บทที่ 37 ตระกูลอันรุ่งโรจน์
ฉินเหยียนจินเชิญผู้โชคดีคนต่อไปมาไลฟ์ด้วยกัน ในไม่ช้า เด็กหนุ่มสวมแว่นตากรอบดำก็ปรากฏตัวขึ้นมา เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุราว ๆ สิบเจ็ดหรือสิบแปดปีเท่านั้น
รูปร่างหน้าตาของเขาจัดว่าพอใช้ได้ ไม่ได้หล่อเหลาหรือขี้เหร่ เป็นคนประเภทตรงตามมาตรฐานแบบกลาง ๆ
“สวัสดีครับอาจารย์ ผมเป็นแฟนคลับอาจารย์นะครับ แล้วก็ดีใจมากที่ได้เป็นผู้โชคดีคนที่สามของวันนี้”
เขายิ้มอย่างร่าเริงสดใสและดูน่ารัก ไม่ต่างจากคนก่อน ๆ ที่รัศมีของความน่าเข้าหาโรยอยู่รอบตัว
ฉินเหยียนจินยิ้มตอบ “สวัสดีค่ะ คุณผู้โชคดีต้องการให้ฉันตรวจดูอดีตของคุณก่อนไหมคะ?”
[ชายผู้มักเป็นรอง] พยักหน้าโดยไม่ลังเล “ได้ครับ ผมยินยอม”
“คุณเกิดในตระกูลที่รุ่งโรจน์ พ่อและลุงของคุณล้วนเป็นคนที่สละชีพเพื่อชาติ คุณเป็นลูกคนเดียวของครอบครัว และเป็นเด็กเรียนหัวกะทิ แม่ของคุณเป็นหมอที่ใช้วิชาความรู้เพื่อช่วยเหลือผู้คน รักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วยมากมาย แต่ไม่นานมานี้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น แม่ของคุณกำลังใช้มีดผ่าตัดเพื่อช่วยชีวิตชายแก่คนหนึ่งอย่างเร่งด่วน แต่ชายแก่คนนั้นไม่ให้ความร่วมมือ เขาบิดตัวไปมาจนได้รับบาดเจ็บ นอกจากแม่ของคุณจะไม่ได้รับคำชมเชยหรือคำขอบคุณจากเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ลูก ๆ ของชายแก่คนนั้นยังฟ้องร้องโรงพยาบาลเรียกค่าเสียหายสูงมาก โรงพยาบาลอยากให้เรื่องเงียบจึงยอมจ่ายเงิน และยังไล่แม่คุณออกจากงานอีกด้วย”
รอยยิ้มของ [ชายผู้มักเป็นรอง] ค่อย ๆ จางลง เขาเม้มริมฝีปากเข้าหากันเพื่อระงับความโกรธในใจ แล้วเอ่ยอย่างโศกเศร้าว่า “อาจารย์ครับ แม่ผมเป็นคนดีมาก แต่ดูเหมือนความดีที่แม่ทำจะไม่มีผลตอบแทนอะไรกลับมาเลย”
พ่อสอนเขาเสมอว่าคนเราต้องยึดมั่นในคุณธรรม ไม่ว่าใครจะพูดอะไร ตราบใดที่มีคุณธรรมให้ยึดมั่นก็ไม่ควรลังเลที่จะทำตามนั้น
แม่ของเขาเคยเป็นผู้หญิงขี้อายและขี้กลัว แต่เพราะแต่งงานกับพ่อถึงได้กลายเป็นหญิงแกร่งขึ้นมาได้
ครั้งนี้แม่ถูกกล่าวหาว่าทำงานผิดพลาดและต้องเสียเงินสามแสนหยวนเป็นค่าชดใช้ นั่นทำให้ครอบครัวเขายิ่งลำบากมากขึ้นอีก
แต่แม่ยังไม่เสียใจเท่ากับสิ่งที่ทำเพื่อพยายามช่วยเหลือชายแก่คนนั้น ซ้ำยังบอกด้วยว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็จะทำแบบเดิม
ฉินเหยียนจินส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้
ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นว่า [ชายผู้มักเป็นรอง] เข้ามาในไลฟ์ เธอก็เห็นรัศมีอันศักดิ์สิทธิ์ออกมาจากตัวเขา
เป็นผลมาจากบรรพบุรุษที่ทำหน้าที่อย่างหนักแม้แลกด้วยชีวิต เพื่อส่งต่อคุณความดีแก่คนรุ่นต่อ ๆ ไป รัศมีนี้จะช่วยคุ้มครองลูกหลานของพวกเขาให้อยู่รอดปลอดภัย
แต่ถึงอย่างนั้น ตอนนี้พวกเขาก็ยังต้องลำบากเพราะเรื่องจริงเหล่านี้
หลังจากได้ยินเรื่องนี้ ชาวเน็ตก็แสดงความเห็นอกเห็นใจออกมาทันที
[เกินไปมากจริง ๆ สังคมเดี๋ยวนี้มันอยู่ยาก เห็น ๆ อยู่ว่าไม่ได้ทำอะไรผิด แถมยังเต็มไปด้วยเจตนาอยากจะช่วยเหลือ แต่สุดท้ายก็ทำคุณบูชาโทษ ไม่คุ้มค่ากับที่พยายามช่วยเลย]
[ฉันเคยช่วยยายคนหนึ่งที่กำลังจะล้ม อยากเอากล้องมาติดตัวก่อนแล้วค่อยไปช่วยยายคนนั้นอีกครั้งจัง]
[คนเลว ๆ แค่แก่ขึ้น ไม่ใช่เพราะแก่ถึงนิสัยไม่ดี]
[แล้วแม่ของคุณผู้โชคดีคนนี้ช่วยชีวิตคนเอาไว้นะ ไม่เห็นความดีความชอบเลยเหรอ ผอ.โรงพยาบาลไม่สนใจเรื่องนี้เลยหรือไง?]
[หึ คนพวกนั้นแย่มาก เราเป็นพลเมืองดีแฟนคลับอาจารย์ฉิน ต้องช่วยกันตามเรื่องนี้แล้วขุดมาแฉ โทรไปแจ้งเลยดีกว่า]
[ผมเอาด้วย มีผอ. แบบนี้มาบริหารโรงพยาบาลใครจะไปอยากรักษาด้วย]
ชาวเน็ตเริ่มเกรี้ยวกราด มีผู้ชมหลายคนเริ่มตามขุดโรงพยาบาลกันแล้ว
มีเรื่องแบบนี้พวกเขาจะยอมอยู่เฉยได้อย่างไร
ฉินเหยียนจินส่ายหน้า “ไม่ต้องกังวลไปนะคะ ชะตาของคุณถูกกำหนดไปในทางที่ดีแล้ว เรื่องนี้คดีพลิกแน่นอน เพราะตอนที่เรื่องนี้เกิดขึ้น มีคนถ่ายคลิปเอาไว้เป็นหลักฐาน อีกไม่นานพวกเขาจะส่งมันมาให้คุณค่ะ”
“จริงเหรอครับ? แบบนั้นก็ดีเลย!”
สีหน้าเศร้าใจของ [ชายผู้มักเป็นรอง] เริ่มเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจขึ้นมาทันที
“ตอนนั้นคนเยอะมาก ผมเลยไม่ได้ช่วยแม่ถ่ายอะไรเก็บไว้เลย เห็นแต่ฉากที่แม่ทำพลาด ถ้ามีหลักฐานที่อาจารย์บอก เราก็ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย แม่ผมก็จะไม่ถูกไล่ออกด้วย”
ฉินเหยียนจินส่ายหน้า “มันไม่ง่ายขนาดนั้นค่ะ ต่อให้สามารถชี้แจงได้ โรงพยาบาลก็ไล่แม่คุณออกอยู่ดี”
“ทำไมล่ะครับ?” [ชายผู้มักเป็นรอง] ถามด้วยความกังวล
“การที่แม่คุณถูกปองร้าย ทำให้ตอนนี้ตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลกำลังว่างอยู่ ก่อนหน้านี้แม่คุณคือคนที่จะได้รับตำแหน่งในอีกไม่นานเพราะเหมาะสมที่สุด เพราะงั้นเรื่องนี้ถึงได้เอามีคนเอาเรื่องนี้มากำจัดคู่แข่ง”
“งั้นเราต้องทำยังไงดีครับ? อาจารย์พอจะรู้ไหมว่าคนร้ายคือใคร ถ้ารู้ผมจะได้ให้แม่หลีกเลี่ยงคนคนนั้น”
ฉินเหยียนจินคิดพักหนึ่งแล้วส่ายหน้า “ไม่มีประโยชน์ที่จะหลบเลี่ยงค่ะ เราต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เอายันต์เสี่ยวเหรินไปใช้ เป็นยันต์ที่จะช่วยกำจัดศัตรูได้เป็นเวลาหนึ่งปี ไม่ว่าใครก็ตามที่มีเจตนาไม่ดีแล้วพยายามจะทำร้ายคนที่พกยันต์นี้เอาไว้จะถูกผลของเจตนาร้ายนั้นเอง คุณส่งที่อยู่มาให้ฉันทางอินบ็อกซ์ได้เลยค่ะ ไลฟ์จบแล้วจะส่งไปให้นะคะ”
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอขายเครื่องรางในไลฟ์ ไม่ใช่ว่าเธอเปลี่ยนใจอยากได้เงิน แต่ว่ารู้ว่าไม่ต้องการให้ครอบครัวของวีรบุรุษผู้พลีชีพถูกปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรม
ก่อนที่ [ชายผู้มักเป็นรอง] จะพูดอะไร ช่องแชตก็แทบระเบิดทันที
[ผม ผม ผมล่ะอาจารย์ครับ ผมเจอเรื่องร้ายมาในช่วงนี้ ขอยันต์ด้วยได้ไหมครับ]
[อาจารย์ครับบบบ ขอสัก 10 อันได้ไหม มีคนนิสัยไม่ดีเยอะมากจะฆ่าผม ถ้าอาจารย์ไม่ช่วยผมต้องกินไม่ได้นอนไม่หลับแน่นอน]
[เมนต์บนคืออะไร เป็นร้านค้าส่งเหรอ?]
[อาจารย์ก็บอกอยู่ว่าไม่ขายออนไลน์ อยากซื้อต้องไปที่สำนัก พรุ่งนี้วันเสาร์ เราตั้งตี้ไปหาอาจารย์กันอีกเถอะ]
[เมื่อวานไปมาแล้วแต่ไม่ได้เข้าไป ตอนแรกก็งง แต่อาจารย์บอกวันนี้ว่าคนที่ไม่ได้ถูกลิขิตไว้เข้าไปไม่ได้ ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าไปได้สินะ]
[ฉันเป็นคนเจียงหยางเคยไปที่เขาชิงเฟิงมาก่อน แต่ไม่เคยเจอสำนักชิงเหลียนเลย พรุ่งนี้จะไปลองหาดูใหม่]
ฉินเหยียนจินเห็นคอมเมนต์นับสิบที่บอกว่าจะเข้ามาหาเธอ จึงคิดว่าจะต้องรีบจัดการเรื่องยาเร็ว ๆ นี้และออกไปฝึกฝนข้างนอกทุกเดือน หากจะยังไลฟ์ทุกวันแบบเดิมน่าจะยุ่งยากเกินไป
เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนเวลาไลฟ์ของช่องนี้
“หลังจากนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเวลาไลฟ์ใหม่นะคะ จะเปลี่ยนเป็นไลฟ์ทุกวันเสาร์ตอนเช้า เพราะฉันต้องมีเวลาสำหรับปรุงยา เขียนยันต์ และออกไปนอกสำนักรายเดือนเพื่อฝึกวิชา อาจจะไม่มีเวลามาไลฟ์ทุกวันแล้ว ตามที่บอกก่อนหน้านี้ ฉันจะแจกยันต์ให้ฟรีในไลฟ์วันเสาร์ และยาก็จะสุ่มในไลฟ์นั้นด้วย และนอกจากนี้ หากเป็นผู้ที่ชะตาลิขิตให้พบกัน ฉันยินดีต้อนรับคนที่ต้องการมาเยี่ยมที่สำนักเช่นกันค่ะ”
ชาวเน็ต [...] ไม่ดีเลย
ถึงจะไม่อยากให้เป็นแบบนี้ แต่ฉินเหยียนจินบอกว่าต้องการเวลาสำหรับปรุงยาและเขียนยันต์เพิ่ม เธอทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว ไม่สามารถทำทุกอย่างแบบรวดเร็ว จึงเป็นเหตุผลที่ไม่มีใครโต้แย้งได้ ไม่อย่างนั้นเธออาจจะมาพูดคุยกับทุกคนไม่ได้ทั้งทางออนไลน์และเจอส่วนตัว
[เอาที่อาจารย์สะดวกที่สุดดีกว่า ขอบคุณอาจารย์ที่ทำงานอย่างหนักเพื่อเราครับ!]
[จริงด้วย ทั้งสำนักมีแค่อาจารย์อยู่คนเดียว คงจะเหนื่อยและงานยุ่งมากแน่ ๆ เราไม่ควรไปเร่งรัดอาจารย์มากเกินไป]
ฉินเหยียนจินหยุดคุยกับแฟน ๆ ในแชตแล้วหันกลับมามอง [ชายผู้มักเป็นรอง] อีกครั้ง “ฉันจะส่งหมายเลขโทรศัพท์ของคนคนนั้นไปให้คุณ จากนั้นคุณก็โทรหาเขาแล้วขอคลิปที่เขาถ่ายไว้มาได้เลยนะคะ”
“อีกเรื่องหนึ่งค่ะ ฉันจะช่วยทำนายอนาคตให้คุณ ก็เลยอยากรู้ว่าทำไมคุณถึงใช้ชื่อว่า [ชายผู้มักเป็นรอง] เหรอคะ?”
ใบหน้าของเด็กหนุ่มขึ้นสีเลือดฝาด เขาลังเลและไม่ได้พูดอะไรออกมาพักใหญ่
เมื่อเห็นท่าทางเขินอาย ชาวเน็ตก็พากันหัวเราะ
[ฮ่า ๆ จะมีอะไรอีกล่ะ ไปชอบสาวที่มีเจ้าของแล้วแน่ ๆ]
[โอ้ วัยของเขาเป็นช่วงที่สนุกสนานมาก เหมาะจะมีเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ นึกย้อนไปถึงวันที่ยังอายุเท่านั้น ได้เล่นบาสกับเที่ยวเล่นเรื่อย ๆ ไม่เคยได้โอกาสมีความรักเลยด้วยซ้ำ จนตอนนี้ก็ยังไม่มีเมียเลยเนี่ยเรา]
[แต่ถ้าใช้ชื่อแบบนี้ก็แสดงว่าอีกฝ่ายมีเจ้าของแล้ว ไม่สามารถทำอะไรได้อีก หนุ่มน้อย เชื่อฟังพี่สาวเถอะ ปล่อยคู่รักคู่นั้นไป เป็นพระรองมันเท่แต่มันไม่ได้อะไรนะ ตัดใจเปลี่ยนคนดีกว่า]
ชายผู้มักเป็นรองคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนรวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้นมา “ผมแค่เอาชื่อมาตั้งเฉย ๆ ครับ ตอนนี้เธอมีแฟนแล้วจริง ๆ เราก็เลยเป็นแค่เพื่อนกัน”
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก็พบว่าฉินเหยียนจินมองเขาด้วยแววตาคล้ายจะมีรอยยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้มออกมา
เขาตอบอย่าสิ้นหวัง “ใช่ครับ ผมชอบเธอ และเวลาที่เธอกับแฟนมีปัญหากันก็มักจะมาปรึกษา ผมเลยแอบคิดว่าอาจจะยังมีโอกาสน่ะครับ”