ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 3 บทที่ 71 ความหวังสุดท้าย แสงแห่งการไถ่บาป

            วิ้ง...

             [ภูมิคุ้มกัน!]

            สถานะไร้ผลเด้งขึ้นมาเหนือศีรษะของลู่เซิ่งทันที

            “หือ? นี่คือสกิลไร้เทียมทานของพาลาดินงั้นหรือ?”

            เมื่อเห็นแสงศักดิ์สิทธิ์อันเจิดจ้าที่ห่อหุ้มรอบกายของลู่เซิ่งออสการ์ก็ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง

            ทว่ามันก็เรียกสติกลับมาได้อย่างรวดเร็วก่อนจะจ้องมองลู่เซิ่งพร้อมแค่นยิ้มเย็นชา “เหอะ!งั้นข้าจะรออีก 6 วินาที แล้วค่อยฆ่าเจ้า!”

            “หยุดมือเดี๋ยวนี้!” ลู่เซิ่งรีบตะโกนห้ามด้วยความลนลาน

            วินาทีนี้เขารู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว

            ยังดีที่สกิล‘โล่เทพพิทักษ์’ ของเขาคูลดาวน์เสร็จสิ้นพอดีทำให้สามารถต้านทานดาเมจเวทมนตร์และกายภาพได้ทุกชนิดภายใน 6 วินาที

            ไม่อย่างนั้นเพียงแค่กรงเล็บเมื่อครู่ของออสการ์ก็เพียงพอจะส่งเขาไปเกิดใหม่ได้ในพริบตา

            เมื่อคิดได้ดังนั้นลู่เซิ่งจึงโพล่งออกมาอย่างไม่สนชีวิตว่า “ฉันช่วยแกได้!”

            “ช่วยข้า?”

            ออสการ์ชะงักไปอีกครั้งมันยังไม่ทันจะทำความเข้าใจกับคำพูดนั้นลู่เซิ่งก็รีบตะโกนสำทับด้วยความเร่งรีบว่า “ฉันช่วยแกลบผลจากเวทมนตร์ด้านลบบนตัวได้”

            “ว่าไงนะ? ลบผลเวทมนตร์บนตัวข้าอย่างนั้นหรือ?”

            คราวนี้ออสการ์ถึงกับข่มกลั้นความอยากรู้ไม่อยู่มันจ้องมองลู่เซิ่งด้วยสายตาดูแคลน “เจ้าแมลงที่น่าสมเพชเจ้าเลอะเลือนจนไม่รู้ตัวหรือว่าตัวเองกำลังพูดอะไรออกมา? ผลจากเวทมนตร์ด้านลบบนตัวข้านี้คือ‘คำพิพากษาของจักรพรรดิมังกร’ ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาเวทต้องห้ามระดับสูงสุดแม้แต่นักบวชระดับเทพสงครามมาเองก็เกรงว่าจะลบมันไม่ได้แล้วเจ้าที่เป็นแค่พาลาดินเปลี่ยนอาชีพครั้งที่หนึ่งกลับอ้างตัวว่าทำได้เนี่ยนะบังอาจมาโอ้อวดว่าจะช่วยข้าลบมัน? ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”

            สิ้นคำพูดออสการ์ก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่น ราวกับว่าเพิ่งได้ฟังเรื่องตลกที่สุดในโลก

            แต่ลู่เซิ่งกลับไม่มีทีท่าหวั่นไหวเขาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ถ้าฉันเดาไม่ผิดแกคงถูกเวทมนตร์ด้านลบนี้ทรมานมานานมากแล้วสินะ”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็ย้อนถามกลับไปว่า “ในเมื่อเป็นอย่างนั้นทำไมแกไม่ลองเชื่อฉันดูสักครั้งล่ะ? ถ้าฉันทำไม่ได้แกค่อยฆ่าฉันตอนนั้นก็ยังไม่สาย ยังไงวันนี้ฉันก็ตกอยู่ในกำมือของแกแล้วต่อให้คิดจะหนีก็คงหนีไม่พ้นอยู่ดี”

            “โอ้?”

            เห็นลู่เซิ่งดูมั่นใจขนาดนั้นคราวนี้กลับเป็นออสการ์ที่เริ่มไม่แน่ใจเสียเอง

            สถานการณ์ของมันเป็นอย่างที่ลู่เซิ่งคาดเดาเอาไว้มันถูกเวทมนตร์ด้านลบนี้ทรมานมานานนับปี จนแทบจะเรียกว่าอยู่มิสู้ตายเลยทีเดียว

            ดังนั้นต่อให้จะรู้ดีว่าความหวังเลือนรางเพียงใด

            แต่หากมีความหวังแม้เพียงเศษเสี้ยวที่จะลบผลเวทมนตร์นี้ได้มันก็ไม่อยากจะปล่อยให้หลุดมือไป

            “เจ้าแมลงน้อย เจ้ามั่นใจจริงๆ ใช่ไหมว่าจะลบเวทมนตร์ด้านลบบนตัวข้าได้?”

            ออสการ์ถามย้ำอีกครั้งขณะจ้องมองลู่เซิ่งที่มีสีหน้าเชื่อมั่น

            “ฉันมั่นใจเกินเก้าส่วน แต่แกต้องรออีกสิบชั่วโมงเพราะหลังจากผ่านไปสิบชั่วโมงพรสวรรค์การต่อสู้ของฉันถึงจะกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง”

            ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            พอพูดจบเขาก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเสริมต่อว่า “แต่ก่อนหน้านั้นฉันยังมีเรื่องหนึ่งที่ต้องไปจัดการ”

            “เรื่องอะไร?” ออสการ์ถามอย่างไม่เข้าใจ

            “ฉันต้องกลับเข้าเมืองสักรอบ...” ลู่เซิ่งกระซิบตอบเสียงแผ่ว...

            “ไอ้หนอนโสโครก เจ้าเห็นข้าเป็นไอ้โง่หรือ?”

            เป็นอย่างที่คิดพอได้ยินประโยคนี้ ออสการ์ก็ระเบิดโทสะทันทีมันคิดว่าลู่เซิ่งกำลังพูดเล่นลิ้นกับมัน จึงตั้งท่าจะลงมืออีกรอบ

            โชคดีที่ลู่เซิ่งคาดการณ์ปฏิกิริยาแบบนี้ไว้แล้วเขาจึงรีบอธิบายสวนขึ้นมาว่า “เดี๋ยวก่อนแกเข้าใจผิดแล้ว ที่ฉันจะกลับเมืองไม่ใช่เพื่อหนีแต่ฉันต้องกลับไปซื้อตำราสกิลที่ชื่อว่า ‘แสงแห่งการไถ่บาป’ต่างหาก”

            “แสงแห่งการไถ่บาป?”

            เมื่อได้ยินชื่อสกิลนี้ออสการ์ก็หน้านิ่วทันที

            “ใช่แล้ว”

            ลู่เซิ่งพยักหน้าก่อนจะอธิบายอย่างใจเย็นว่า “แกก็น่าจะรู้ว่า สกิล‘แสงแห่งการไถ่บาป’ ของพาลาดินสามารถลบผลจากเวทมนตร์ด้านลบได้ทุกชนิดและสกิลนี้ต้องเลเวล 100 ถึงจะเรียนได้เพราะฉะนั้นฉันเลยจำเป็นต้องกลับเข้าเมืองสักครั้ง...”

            เขายังพูดไม่ทันจบออสการ์ก็พูดขัดขึ้นทันควัน

            “หึ! เจ้าคิดว่าวิธีง่ายๆ แบบนี้ข้าจะไม่เคยลองมาก่อนหรือไง? สกิล ‘แสงแห่งการไถ่บาป’ ของพาลาดินน่ะลบเวทมนตร์ด้านลบบนตัวข้าไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้น... เจ้าไปตายเสียเถอะ!”

            ทิ้งท้ายเพียงเท่านั้นออสการ์ก็ชูกรงเล็บมังกรอันคมกริบขึ้นอีกครั้ง เตรียมจะสังหารลู่เซิ่งให้จบเรื่อง

            “ช้าก่อน! พาลาดินทั่วไปทำไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าฉันจะทำไม่ได้นี่!แกต้องให้ฉันลองดูก่อนไม่ใช่เหรอ? ยังไงแกก็ทนมานานขนาดนี้แล้วทนรออีกแค่ 10 ชั่วโมงก็คงไม่ใช่เรื่องยากลำบากอะไรสำหรับแกหรอกมั้ง!”ลู่เซิ่งรีบตะโกนรัวเร็ว

            “นี่มัน...”

            คำพูดนี้ทำให้ออสการ์ชะงักกรงเล็บมังกรที่ชูค้างไว้กลางอากาศอีกรอบ

            เหตุผลยังคงเดิมคือเวทมนตร์ด้านลบอันน่าสยดสยองนี้ทรมานตัวมันมานานแสนนาน

            ตราบเท่าที่มีหวังแม้เพียงนิดมันก็ไม่อยากยอมแพ้โดยง่าย

            เมื่อคิดได้ดังนั้นออสการ์จึงยอมลดกรงเล็บลงในที่สุด มันจ้องลู่เซิ่งเขม็งพร้อมเอ่ยเสียงหนัก“ตกลง ข้าจะรอเจ้าอีก 10 ชั่วโมงแต่เรื่องกลับเมืองน่ะไม่ต้อง”

            สิ้นเสียงนั้นมันก็ไม่สนใจว่าลู่เซิ่งจะมีปฏิกิริยาอย่างไร เพียงแค่สะบัดปีกวูบเดียว

            ตุบตุบ ตุบ...

            วินาทีต่อมาตำราจำนวนมหาศาลที่เปล่งแสงสีสันต่างๆ ก็ร่วงกราวลงมาจากท้องฟ้าราวกับห่าฝนที่เกือบจะฝังร่างลู่เซิ่งไว้ใต้กองซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนเป็นตำราสกิลของพาลาดินทั้งสิ้น

            “พวกนี้คือตำราสกิลของพาลาดิน ในนี้น่าจะมี ‘แสงแห่งการไถ่บาป’ที่เจ้าต้องการอยู่ เจ้าก็หาเอาเองแล้วกัน!” ออสการ์เอ่ยเรียบๆ

            “ให้ตายเถอะ ทำไมมันเยอะขนาดนี้เนี่ย?”

            เมื่อมองไปรอบตัวที่เต็มไปด้วยตำราสกิลกองเป็นภูเขาเลากาลู่เซิ่งก็ถึงกับตาค้างและอุทานออกมาตามสัญชาตญาณ

            “เหอะ! หลายปีมานี้ มักจะมีพวกมนุษย์ผู้ใช้อาชีพที่ไม่เจียมตัวคิดจะมาท้าทายอำนาจของข้าอยู่เสมอ และในบรรดาคนพวกนั้นก็มีพาลาดินแบบเจ้าอยู่ไม่น้อยเลยล่ะ”

            ออสการ์แค่นยิ้มเย็นชาขณะที่บนใบหน้ามังกรขนาดมหึมานั้นปรากฏแววแห่งความภาคภูมิใจที่ปิดไม่มิดฉายออกมา

             

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน