ สุดท้าย พลังแห่งกระบี่นี้ได้ทำลายร่างกายและจิตวิญญาณจนสลายสิ้น
“ข้ามิอาจจะเชื่อได้ว่า เจ้าจะมีโอสถกระบี่เหลืออยู่มากมายถึงเพียงนั้น” อวี่จิ้งกล่าวด้วยสีหน้าอันเย็นเยียบ แววตาไร้ซึ่งความประหลาดใจ
นางเริ่มเตรียมการปลุกพลังแห่งอาวุธศักดิ์สิทธิ์
ตูม!
พลังแห่งความร้อนระอุและแสงสีทองเจิดจ้าพลันแผ่พุ่งออกมาจากชายเสื้อ ดวงตะวันน้อยสีทองพลันปรากฏ ราวกับกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหล
อานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวเริ่มแผ่ขยายบดขยี้ทุกทิศทาง ผู้คนรอบด้านล้วนต่างหน้าถอดสี บางคนถึงกับตื่นตระหนก
“กลิ่นอายแห่งผู้ศักดิ์สิทธิ์…”
“นี่มันอาวุธศักดิ์สิทธิ์!” ผู้ใดบางคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม สายตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
อาวุธศักดิ์สิทธิ์นั้นมีเพียงผู้ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นจึงจะรับมือได้ สำหรับผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรที่ยังมีพลังมิถึงขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ มันคือพลังอำนาจที่สามารถบดขยี้พวกเขาได้อย่างไร้ซึ่งหนทางต้านทาน!
“เพื่อรับมือกับข้า นางถึงกับนำอาวุธศักดิ์สิทธิ์มาใช้เลยหรือ เผ่าพันธุ์โบราณแห่งเซียนเหล่านี้ดูเหมือนจะจนตรอกเสียแล้ว…” ริมฝีปากของกู้ฉางเกอยกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางๆ อันยากจะคาดเดาแต่งแต้มขึ้นบนใบหน้า
เขามิได้แสดงความประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
ในช่วงเวลานี้ เหล่าตระกูลแห่งดินแดนเซียนโบราณต่างได้เผชิญกับความสูญเสียอันใหญ่หลวง การสังหารและบาดเจ็บที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน กำลังผลักดันพวกเขาให้เหยียบย่ำข้ามเส้นแบ่งขอบเขตที่มิอาจล่วงละเมิดได้
ระหว่างโลกภายนอกและดินแดนเซียนโบราณ เคยมีข้อตกลงร่วมกันที่ดำรงมาอย่างยาวนาน
ดินแดนเซียนโบราณนั้นเป็นผลงานของผู้อาวุโสแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ผู้ใช้มรรคาเทพอันสูงสุดโยกย้ายดินแดนนี้มาจากที่ใดที่หนึ่งในอดีตกาล
ด้วยเหตุนี้ สำนักมรรคาหลายแห่งจึงให้เกียรติตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ แม้ว่าจะละโมบใคร่ครอบครองดินแดนแห่งนี้ ทว่าก็ยังอดกลั้นด้วยความเคารพ
ทว่าครั้งนี้ ภายใต้แผนการของกู้ฉางเกอ ความขัดแย้งระหว่างเหล่าตระกูลในดินแดนเซียนโบราณกับสำนักมรรคาในโลกภายนอกกลับทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งสองฝ่ายต่างล้มตายกันอย่างมากมาย สำนักมรรคาหลายแห่งที่เข้ามาในดินแดนเซียนโบราณถึงกับสูญสิ้นทั้งกองกำลัง
โดยเฉพาะเมื่อตระกูลมนุษย์ปักษาได้บังอาจใช้อาวุธศักดิ์สิทธิ์อย่างโจ่งแจ้ง
นี่มิใช่การฝึกฝนประสบการณ์อีกต่อไป… ทว่ากลับเป็นการสังหารหมู่ต่อเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรแห่งโลกภายนอก
แม้ดินแดนเซียนโบราณและเหล่าตระกูลในนั้นจะเก่าแก่และทรงเกียรติ ทว่าสำหรับสำนักมรรคาในโลกภายนอกแล้วนั้น พวกเขาเป็นเพียงดินแดนลึกลับแห่งหนึ่งเท่านั้น
บัดนี้ การทำลายเส้นแบ่งขอบเขตอย่างโจ่งแจ้งนี้
จะให้โลกภายนอกนั้นยอมทนได้อย่างไร ความโกรธแค้นย่อมปะทุลุกโชนขึ้น สุดท้ายก็อาจถึงขั้นถล่มทำลายดินแดนเซียนโบราณให้ราบคาบ
และนั่นเอง คือสิ่งที่กู้ฉางเกอใช้เป็นเหตุผลและข้ออ้างอันชอบธรรมสำหรับการเคลื่อนไหวของเขา
นี่เป็นโอกาสที่เหมาะสมยิ่งสำหรับเขา
ข้อตกลงที่มั่นคงระหว่างสำนักมรรคาหลายแห่งนั้น แท้จริงแล้วก็มีเพียงเพราะพวกเขายังขาดเหตุผลสำคัญและพลังขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่เพียงพอ
และยามนี้ กู้ฉางเกอก็ได้สร้างเหตุผลนั้นขึ้นมาด้วยเงื้อมมือของเขาแล้ว!
สำหรับเหล่าสำนักมรรคาแห่งโลกภายนอก ดินแดนเซียนโบราณนั้นมิต่างอันใดจากเนื้อชิ้นงามที่น่ากลืนกิน แท้จริงแล้วตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เองก็มิอาจกำกับดูแลชะตากรรมของดินแดนเซียนโบราณได้มากนัก เพียงได้แต่ยึดครองตำแหน่งปากทางเข้าไว้เท่านั้น”
เมื่อคิดถึงจุดนี้ แววตาของกู้ฉางเกอก็ยิ่งแฝงความลี้ลับอันน่าครุ่นคิด
เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งตระกูลมนุษย์ปักษานั้นช่างโง่เขลาโดยแท้ และความโง่เขลานี้เองก็คือชนวนเพลิงที่สมบูรณ์แบบที่สุด
ในช่วงเวลาเช่นนี้ หากเขาใช้โอกาสสร้างสถานการณ์ขึ้น ด้วยสถานะของเขาก็ช่างง่ายดายนัก นี่เป็นราวกับการพลิกฝ่ามือเพื่อดขยี้เหล่าทายาทแห่งดินแดนเซียนโบราณให้สูญสิ้น
จากนั้น กู้ฉางเกอก็เหลือบมองไปยังภาพเบื้องหน้าอีกครั้ง
เขาเห็นกู้เซียนเอ๋อร์ถูกดึงเข้าสู่การต่อสู้อย่างหลีกเลี่ยงมิได้
บัดนี้ นางถูกเหล่ายอดยุทธ์รุ่นเยาว์แห่งตระกูลมนุษย์ปักษารุมล้อม รอบตัวปรากฏอักขระศักดิ์สิทธิ์เปล่งประกาย
ราวกับกำลังร้อยเรียงวิชาอันล้ำเลิศที่เปี่ยมไปด้วยพลังการโจมตีอันรุนแรง วิชาเทพอันน่าสะพรึงกลัวกำลังถูกบรรเลงขึ้น
ภาพดวงดาราแห่งสวรรค์อันหลากหลายพลันปรากฏขึ้นรอบกายนาง พลังนั้นปกคลุมรอบทิศ สามารถบดขยี้ศัตรูให้แตกดับ
แม้ว่ารูปลักษณ์ของนางจะดูบอบบาง ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยรัศมีอันไร้เทียมทาน กลิ่นอายพลังแห่งโลหิตปะทุออกมาอย่างรุนแรงราวกับพายุคลั่ง
คู่ต่อสู้ของนางต่างหน้าถอดสี ถูกกระแทกจนกระอักโลหิตและกระเด็นกระจัดกระจาย บางคนถึงกับถูกพลังของนางบดขยี้จนกลายเป็นม่านโลหิต
“ข้าบอกแล้วว่าพวกเจ้านั้นจับตัวผิดคน! ข้ามิเกี่ยวข้องกับกู้ฉางเกอเลยแม้แต่น้อย!”
“หากพวกเจ้านั้นต้องการจะจัดการกับกู้ฉางเกอ แล้วมันเกี่ยวข้องอันใดกับข้าผู้มีนามว่ากู้เซียนเอ๋อร์ด้วยเล่า”
น้ำเสียงของนางเปี่ยมไปด้วยความขุ่นเคือง ขณะที่หมัดเล็กงามประหนึ่งหยกของนางกระแทกออกไปจนทำให้ห้วงมิติสั่นสะเทือน พลังที่ปลดปล่อยออกมานั้นช่างน่าหวาดกลัวยิ่ง
หลังจากที่นางเพิ่งก้าวออกจากวิหารของกู้ฉางเกอ นางนั้นยังมิทันจะเหินบินไปได้ไกล ก็ได้ถูกเหล่าสิ่งมีชีวิตแห่งตระกูลมนุษย์ปักษานี้ขัดขวางเอาไว้…
พวกมันมิพูดพร่ำทำเพลง ก่อนจะพุ่งตรงเข้าจู่โจมนางในทันที
สิ่งนี้ทำให้นางโมโหจนแทบจะระเบิด ความโกรธเกรี้ยวเดือดพล่านจนแทบจะทำให้นางหันหลังกลับไปยังวิหารของกู้ฉางเกอเพื่อสะสางบัญชีที่ค้างคากับเขา
เป็นเช่นที่เขาเคยกล่าวไว้จริงๆ ว่านางนั้นย่อมจะช่วยเหลือเขา!
วาจานั้นช่างราวกับเป็นการผายลมนัก!
นี่มันเป็นการบีบบังคับกันทั้งนั้น!
มิน่าแปลกใจเลยที่ในตอนนั้น กู้ฉางเกอถึงได้หัวเราะออกมาอย่างน่ารำคาญ
ในขณะที่นางต่อสู้อย่างดุเดือด สายตาก็พลันเห็นร่างของกู้ฉางเกอปรากฏขึ้นบนยอดเขาอันไกลโพ้น
มิเห็นเสียยังจะดีกว่า
ทว่าเมื่อมองเห็นเงาของเขาเพียงแวบเดียว กู้เซียนเอ๋อร์ก็แทบจะระเบิดไปด้วยโทสะ
นางต้องการพุ่งตรงไปกระแทกที่นั่งของเขาให้ล้มคว่ำลงด้วยฝ่าเท้าของนางเอง
บุรุษผู้นั้นยังคงนั่งอย่างสบายอารมณ์ ชมการต่อสู้อย่างใจเย็น โดยมิมีทีท่าว่าจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือนางแม้แต่น้อย ราวกับว่านางมิได้เกี่ยวข้องใดๆ กับเหตุการณ์ตรงหน้านี้!
“กู้ฉางเกอช่างเจ้าเล่ห์นัก สมแล้วที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลอันชั่วช้า… ข้าดันห่วงใยในอาการบาดเจ็บของเขาไปเสียได้ ถึงกับยอมเดินทางไกลเพื่อมาเยี่ยมเยียน! ทว่าเขากลับข่มเหงข้าได้ลงคอ”
กู้เซียนเอ๋อร์กัดฟันกรอด ดวงตางามเปี่ยมด้วยโทสะขณะจ้องมองไปยังยอดเขาอันไกลโพ้น สายตานั้นราวกับคมกระบี่อันแหลมคมซึ่งแทงทะลุความว่างเปล่า
พัดพาความเย็นเยียบอันหนาวเหน็บติดตามมาด้วย
ในขณะนั้นเอง
กู้ฉางเกอเพียงปรายตามองไปยังนางจากระยะไกล ก่อนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความหมายอันยากจะหยั่งถึง “เซียนเอ๋อร์เอ๋ย… อุตส่าห์เดินทางไกลเพื่อมาช่วยเหลือพี่เช่นนี้… พี่ซาบซึ้งในน้ำใจของเจ้ายิ่งนัก!”
รอยยิ้มบางที่มุมปากของเขาชวนให้คนอยากจะลงมือ
เขาย่อมมิคิดจะปรานีต่อเด็กสาวจอมดื้อรั้นผู้นี้
“กู้ฉางเกอ! เจ้าอย่าได้กล่าววาจาเหลวไหล…”
เพียงได้ยินถ้อยคำของเขา กู้เซียนเอ๋อร์ก็รู้สึกราวกับลางร้ายกำลังมาเยือน ดวงตางามทอประกายเย็นเยียบ นางแทบอยากจะกระชากฉีกทึ้งปากของเขาออกเป็นชิ้นๆ
ถ้อยคำของกู้ฉางเกอนั้นเปรียบเสมือนกับการโยนความผิดไปให้ผู้อื่นอย่างจงใจ
“สองคนนี้แสร้งเล่นละครหลอกลวงพวกเรา ชัดเจนว่าสมคบคิดกันแท้ๆ ทว่ากลับกล้าโกหกมดเท็จเสียได้!”
“นางคนนี้ก็เป็นพวกเดียวกับกู้ฉางเกอ นางได้สังหารพวกเราไปมากมายนัก ทว่ายังกล้าปั้นหน้าใสซื่อ!”
“อย่าให้นางหนีรอดไปได้!”
คำพูดเหล่านี้ยิ่งปลุกเร้าโทสะของเหล่ายอดยุทธ์แห่งตระกูลมนุษย์ปักษา การโจมตีของพวกเขากลับยิ่งรุนแรงขึ้น
อักขระศักดิ์สิทธิ์ส่องประกายระยับ กลายเป็นพลังแห่งเทพที่น่าสะพรึงกลัวปกคลุมไปทั่วฟากฟ้า การสั่นสะเทือนของพลังนั้นราวกับจะทำลายล้างทุกสิ่ง
กู้เซียนเอ๋อร์จ้องมองไปยังยอดเขาด้วยความเคียดแค้น สลักความแค้นทั้งหมดไว้บนตัวกู้ฉางเกอ
ทว่าในเวลานี้ นางมิมีเวลามามัวคิดฟุ้งซ่าน ได้แต่หันไปปะทะกับศัตรูเบื้องหน้าอย่างสุดกำลัง
แม้ว่าการฝึกฝนของนางจะมีความก้าวหน้า ทว่าเมื่อเทียบกับสิ่งมีชีวิตแห่งดินแดนเซียนโบราณที่อยู่เบื้องหน้าแล้วนั้น นางกลับยังด้อยกว่าหลายขั้น
นางสามารถต้านทานการโจมตีของพวกเขาได้โดยมิเสียเปรียบ ทว่าก็ยังคงยากที่จะตัดสินแพ้ชนะได้ในระยะเวลาอันสั้น
ที่สำคัญ จำนวนของสิ่งมีชีวิตแห่งตระกูลมนุษย์ปักษานั้นย่อมได้เปรียบกว่านางอย่างมหาศาล
"กู้เซียนเอ๋อร์นั้นมีพลังในระดับเจ้าครองแคว้น แม้กระนั้น ด้วยสถานะของผู้ครอบครองชะตาฟ้าลิขิต การต่อสู้ในระดับเดียวกันก็ย่อมไร้ผู้ใดจะต้านทาน และการประมือกับผู้มีระดับสูงกว่าก็ยังทำได้อย่างง่ายดาย... ดูท่า สำหรับนางแล้ว เรื่องนี้ก็คงมินับว่ายากเย็นอันใดนัก"
"พี่คนนี้หาใช่มารปีศาจไม่ การทดสอบนี้ล้วนเพื่อเป็นการฝึกปรือเจ้าทั้งสิ้น สิ่งนี้ล้วนดีต่อตัวเจ้าเองทั้งนั้น"
บนยอดเขา กู้ฉางเกอหรี่ตาลงเล็กน้อย
พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความกังวล ราวกับห่วงใยอย่างแท้จริง "เซียนเอ๋อร์ ระวังตัวด้วย คนของพวกเขานั้นมีอย่างมากมายเหลือเกิน อย่าได้ประมาทเล่า ระวังตัวอย่าให้บาดเจ็บเอาได้"
"เหตุใดจู่ๆ กู้ฉางเกอจึงได้เป็นห่วงเป็นใยข้าขึ้นมาได้…"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ กู้เซียนเอ๋อร์ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย
ใบหน้างดงามฉายแววสงสัย คำพูดนั้นฟังดูแปลกประหลาดชอบกล
นางมิได้หวาดกลัวสิ่งใด ทว่าสิ่งที่ทำให้นางหวั่นเกรงที่สุดก็คือความห่วงใยอันมิคาดฝันจากกู้ฉางเกอ
"ช่างเจ้าเล่ห์นัก... ยังทำให้ข้าเดือดร้อนมิพออีกหรือ..."
ในมิช้า สีหน้าของกู้เซียนเอ๋อร์พลันแปรเปลี่ยนไป โทสะปะทุขึ้นในหัวใจ นางเริ่มเข้าใจถึงเจตนาอันแท้จริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความห่วงใยนั้น
ความห่วงใยของเขา มิใช่เพียงเพื่อนาง ทว่าเป็นการแสดงให้เหล่ายอดยุทธ์แห่งตระกูลมนุษย์ปักษาได้เห็น
"ดูท่ากู้ฉางเกอจะให้ความสำคัญกับนางผู้นั้นมิน้อย รีบจัดการนางเสีย"
อวี่จิ้งโบกมือ สายตาเยียบเย็นพลันฉายแสงวาบ นางสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในความสัมพันธ์ระหว่างกู้ฉางเกอกับกู้เซียนเอ๋อร์
ฟิ้ว!
"สังหาร!"
สายรุ้งแห่งมรรคาจากทุกทิศทางพลันพุ่งเข้าหานาง เป้าหมายของพวกเขามิใช่ผู้ใดอื่น ทว่าเป็นกู้เซียนเอ๋อร์
"กู้ฉางเกอ..."
กู้เซียนเอ๋อร์แทบจะระเบิดโทสะ ฟันขบแน่นจนเกิดเสียง ดวงหน้าแดงระเรื่อด้วยความโกรธเกรี้ยวจนอกสะท้อนขึ้นลงอย่างรุนแรง