แสงแดดยามเช้าทอดตัวลงบนซากเถ้าถ่านดำที่ยังคงส่งกลิ่นไหม้คละคลุ้งแต่ท่ามกลางความสูญเสียและร่องรอยของเปลวเพลิงประกายแห่งความหวังกลับเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆบนสนามหญ้าเขียวขจีที่ว่างเปล่าหน้าอาคารมูลนิธิ
"ตรงนี้ล่ะครับ!ช่วยกันกางเต็นท์กับตอกหลักตรงนี้ได้เลย!"
เสียงของหมอทิวากร ดังขึ้นพร้อมกับที่เขาช่วยยกเสาเหล็กขึ้นตั้ง เป็นการร่วมแรงร่วมใจของทุกคนหลังผ่านพ้นคืนอันโหดร้าย แม้อาคารไม้จะพังทลายจนไม่เหลือชิ้นดีแต่ชีวิตของเหล่าหมาแมวนับสิบชีวิตที่รอดพ้นจากกองเพลิงมาได้ยังคงต้องดำเนินต่อทุกคนจึงไม่รอช้า เร่งมือช่วยกันเนรมิต "เพิงพักชั่วคราว"ขึ้นบนสนามหญ้าแห่งนี้
พิมพ์นลินในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์เปรอะคราบเขม่าดำ วิ่งวุ่นจับโน่นผสมนี้นำแผ่นสังกะสีเก่าและผ้าใบกันน้ำมาคลุมทำเป็นหลังคากันแดดกันฝนโดยมี ภาคิน คอยยกไม้กระดานแผ่นใหญ่มาวางเรียงเป็นพื้น ยามที่ทนายหนุ่มยกลังหนักนลินจะรีบเข้าไปช่วยพยุงด้วยความห่วงใย เพราะแผลผ่าตัดของเขายังไม่หายดีแต่ภาคินกลับส่งยิ้มอบอุ่นอบด้วยความเอ็นดูตอบกลับมาราวกับจะบอกว่ากำลังใจจากเธอทำให้เขาลืมความเจ็บป่วยไปจนสิ้น
ไม่ไกลกันนักหมอทิวากร ไล่ตรวจอาการของสัตว์ทุกตัวอย่างใส่ใจ ส่วนพิมพิกา กำลังจัดเตรียมถาดอาหารและน้ำดื่ม โดยมี ลุงหมายชายเร่รอนจิตใจดี คอยช่วยอุ้มสุนัขพิการและแมวตัวเล็กๆที่ยังคงขวัญเสียทยอยเข้าไปอยู่ในกรงชั่วคราวที่ถูกปูด้วยผ้าหนานุ่มลุงหมายลูบหัวพวกมันอย่างแผ่วเบาพลางกระซิบปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ไม่อดตายแล้วนะลูกนะ...มีบ้านชั่วคราวบังแดดบังฝนแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ"
ภาพของหมาแมวจรจัดที่เคยตื่นตระหนกค่อยๆ ทอดตัวนอนลงอย่างปลอดภัย บางตัวส่งเสียงครางเบาๆในลำคอและสบัดหางไปมาเมื่อเห็นชามอาหาร รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของทุกคนเริ่มหวนคืนมาทีละน้อยทุกหยดเหงื่อที่ไหลรินบนสนามหญ้าผืนนี้ไม่ได้มีเพียงความเหน็ดเหนื่อยแต่เต็มไปด้วยพลังแห่งความรักและความเข้มแข็งที่พร้อมจะปกป้องบ้านอุ่นใจสี่ขาแห่งนี้ให้หยัดยืนขึ้นใหม่อีกครั้ง
++++++++++
รุ่งเช้าของอีกวันต่อมา
แสงแดดยามเช้าย่ำรุ่งฉายกระทบซากเถ้าถ่านดำของมูลนิธิบ้านอุ่นใจสี่ขากลิ่นไหม้ไหม้ยังคงคละคลุ้งอยู่ในอากาศ แต่ความร้อนแรงของกองเพลิงเมื่อคืนวานกลับเทียบไม่ได้เลยกับความร้อนรุ่มในใจของทุกคนเมื่อ เสี่ยสุชาติ ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับทนายความประจำตัวและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงที่ถูกติดสินบนด้วยเงินมหาศาล
"พวกคุณไม่มีสิทธิ์อยู่ที่นี่อีกต่อไป!"
เสียงตะคอกอย่างถือดีของทนายฝ่ายเสี่ยสุชาติดังขึ้นชายคนนั้นชูเอกสารสิทธิ์ที่ดินพลางแค่นยิ้ม
"สัญญาเช่าฉบับจริงของพวกคุณถูกไฟไหม้ไปหมดแล้วและตามกฎหมาย เมื่อมูลนิธิปล่อยปละละเลยจนเกิดเพลิงไหม้ทำความเสียหายแก่ทรัพย์สินเอกสารสัญญาเดิมจึงถือเป็นตกไปพวกเราขอให้อพยพสัตว์ทุกตัวออกไปจากพื้นที่นี้ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่เช่นนั้นจะแจ้งข้อหาบุกรุก!"
คำขู่ก้องนั้นทำให้หมอทิวากรและพิมพิกาแม้จะพยายามเก็บอาการแต่ก็ไม่อาจซ่อนแววตระหนกที่ปรากฏชัดบนใบหน้าได้ หมอทิวากรรีบรุดไปค้นตู้เหล็กที่ถูกความร้อนกัดกร่อนแต่ก็ต้องทรุดตัวลงอย่างหมดแรงเมื่อพบว่าเอกสารสัญญาเช่าฉบับสำเนาและเอกสารสำคัญทุกใบถูกความร้อนอุดอู้จนกรอบดำและป่นเป็นผงทันทีที่แตะต้อง
ภาคินในฐานะนักกฎหมายก้าวออกมารับหน้าเขามองเห็นช่องโหว่ทางกฎหมายและอิทธิพลมืดที่เสี่ยสุชาติกำลังใช้บีบเค้นมูลนิธิอย่างชัดเจนนัยน์ตาคมกริบฉายแววเครียดขึง หัวสมองของทนายหนุ่มหมุนประมวลผลอย่างหนักแต่ยิ่งคิด เขากลับยิ่งรู้สึกเหมือนเดินชนกำแพงหนา... เขากำลังมืดแปดด้าน
หากสู้กันด้วย"ความถูกต้องตามลายลักษณ์อักษร" บนชั้นศาล มูลนิธิย่อมเป็นฝ่ายแพ้อย่างยับเยินเพราะปราศจากหลักฐานเชิงเอกสารมาหักล้าง แต่หากจะรักษา "มนุษยธรรม"และชีวิตของเหล่าสัตว์นับร้อยเอาไว้ ภาคินอาจต้องยอมก้าวข้ามเส้นแบ่งจ้างวานหรือใช้วิธี 'สีเทา' ในการล้วงลูก ดักฟัง หรือใช้พยานเท็จเพื่อเปิดโปงความชั่วและหลักฐานการวางเพลิงของเสี่ยสุชาติ
จิตวิญญาณแห่งความเป็นนักกฎหมายผู้ยึดมั่นในกติกาและหลักการกำลังต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนักกับความรู้สึกสงสารสัตว์ไร้เดียงสาและคนบริสุทธิ์เขาถอยออกมายืนกุมขมับอยู่ใต้ร่มไม้ริมสนามหญ้าด้วย สายตาสับสนและไร้ทางออกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สัมผัสอบอุ่นจากฝ่ามือเล็กๆค่อยๆ สอดประสานเข้ากับมือที่สั่นระริกของเขา พิมพ์นลิน เดินเข้ามายืนเคียงข้างนัยน์ตาคู่สวยของเธอไร้ซึ่งความตื่นตระหนกมีเพียงความเชื่อมั่นและเด็ดเดี่ยวที่ส่งผ่านถึงเขา
"พี่คิน..."นลินเอ่ยเสียงนุ่มแต่หนักแน่น
"นลินรู้นะว่าพี่กำลังคิดอะไรอยู่ พี่กำลังกดดันเพราะพี่ไม่อยากใช้วิธีผิดๆแต่ก็กลัวจะแพ้ใช่ไหม?"
ภาคินถอนหายใจยาวแววตาทอดมองไปที่กรงสัตว์ชั่วคราวและลุงหมายที่กำลังนั่งกอดสุนัขพิการด้วยความสิ้นหวัง
"ถ้าพี่เล่นตามเกมของกฎหมายเพียวๆโดยไม่มีเอกสาร... พวกเราแพ้แน่นลิน เสี่ยสุชาติใช้กฎหมายเป็นอาวุธบีบเราแต่ถ้าพี่ใช้วิธีสีเทาเพื่อตอบโต้พี่ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ทำลายอาชีพและศักดิ์ศรีของตัวเอง"
พิมพ์นลินบีบมือเขาแน่นขึ้นบังคับให้ภาคินสบตากับเธอตรงๆ
"กฎหมายมีไว้เพื่อคุ้มครองความยุติธรรมนะคะพี่คิน... ไม่ใช่มีไว้เพื่อรับใช้คนโกง!"
พิมพ์นลินเอ่ยเตือนสติเขาด้วยน้ำเสียงฉาดฉาน
"ถ้ากฎหมายบนกระดาษถูกทำลายด้วยไฟเราก็ต้องหากฎหมายที่อยู่ในความจริงสิคะความถูกต้องไม่ได้อยู่แค่ในแผ่นกระดาษที่ถูกไหม้ไปแล้วแต่มันอยู่ในความจริงที่เกิดขึ้น เสี่ยสุชาติจ่ายเงินปิดปากคนได้แต่ปิดปากความจริงไม่ได้ พี่เป็นทนายที่เก่งที่สุดที่นลินรู้จักใช้สติและจิตวิญญาณของพี่ ค้นหา 'ความจริง' มาเป็นหลักฐานโดยไม่ต้องลดตัวลงไปใช้วิธีชั่วๆ แบบเดียวกับเขาสิคะ"
คำพูดของพิมพ์นลินเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ผ่าลงมากลางใจที่มืดมิดเสียงของเธอปลุกจิตวิญญาณและสติของภาคินให้คืนกลับมา ทนายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกนัยน์ตาที่เคยสับสนสว่างวาบด้วยความเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง
"ขอบใจนะนลิน..."ภาคินกระชับมือแฟนสาวจอมแสบไว้แน่น รอยยิ้มมั่นใจเริ่มปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย
"พี่รู้แล้วว่าจะต้องสู้กับพวกมันยังไง"
ภาคินหันหลังกลับเดินตรงไปยังกลุ่มของเสี่ยสุชาติและทนายหน้าเลือดด้วยท่วงท่าอันสง่างามและเปี่ยมด้วยพลังพร้อมที่จะใช้ความรู้ ไหวพริบ และ 'กฎหมายแห่งความถูกต้อง' ชนกับอิทธิพลมืดอย่างไม่เกรงกลัวอีกต่อไป
++++++++++