ระบบสุดยอดอาจารย์ ศิษย์ของข้าลิขิตฟ้าด้วยตัวเอง

    การแต่งงาน

    ที่ตระกูลอู๋ เสียงกลองศึกดังกระหึ่มทั่วบริเวณคฤหาสน์หลักของตระกูลอู๋ เสียง ตุง ตุง ที่ต่อเนื่องราวกับจะสั่นสะเทือนไปถึงกระดูกดำของทุกผู้คน เป็นสัญญาณเริ่มต้นของวันมงคลอันยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ตระกูลนี้

    วันนี้คือวันแต่งงานของ อู๋จ้าว ว่าที่ผู้นำตระกูลอู๋คนต่อไป บุตรชายสายเลือดโดยตรงเพียงหนึ่งเดียวของสตรีผู้สูงศักดิ์ ซุยจื่อเมิ่ง

    หลังจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อไม่นานมานี้ที่ทำให้อู๋จ้าวสูญเสียพลังบ่มเพาะทั้งหมด ทุกคนต่างคาดว่าเขาคงจะสูญสิ้นศักยภาพไปแล้ว แต่แม่ของเขาผู้นั้นกลับดึงเขากลับขึ้นมาจากความมืดมิดอีกครั้ง

    ด้วยเงื้อมมือของซุยจื่อเมิ่ง อู๋จ้าวสามารถกลับมาบ่มเพาะได้อีก แม้ว่า ระบบ ที่เขาพึ่งพาเสมอมาจะยังไม่สามารถใช้งานได้ก็ตาม แต่ชายผู้นี้ไม่สนใจอีกต่อไป

    เพราะวันนี้ไม่ใช่วันแห่งการรบ แต่เป็นวันแห่ง ชัยชนะ ในแบบของเขา

    วันนี้ อู๋จ้าวจะแต่งงานกับเจ้าสาวทั้งสิบห้าคน และแต่ละคนล้วนไม่ใช่หญิงสาวธรรมดา แต่ทั้งหมดเป็น ธิดาแห่งโชคชะตา ในหมู่พวกนาง มีทั้งอดีตอาจารย์ อดีตคู่หมั้น อดีตศัตรู และผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเคยยืนอยู่บนยอดสูงสุดของโลกยุทธภพ

    หนึ่งในนั้นคือ จางฟู่ อาจารย์ของเล่ยเฉิน อีกคนคือ หนิงซิน อดีตคู่หมั้นของเล่ยเฉินที่หลายคนรู้ดีว่านางเคยยอมทิ้งทุกสิ่งเพื่ออู๋จ้าว

    รวมไปถึง เหยียนหลิงหนิง นักบุญแห่งนิกายเหอฮวนที่เคยต่อสู้กับหานหมิงในตอนที่เขารับหรงหลี่เซียนเป็นศิษย์ และนางคือผู้รอดชีวิตจากการล่มสลายของนิกายโดยบังเอิญเพราะวันนั้นนางไม่อยู่ในนิกาย

    และยังมี ฮัวจินหรู อดีตอาจารย์ของเย่หลิน ที่บัดนี้จิตสำนึกของนางหลุดออกจากการควบคุมของระบบมาสักพักแล้ว

    ภายนอกคือพิธีที่ยิ่งใหญ่ ประดับประดาด้วยผืนแพรไหมและดอกไม้วิญญาณสีทอง ท้องฟ้าโปรยผงประกายจากค่ายกลสวรรค์ที่จัดขึ้นโดยเฉพาะ เสียงพิณดังแว่วรับกับกลิ่นหอมของอาหารที่ถูกปล่อยออกมาเพื่อแสดงถึงความมั่งคั่งของตระกูลอู๋

    แต่ภายในบรรยากาศของกลุ่มเจ้าสาว กลับเต็มไปด้วยความอึมครึมที่ยากจะอธิบาย

    บางคนหลบสายตา บางคนแสร้งยิ้ม บางคนก้มหน้านิ่ง

    เพราะความจริงแล้ว...พวกนาง ไม่ได้รักอู๋จ้าวเลย

    ในอดีต พวกนางอาจเคยรู้สึกคลุมเครือ บางคนอาจเคยสับสนหรือหลงใหลชั่วคราว แต่มันไม่เคยเกิดจากใจจริง ทุกอย่างคือผลของระบบ ที่อู๋จ้าวใช้ควบคุมจิตใจพวกนาง

    ระบบที่มองไม่เห็น ล่ามจิตสำนึกของพวกนางไว้เหมือนโซ่ล่องหน พาให้หัวใจและจิตสำนึกอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ส่งผลทำให้พวกนางหลงใหล และยอมศิโรราบต่ออู๋จ้าวโดยไม่สามารถขัดขืนได้

    แต่ตอนนี้...เมื่อระบบนั้นเลือนหายไป โซ่ที่มองไม่เห็นเริ่มอ่อนแอลง บางคนในหมู่พวกนางถึงกับสามารถ ตัดการเชื่อมต่อ นั้นได้แล้วโดยสิ้นเชิง

    พวกนางรู้ตัวดี ว่าทุกความรู้สึกที่ผ่านมาไม่ใช่ของจริง มันเป็นเพียงผลลัพธ์จากการถูกควบคุมโดยพลังที่ไม่ควรมีอยู่บนโลกนี้เท่านั้น แต่พวกนางที่เหลือยกเว้นหนิงซินและจางฟู่ยังไม่ถูกอู๋จ้าวแตะต้องร่าง เนื่องจากว่าอู๋จ้าวมักจะหมกมุ่นอยู่กับหนิงซินเป็นประจำ

    ทว่าต่อให้รู้ ต่อให้ตื่นขึ้น ต่อให้โซ่เหล่านั้นขาดสะบั้น พวกนาง...ก็ยัง หลีกหนีไม่ได้ เพราะเบื้องหลังของตระกูลอู๋ คือกองกำลังจาก โลกเบื้องบน

    กองกำลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าที่พวกนางจะต่อต้านได้ แม้แต่พวกนางบางคนที่มีผู้สนับสนุนจากโลกเบื้องบนอยู่เบื้องหลังตนเองก็ยังไม่กล้าแม้แต่จะกระดิกนิ้ว เพราะพวกเขาเหล่านั้นไม่มีพลังมากพอจะเผชิญหน้ากับผู้ที่อยู่เบื้องหลังของตระกูลอู๋ได้

    ในโลกนี้ พลังคือทุกสิ่ง เมื่อไม่มีพลัง ไม่ว่าหัวใจจะเจ็บปวดแค่ไหน ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร ทุกคนก็ต้องก้มหน้ารับชะตากรรมกันไป

    นี่คือการแต่งงานที่สวยงามที่สุดในสายตาคนนอก แต่มันคือ โลงศพที่ประดับด้วยทองคำ สำหรับหญิงสาวทั้งสิบสามคนที่ต้องสูญเสียอิสรภาพอย่างสมบูรณ์

    เสียงฆ้องกลองดังกระหึ่มทั่วบริเวณคฤหาสน์หลักของตระกูลอู๋ ตั้งแต่ยามเช้าเป็นต้นมา เสียงเครื่องดนตรีมงคลก็ดังต่อเนื่องไม่หยุด ขับเคลื่อนบรรยากาศให้เต็มไปด้วยความครึกครื้น

    เสาแดงขนาดใหญ่ผูกด้วยผ้าสีแดงเข้มถูกตั้งเรียงกันตามถนนที่ทอดยาวเข้าสู่ลานหลักของตระกูล ขบวนรถม้าในชุดประดับสีทองและธงตระกูลอู๋โบกสะบัดกลางอากาศ ขบวนแห่ยาวสุดสายตาเต็มไปด้วยเหล่าผู้ติดตาม คนรับใช้ และผู้คุ้มกันนับร้อยที่เดินเคียงขบวนอย่างเป็นระเบียบ

    ที่ใจกลางขบวนคือ เกี้ยวแดงสิบห้าหลัง แต่ละหลังคือเกี้ยวสำหรับเจ้าสาวผู้สูงศักดิ์ที่กำลังจะถูกส่งเข้าสู่พิธีแต่งงานในวันนี้

    ธูปมงคลสีทองถูกจุดขึ้นทุกจุดผ่านทาง เสียงขับร้องบทกลอนแต่งงานของสตรีแห่งตระกูลอู๋ดังขึ้นเบาๆ ผสมไปกับเสียงขลุ่ยและพิณที่เล่นท่วงทำนองอ่อนหวานให้คล้อยตามสายลม

    ภายในเกี้ยวผ้าสีแดงที่ห่อคลุมจากภายนอก หญิงสาวแต่ละนางนั่งอย่างสงบเรียบร้อยในอาภรณ์แต่งงานเต็มยศ

    ผ้าคลุมหน้าสีแดงปิดบังใบหน้าทั้งหมดของพวกนางตามประเพณีโบราณ ไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นแม้แต่สายตาของเจ้าสาวเหล่านี้ได้ในตอนนี้

    แต่ใต้ผืนผ้าสีแดงนั้น... บางคนก้มหน้าแน่นิ่ง บางคนกัดฟันแน่น บางคนมีน้ำตาซึมเต็มขอบตา เสียงหัวใจของพวกนางดังไม่พร้อมกัน แต่หลายคนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือไม่เต็มใจ

    ขบวนแห่ผ่านเข้าไปภายในลานกลางของคฤหาสน์ซึ่งถูกจัดแต่งอย่างวิจิตร ทุกมุมเต็มไปด้วยโคมแดงมงคลที่มีตัวอักษร อู๋ ซ้อนกันอยู่ทั่ว ลานกว้างปูพรมไหมสีแดง ทอดยาวไปจนถึงแท่นพิธี

    อู๋จ้าวยืนอยู่ที่แท่นนั้นในชุดเจ้าบ่าวเต็มยศ สีแดงตัดทอง งามสง่าราวกับเทพเซียน รูปโฉมอ่อนวัยสงบเยือกเย็น สายตาเฉยชาแต่น่าเกรงขาม เขากำลังจะเป็นผู้ที่ยืนอยู่เหนือผู้หญิงสิบห้าคนที่มีชื่อเสียงก้องไปทั่วโลกเบื้องล่าง

    พิธีกรแต่งงานในชุดขาวเริ่มขานเสียงด้วยน้ำเสียงขึงขัง

    “เปิดพิธี!”

    เสียงประทัดดังขึ้นระรัวจากสองฟาก เสียงโห่ร้องของบ่าวไพร่ดังกึกก้อง เมื่อขบวนเกี้ยวของเจ้าสาวทั้งสิบห้าคนเข้าสู่ลานพิธีในลำดับเดียวกัน

    บ่าวรับใช้หญิงนับสิบรีบเข้ามาช่วยเปิดผ้าเกี้ยว แล้วประคองเจ้าสาวแต่ละคนลงมายืนเรียงแถวหน้ากระดานด้านหน้าเวที

    เสียงขานต่อเนื่องจากพิธีกรยังคงดังขึ้น

    “เจ้าสาวคำนับสวรรค์และแผ่นดิน”

    ทั้งสิบห้าคนคุกเข่าลงพร้อมกัน เสียงผ้าไหมขยับตามจังหวะการเคลื่อนไหว ออร่าทั้งหมดเต็มไปด้วยความอึดอัดที่มองไม่เห็น

    “คำนับบรรพบุรุษ”

    ศิษย์ของตระกูลอู๋จุดธูปมงคลจากแท่นบูชาส่งต่อให้นางสนมแต่ละคน แล้วพวกนางก็ยกธูปขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนวางลงพร้อมกันตรงหน้าแท่นบรรพบุรุษ

    “คำนับสามี”

    หญิงสาวทั้งสิบห้าเคลื่อนไหวพร้อมกันอีกครั้ง คุกเข่าลงเบื้องหน้าอู๋จ้าว

    ดวงตาที่อยู่ใต้ผ้าคลุมหน้าแดงมีทั้งความว่างเปล่า ความเยือกเย็น และแววตาอาฆาตที่ซ่อนเร้นเอาไว้อยู่

    หลังเสร็จสิ้นพิธีคำนับ เสียงฆ้องดังขึ้นอีกครั้งเพื่อเป็นสัญญาณจบพิธีหลัก

    หญิงสาวแต่ละคนถูกแยกออกไปตามลำดับอาวุโส พวกนางถูกพาไปยังตำหนักเจ้าสาวของตนเองซึ่งถูกจัดไว้โดยเฉพาะรอบๆ คฤหาสน์ตระกูลอู๋

    โดยเฉพาะสามตำหนักหลักที่สง่างามที่สุด หนึ่งเป็นของหนิงซิน หนึ่งเป็นของจางฟู่ อีกหนึ่ง...เป็นของฮัวจินหรู

    เมื่อขบวนทั้งหมดเคลื่อนย้ายเสร็จสิ้น เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงหัวค่ำ

    ในห้องโถงใหญ่ที่ตกแต่งด้วยผ้าสีแดงเพลิง แสงเทียนนับร้อยดวงส่องสว่างทั่วทุกมุม อู๋จ้าวก้าวเข้าสู่ห้องตำหนักหลักด้วยท่าทางเงียบขรึม

    ฮัวจินหรูในชุดเจ้าสาวนั่งรออยู่บนเตียง หันหน้าเข้ากำแพงตามธรรมเนียม พร้อมผ้าคลุมสีแดงยังไม่ถูกเปิด

    เขาก้าวเข้าไปช้าๆ หยิบไม้ปลายแหลมตามประเพณีขึ้นมา แล้วใช้มันเปิดผ้าคลุมหน้าของเจ้าสาวขึ้น ใบหน้างดงามของหญิงสาวเผยออกท่ามกลางแสงเทียน แต่นัยน์ตานั้นกลับไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม ก่อนที่นางจะยิ้มออกมาช้าๆ

    ……

    ……

    เมื่อพิธีแต่งงานดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย และเจ้าบ่าวอู๋จ้าวได้ก้าวเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ซึ่งจัดไว้เป็นตำหนักสำหรับเริ่มต้นคืนวิวาห์ บรรยากาศภายนอกก็เริ่มผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด

    แขกจำนวนมากที่เดินทางมาจากแดนไกล เริ่มทยอยกล่าวลาและเดินทางกลับ

    แขกบางกลุ่มมาจากแดนศักดิ์สิทธิ์ดอกไม้อมตะ หญิงงามในชุดสีชมพูอ่อนเหล่านั้นต่างเดินเรียงแถวสงบงดงาม ใบหน้าเรียบเฉย แต่สายตาแฝงไว้ด้วยความระแวดระวังและคาดเดาไม่ได้

    ขบวนการค้าจาก หอการค้าหมื่นมหาสมุทร ก็พากันล่าถอยกลับเช่นกัน ชายชราในชุดสีครามผู้เป็นตัวแทนของกลุ่มมองกลับมายังห้องโถงด้วยแววตาครุ่นคิด ก่อนจะสั่งให้ขบวนออกเดินทางโดยไม่เอ่ยสิ่งใด

    ไม่ไกลกันนัก กลุ่มขุนนางในชุดดำทองประดับตราอีกาทองคำก็ยืนเรียงแถวอย่างมีระเบียบ พวกเขาคือผู้แทนจาก ราชวงศ์อีกาทองคำ และกองกำลังพันธมิตรหมื่นสวรรค์บางส่วนที่มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับราชวงศ์นี้

    ทุกคนต่างรู้ว่า การเข้าร่วมพิธีแต่งงานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การอวยพรแก่ตระกูลอู๋ แต่ยังเป็นการจับตาทิศทางของกองกำลังที่กำลังรวมตัวอยู่ในโลกเบื้องล่างด้วย ก่อนที่พวกเขาเองก็เริ่มทยอยกลับแล้วเช่นกัน

    ภายในคฤหาสน์ตระกูลอู๋ที่ยังเต็มไปด้วยแสงไฟและเสียงหัวเราะ บ่าวไพร่และสมาชิกตระกูลยังคงเฉลิมฉลองกันต่ออย่างเต็มที่ เหล้าไหลรินไม่ขาดสาย อาหารเลิศรสวางเต็มโต๊ะ ดนตรีบรรเลงไม่หยุดหย่อน

    เสียงหัวเราะ เสียงชนจอก และเสียงร้องเพลงดังก้องไปทั่วลาน

    แต่ในขณะที่เสียงฉลองยังคงดังกระหึ่มไม่หยุดนั้นเอง...

    ตูม!!!

    เสียงระเบิดกะทันหันดังก้องสนั่นออกมาจากภายในห้องโถงใหญ่

    เปลวไฟและแรงสั่นสะเทือนทำให้กระจกสีบนยอดอาคารแตกร้าว ผู้คนทั้งลานหยุดการเคลื่อนไหวทันที บางคนทำจอกในมือตก บางคนเบิกตากว้างด้วยความตะลึง

    แสงไฟสีชมพูพวยพุ่งขึ้นจากยอดหลังคา แรงอัดของการระเบิดนั้นรุนแรงราวกับพลังของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ระดับสูงสุด

    ผ้าสีแดงที่ประดับงานถูกพัดปลิวไปทั่ว บางส่วนลุกไหม้กลายเป็นขี้เถ้าในพริบตา

    บรรยากาศจากที่ครึกครื้นกลับกลายเป็นความเงียบงันภายในเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยเสียงร้องตกใจ และเสียงฝีเท้าผู้คนที่เริ่มวิ่งเข้าหาทิศทางของห้องโถง

    ทันใดนั้น เสียงระเบิดก็ดังขึ้นมาจากอีกที่แห่งหนึ่ง ครั้งนี้มันดังขึ้นโดยที่คนภายนอกไม่ได้ยินเพราะเสียงระเบิดนั้นมันดังมาจากโลกใบเล็กของตระกูลอู๋สถานที่ที่เก็บโถงวิญญาณเอาไว้ มันคือของที่พวกเขาได้รับมาจากราชวงศ์อีกาทองคำ

    คล้ายกับเรื่องระบบสุดยอดอาจารย์ ศิษย์ของข้าลิขิตฟ้าด้วยตัวเอง ที่คุณอ่าน