“ขอบคุณองค์ชายที่ช่วยเหลือ”
ทั้งสองพ่อลูกต่างกอดกันกลมพวกเขาซาบซึ้งในความกรุณาขององค์ชายในครั้งนี้เป็นอย่างมากและก็เป็นดังที่เฟิ่งหยูกล่าวเอาไว้ไม่มีผิด สองพ่อลูกสำนึกในบุญคุณขององค์ชายไป๋เซ่อด้วยความจริงใจ
“ข้าเยี่ยซานขอสาบานต่อฟ้าข้าจะขอจงรักพักดีต่อองค์ชายและถวายความปลอดภัยให้แก่องค์ชายจนชีวิตของข้าจะหาไม่”น้ำเสียงที่หนักแน่นออกมาจากปากของเยี่ยซาน
“ดี ดี ดี นับแต่นี้ไปเจ้าต้องหมั่นฝึกฝนให้หนัก พลังยุทธ์ของเจ้าแข็งแกร่งพอที่จะคุ้มกันให้ข้าได้”
“เรื่องนี้ต้องฝากท่านแล้ว ท่านเจ้าสำนัก ฝึกฝนเขาให้ดีตอนนี้พาเขาไปรักษาตัวก่อน”
“ขอบคุณองค์ชายที่ให้โอกาสกับพวกเรา”
“พวกเจ้าไปสั่งคนของพวกเจ้าห้ามไม่ให้เรื่องนี้แพร่กระจายออกไปเด็ดขาดหาไม่แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ข้าคงไม่ต้องบอกพวกเจ้า ”
“องค์ชายไม่ต้องกังวล คนในสำนักพยัคฆ์พิรุณข้าสามารถจะให้พวกเขาเก็บเรื่องนี้เอาไว้ไม่ให้เรื่องนี้แพร่ออกไปข้างนอกอย่างเด็ดขาดต่อไปหากท่านจะเรียกใช้งานพวกเรา พวกเราเองก็จะช่วยเหลือองค์ชายทุกเรื่อง”
“เอาเถอะไหน ๆเรื่องมันก็ผ่านมาแล้วให้มันเป็นบทเรียนครั้งสำคัญสำหรับเจ้าก็แล้วกัน ไปรักษาตัวก่อนเถอะ”
“ขอบคุณองค์ชายที่ช่วยเหลือ”
“เอาหละไม่มีอะไรแล้ว พวกท่านกลับไปรีบสั่งให้คนของสำนักท่านให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับและปิดปากให้สนิทอย่าให้ใครรับรู้เรื่องนี้เป็นอันขาด”
“พะยะค่ะ”
สองพ่อลูกกลับสำนักไปอย่างรีบเร่งพร้อมกับประกาศให้ทุกคนในสำนักปิดเรื่องนี้ให้เป็นความลับ และห้ามไม่ให้พูดถึงเรื่องนี้อีก
รุ่งเช้าวันต่อมาเฟิ่งหยูพาองค์หญิงหนิงเอ๋อไปเที่ยวภายในอาณาจักรพยัคฆ์ขาวทั้งวัน และอธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้องค์หญิงหนิงเอ๋อฟังจนกระทั่งพวกเขากลับมาถึงที่พักที่ทางอาณาจักรพยัคฆ์ขาวจัดไว้ให้พวกเขา
“ท่านพี่เฟิ่งหยู ท่านไม่ต้องกังวลข้าไม่ได้โทษเยี่ยซานแต่เป็นข้าเองต่างหากที่ประมาทมากเกินไป”
“เอาหละเราอย่ามาคุยถึงเรื่องนี้กันอีกเลย เจ้ารู้ไหมตอนนี้เสี่ยวไป๋ของเจ้าเลื่อนไประดับห้าแล้วแถมยังกลายเป็นพยัคฆ์ขาวสายเลือดบริสุทธิ์อีกด้วยเจ้าอย่าได้ให้ใครรู้เรื่องนี้เป็นอันขาดเพราะอาณาจักรพยัคฆ์ขาวแห่งนี้คงไม่ปล่อยให้พยัคฆ์ขาวสายเลือดบริสุทธิ์จากไปอย่างแน่นอน”
“จริงหรือเสี่ยวไป๋” องค์หญิงหนิงเอ๋อถามเสี่ยวไป๋เสี่ยวไป๋ที่นอนอยู่บนไหล่ขององค์หญิงทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับเท่านั้น
“ท่านพี่แล้วองค์ชายและเจ้าสำนักพยัคฆ์พิรุณจะไม่รู้เรื่องนี้อย่างนั้นหรือ”
“รู้สิ แต่พวกเขาจะไม่พูด”
“เพราะอะไร อย่างนั้นหรือ?”
“อย่างแรก เพราะองค์ชายและเจ้าสำนักพยัคฆ์พิรุณนั้นสนิทสนมกัน เมื่อเกิดเรื่องขึ้นองค์ชายก็ต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือพวกเขาแต่เรื่องนี้มันใหญ่เกินไปทำให้ไม่มีทางออกแต่เมื่อข้าแนะนำองค์ชายไปแล้วเขาจะได้บริวารที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อเขาในการสืบราชสมบัติต่อไป”
“อย่างที่สองเจ้าสำนักพยัคฆ์พิรุณ ติดหนี้ชีวิตลูกชายของเขากับองค์ชายดังนั้น พวกเขาต้องซื่อสัตว์ต่อองค์ชายสิ่งใดที่องค์ชานสั่งให้เก็บเป็นความลับพวกเขาก็ไม่กล้าเปิดเผยอย่างแน่นอน”
“ข้อสุดท้ายคือ กองกำลังของสำนักพยัคฆ์พิรุณกลายเป็นขององค์ชายไปด้วย ดังนั้นพวกเขาจะไม่เอ่ยถึงเสี่ยวไป๋ที่เจ้าดูแลอย่างดีอย่างแน่นอน”
วันถัดมา กษัตริย์ไป๋กวางกลับมาจากอาณาจักรเมฆาหวนพร้อมกับสีหน้าที่เคร่งเครียดพร้อมกับสั่งให้องค์ชายไป๋เซ่อเข้าพบโดยด่วน
“ไป๋เซ่อเจ้าจัดเตรียมกองกำลังสองแสนนาย เจ้าบังคับบัญชาด้วยตัวเองและฟังคำสั่งเฟิ่งหยูเพียงผู้เดียว”
“จัดเตรียมกองกำลังหรือพระบิดา ท่านจะไปรบกับใครอย่างนั้นหรือ?”
“ตอนนี้ยังไม่ได้ไปรบที่ไหน แต่ที่ข้าให้เจ้าจัดเตรียมเพื่อไปฝึกฝน”
กษัตริย์ไป๋กวางตกลงเข้าร่วมกับอาณาจักรเมฆาหวน และอาณาจักรหงส์เพลิง พร้อมกับส่งกำลังไปฝึกฝนกับเฟิ่งหยู ส่วนความร่วมมือด้านอื่น ๆกษัตริย์เหวินฉิงจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งเมื่อเฟิ่งหยูกลับมาจากทุกอาณาจักรก่อน คาดว่าคงใช้เวลาอีกไม่นาน
สองวันต่อมาองค์ชายไป๋เซ่อ นำกองกำลังสองแสนนายมาพบเฟิ่งหยู เฟิ่งหยูจำเป็นต้องนำเรือรบออกมาและให้พวกเขาขึ้นไปก่อนจะออกเดินทางเฟิ่งหยูมุ่งหน้าไปอาณาจักรจันทร์เสี้ยวเป็นอาณาจักรต่อไป ระหว่างทางในช่วงที่ทุกคนกำลังพักผ่อนเฟิ่งหยูจึงนำเรือรบเข้าไปยังเจดีย์ฟ้าสวรรค์พร้อมกับนำเรือลงจอดบริเวณเจดีย์ฝึกฝนที่อู่หวังฉีสร้างขึ้น เฟิ่งหยูอธิบายเรื่องราวต่างๆ พร้อมกับส่งองค์ชายไป๋เซ่อให้อู่หวังฉีนำพวกเขาไปฝึกฝนต่อไป
เฟิ่งหยูนำหนิงเอ๋อไปในเจดีย์เล็กที่ตระกูลเฟิ่งใช้ฝึกฝนและให้องค์หญิงหนิงเอ๋อไปพักผ่อนอยู่กับมารดาของเขาส่วนเสี่ยวไป๋ เฟิ่งหยูให้ไปฝึกฝนร่วมกับมังกรน้อยและโหวจื่อก่อนย
“หนิงเอ๋อ ทุกคืนเราจะกลับมาฝึกฝนที่นี่และจะเดินทางไปยังอาณาจักรต่างๆ ในตอนกลางวัน เวลาในนี้หกชั่วยามด้านนอกเท่ากับเวลาข้างในนี้หกเดือน”
“ดังนั้นเราจะมีเวลาฝึกฝนอยู่ข้างในนี้วันหนึ่งก็สี่เดือนถึงหกเดือนตอนนี้พลังต้นกำเนิดและพลังฟ้าดินของที่นี่หนาแน่นกว่าด้านนอกหลายเท่าตัวการฝึกฝนของเจ้าจะก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว”
“ในช่วงเวลาที่เดินทางเจ้าก็ฝึกฝนอยู่กับตระกูลเฟิ่งก่อนเมื่อถึงอาณาจักรจันทร์เสี้ยว ข้าจะพาเจ้าออกไป”
“ได้พี่เฟิ่งหยู ข้าจะฝึกฝนอยู่ข้างในนี้กับท่านแม่ของท่านท่านไม่ต้องกังวล ข้าจะหมั่นฝึกฝน จะได้แข็งแกร่งพอที่จะป้องกันตนเองได้”
เฟิ่งหยูออกจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์และเดินทางต่อไปยังอาณาจักรจันทร์เสี้ยว การเดินทางในครั้งนี้ใช้เวลาเพียงไม่นานนักเพราะเฟิ่งหยูได้นำเรือรบออกเดินทางมากว่าครึ่งทางแล้วเมื่อเขาออกมาจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์จึงเดินทางเพียงแค่หนึ่งวันจึงถึงเมืองหน้าด่านของอาณาจักรจันทร์เสี้ยว
เฟิ่งหยูผ่านเข้าเมืองหน้าด่านเข้าไปอย่างง่ายดายเขานำองค์หญิงหนิงเอ๋อออกมาจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์เมื่อเดินทางไปถึงเมืองหลวงของอาณาจักรจันทร์เสี้ยว
“ท่านพี่เฟิ่งหยูเราจะเดินทางเข้าไปในพระราชวัง ของเมืองหลวงของอาณาจักรจันทร์เสี้ยวเลยหรือไม่”
“ตอนนี้ข้าคิดว่าพวกเราไปตระกูลโหย่วก่อนดีกว่าข้าเองอยากจะรู้ว่าเหมืองแร่ของพวกเขามีจำนวนมากเท่าไหร่และเป็นเหมืองขนาดใหญ่แค่ไหน”
“ก็ดีเหมือนกัน ข้าฝึกฝนข้างในกับท่านแม่ของท่านพวกเราก้าวหน้าไปมากเลย ตระกูลเฟิ่งของเจ้าแต่ละคนก็ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดเลยก็ว่าได้ตอนนี้ข้าเองอีกไม่นานก็คงเลื่อนขั้นเป็นราชันย์สวรรค์แล้ว”
“อย่างนี้ข้าต้องรีบแล้ว เจ้าจะตามข้าทันแล้ว ไม่ได้ ไม่ได้ข้าต้องขยันฝึกมากกว่านี้เสียแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เฟิ่งหยูหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“ท่านพี่เฟิ่งหยูแล้วตระกูลโหย่วไปทางไหน ท่านรู้หรือไม่?”
“ตามที่โหย่วซินเคยบอกข้า คงอีกไม่ไกลแล้ว พวกเราคงจะถึงตระกูลโหย่ว...”
พวกเขาใช้เวลาไม่นานก็เดินทางมาถึงตระกูลโหย่วหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ในอาณาจักรจันทร์เสี้ยวแห่งนี้เฟิ่งหยูควบรถม้าของเขาไปหยุดอยู่ตรงหน้าประตูทางเข้าตระกูลโหย่ว
“ข้าเฟิ่งหยูจากเมืองจินเฟิง มาขอพบกับผู้อาวุโสโหย่วซิน...”เฟิ่งหยูบอกกับยามที่เฝ้าประตูตระกูลโหย่ว
“ท่านรอสักครู่ ข้าจะไปรายงานให้ท่านผู้อาวุโสโหย่วซินทราบก่อน”ยามเฝ้าประตูกล่าวกับเฟิ่งหยูพร้อมกับรีบวิ่งเข้าไปรายงานผู้อาวุโสโหย่วซิน
“ท่านผู้อาวุโสขอรับ มีชายหนุ่มชื่อเฟิ่งหยูมาขอพบขอรับ”
โหย่วซินรีบตรวจดูเครื่องแต่งกายของตนพร้อมกับรีบเดินออกไปต้อนรับเฟิ่งหยูอย่างรวดเร็วจนยามที่อยู่หน้าประตูแปลกใจ
เมื่อเฟิ่งหยูและองค์หญิงหนิงเอ๋อลงมาจากรถม้า
“คารวะองค์หญิง คารวะนายน้อย”
“ตามสบายท่านผู้อาวุโสอย่าได้พิธีการมาเลย”หนิงเอ๋อกล่าวกับผู้อาวุโสโหยวซิน ยามทั้งสองคนต่างตกตะลึง
“เชิญนายน้อยและองค์หญิงเข้าไปด้านในก่อน”
โหย่วซินเดินนำทั้งสองคนเข้าไปในตระกูลโหย่วพร้อมกับสั่งคนให้เตรียมต้อนรับทั้งสองเป็นอย่างดีโหย่วจื่อและโหย่วอี้ที่ทราบข่าวรีบวิ่งออกมาหาทั้งคู่ด้วยความตื่นเต้น
“เป็นยังไงบ้างพวกเจ้าสบายกันดีไหมไม่เจอกันไม่กี่วันดูอ้วนถ้วนสมบูรณ์ขึ้นเยอะเลยนี่ โหย่วอี้”
“เพราะนายน้อยพวกเราถึงได้กลับมาอย่างปลอดภัย”
“เรื่องเหมืองแร่เป็นยังไงบ้าง ท่านผู้อาวุโสพวกท่านเจรจาเรียบร้อยดีไหม”
“เรียบร้อยดีขอรับนายน้อย พวกเราทั้งตระกูลต่างตื่นเต้นเป็นอย่างมากตอนนี้ตระกูลโหย่วแทบจะเรียกได้ว่าร่ำรวยเป็นอันดับหนึ่งของอาณาจักรจันทร์เสี้ยวแห่งนี้แล้วขอรับ”
“ดีแล้วหละ แล้วพวกท่านเริ่มขุดแร่กันหรือยัง”
“เริ่มขุดกันแล้วขอรับ หากนายน้อยต้องการไปดู พรุ่งนี้ข้าจะพาท่านไปเอง”
“ก็ดีเหมือนกันข้าก็อยากจะเห็นเหมืองแร่ขนาดใหญ่ที่ท่านพูดถึงอยู่เหมือนกัน”
พวกเขาพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ผู้นำตระกูลโหย่วที่ได้รับทราบว่าเฟิ่งหยูและองค์หญิงหนิงเอ๋อจากอาณาจักรเมฆาหวนมาตระกูลโหย่วจึงรีบเร่งมาพบพร้อมกับเหล่าผู้อาวุโสตระกูลโหย่ว
“คารวะผู้นำตระกูลและผู้อาวุโสทั้งหลายข้าน้อยเฟิ่งหยู”
“คารวะองค์หญิง”
“คารวะคุณชายเฟิ่งหยู”
“ท่านนี้คือผู้นำตระกูลโหย่ว.... โหย่วจิน ถัดมาผู้อาวุโสโหย่วหลิน อาวุโสโหย่วซูอาวุโสโหย่วหวง อาวุโสโหย่วลี่ อาวุโสโหย่วลุ่ยและผู้อาวุโสโหย่วลี่”
โหย่วจื่อแนะนำผู้นำตระกูลและเหล่าผู้อาวุโสตระกูลโหย่วให้แก่เฟิ่งหยูและองค์หญิงหนิงเอ๋อ
“ขอบคุณคุณชายเฟิ่งหยูที่ให้การช่วยเหลือตระกูลโหย่วของเราพวกเราจะไม่ลืมบุญคุณของท่านเลย”
“ไม่เป็นไรหรอกท่านผู้นำตระกูล พวกเราต่างทำการค้าร่วมกันต้องพึ่งพาอาศัยกันเป็นธรรมดาอยู่แล้ว”
เฟิ่งหยูพูดคุยกับคนของตระกูลโหย่วอยู่ระยะเวลาหนึ่งพวกเขาจึงขอตัวกลับ เพื่อให้เฟิ่งหยูได้พักผ่อน
รุ่งเช้าวันถัดมา โหย่วซินจึงพาเฟิ่งหยูและองค์หญิงหนิงเอ๋อไปยังเหมืองแร่ของตระกูลโหย่ว โดยมีโหย่วจื่อและโหย่วอี้ติดตามไปด้วยพวกเขาใช้เวลาเดินทางสองชั่วยามจึงไปถึงยังเหมืองแร่ที่ตอนนี้เริ่มขุดแร่กันแล้วและมีกองกำลังของเมืองจินเฟิงที่เฟิ่งหยูส่งมาคอยคุ้มกันอย่างแน่นหนา
“นายน้อย แร่ที่เราขุดมาได้จะมารวมกันอยู่ตรงนั้น”โหย่วซินชี้มือไปยังเรือนไม้หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่พร้อมกับคนคุ้มกันอย่างแน่นหนาเฟิ่งหยูเดินตรงเข้าไป เขาเดินเข้าไปหยิบหินแร่ขึ้นมาดูเขาใช้พลังภายในเล็กน้อยสลายหินที่อยู่ด้านนอกออก พร้อมกับมองดูแร่ที่เหลืออยู่
“อื่ม เป็นหินวิญญาณระดับสูงจริง ๆ”
“วันหนึ่งพวกท่านขุดได้มากขนาดไหนกัน”
“วันหนึ่งพวกเราขุดได้ ราวๆ สองพันก้อนขอรับ” ส่วนแร่อื่น ๆก็มีอยู่มากเช่นเดียวกัน
“เช่นนั้นท่านช่วยแจ้งไปยังเมืองจินเฟิ่งบอกให้พวกเขาเพิ่มกองกำลังคุ้มกันที่นี่อีกสองกองพัน”
“ขอรับนายน้อย”
ยังไม่ทันที่เฟิ่งหยูจะก้าวออกมาจากเรือนไม้หลังใหญ่ที่สร้างไว้เก็บหินแร่ก็มีเสียงสู้รบกันดังมาจากด้านนอกเพียงไม่นานก็มีคนวิ่งมารายงาน
“ ท่านผู้อาวุโสมีกองกำลังของตระกูลเจียวบุกเข้ามาพร้อมกับอ้างว่าสถานที่แห่งนี้เป็นของตระกูลเจียวขอรับ”
“ตระกูลเจียวอย่างนั้นหรือทำไมพวกเขาถึงได้กล้ามาบุกเหมืองแร่ของพวกท่านกัน” เฟิ่งหยูเอ่ยถามโหย่วซิน
“พวกตระกูลเจียว เป็นตระกูลที่ใหญ่พอ ๆ กับตระกูลโหย่วของพวกเราเมื่อก่อนพวกเรายังไม่มีกำลังพอที่จะปกป้องเหมืองแร่นี้พวกเราจึงได้แต่เพียงแอบซ่อนมันเอาไว้ จนพวกท่านสนับสนุนพวกเรา ทำการเปิดเหมืองแร่และขุดแร่ได้จำนวนมาก พวกตระกูลเจียวมันเห็นว่าพวกเรามีรายได้จำนวนมากจึงพยายามหาเรื่องที่จะเอาเหมืองแร่นี้ไปเป็นของพวกมันตระกูลเจียวพวกมันมีองค์ชายห้าให้ท้ายถึงกับเหิมเกริมแบบนี้”