ยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์

    บทที่ 61 เจอทีมหน่วยลาดตระเวนอีกครั้ง

     

    คนที่กำลังเดินตรงมาทางพวกเขาคือกลุ่มคนจำนวนห้าคนที่เขาเคยเจออย่างเป็นทางการมาแล้วครั้งหนึ่ง

     

    จั่วมู่ยืนอยู่ตรงประตูทางเข้าซึ่งห่างจากจุดที่พวกเขายืนอยู่ไม่ไกล

     

    เธอเดินตรงเข้ามา เมื่อเห็นเซี่ยฮุยสายตาของเธอก็ประกายด้วยความประหลาดใจ

     

    “สวัสดีค่ะคุณผู้หญิง ไม่ทราบว่าคุณคือเจ้าของโรงแรมแห่งนี้หรือเปล่าคะ?”

     

    “สวัสดีค่ะเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนจั่ว”

     

    สาวน้อยหน้าหวานเหลือบมองป้ายชื่อที่หน้าอกของจั่วมู่ จากนั้นก็ยื่นมือออกไปและแนะนำตัวเอง “จู๋เยี่ยนค่ะ”

     

    ทั้งสองคนจับมือทักทายจากนั้นก็เริ่มพูดคุยกัน

     

    จู๋เยี่ยนพูด “ฉันไม่ใช่เจ้าของที่นี่ แต่เมื่อคืนฉันมาช่วยพี่ดูแลที่นี่ค่ะ ฉันเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น”

     

    ระหว่างที่พูดใบหน้าของเธอก็ประกายความโกรธเคืองออกมา “เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนจั่วคะ พวกคุณต้องจับตัวคนก่อเหตุมารับโทษให้ได้นะคะ ถ้าหากต้องการอะไรเพิ่มเติมฉันยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ค่ะ”

     

    “เรื่องพวกนี้คุณจู๋ไม่ต้องเป็นกังวลนะคะ พวกเราจะรีบตามจับตัวคนก่อเหตุให้เร็วที่สุดค่ะ”

     

    หลังจากเธอรับปากกับจู๋เยี่ยนแล้ว ในที่สุดสายตาของเธอก็มองมาที่เซี่ยฮุยที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ

     

    “คุณเซี่ย เจอกันอีกแล้วนะ”

     

    “นั่นสิ”

     

    เซี่ยฮุยยิ้มด้วยรอยยิ้มขมขื่น เพิ่งจะเจอกันเมื่อคืน ผ่านไปไม่ถึง 24 ชั่วโมงก็ต้องมาเจอกับเธอในสถานการณ์แบบนี้อีกครั้ง

     

    “ไม่ทราบว่าคุณเซี่ยทราบสาเหตุของเหตุการณ์ในครั้งนี้หรือเปล่าคะ?”

     

    จั่วมู่ถามตรง ๆ ความรู้สึกกำลังบอกเธอว่าเหตุการณ์เพลิงไหม้ในครั้งนี้คงต้องเกี่ยวข้องกับเซี่ยฮุยอย่างแน่นอน

     

    “ไม่ทราบครับ ตอนที่เกิดเรื่องผมก็รีบกระโดดลงมาจากหน้าต่างห้องทันที”

     

    จั่วมู่ถลึงตามองเซี่ยฮุยแต่กลับไม่สามารถจับพิรุธเขาได้

     

    จั่วมู่จึงตอบกลับมาสั้น ๆ ว่า “อ๋อ” หลังจากนั้นเธอก็พูดกับทั้งสองคนว่า “ทั้งสองท่านคือผู้อยู่ในเหตุการณ์ ถ้ายังไงรบกวนช่วยไปที่สถานีหน่วยลาดตระเวนของเราเพื่อลงบันทึกประจำวันหน่อยนะคะ”

     

    หลังจากนั้นดูเหมือนว่าเธอจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จั่วมู่จึงหันไปพูดกับเซี่ยฮุยว่า “คุณเซี่ยคะ ทางเราเตรียมรางวัลนำจับไว้ให้คุณเรียบร้อยแล้วนะคะ คุณสามารถไปทำเรื่องเพื่อรับเงินรางวัลนำจับได้เลยค่ะ”

     

    “อ๋อ...เร็วขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”

     

    เซี่ยฮุยรู้สึกว่าการดำเนินการเร็วกว่าที่คิด “ช่วยแง้มบอกหน่อยได้หรือเปล่าครับว่าเท่าไร?”

     

    “เหอะ ๆ ...”

     

    จั่วมู่เห็นท่าทางของเซี่ยฮุยที่กระตือรือร้นเรื่องเงินรางวัลก็ยิ้มให้เขา “ฉันไม่ทราบจำนวนเงินทั้งหมด แต่จากเอกสารประกาศมอบรางวัลนำจับก่อนหน้านี้ ฉันคิดว่ารางวัลคงไม่ใช่น้อย ๆ เพราะจางฉี่หลิงไม่ใช่อาชญากรธรรมดาทั่วไป”

     

    “จางฉี่หลิง”

     

    เมื่อได้ยินชื่อนี้ จู๋เยี่ยนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็พูดด้วยสีหน้าประหลาดใจ “เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนจั่วคะ อย่าบอกนะคะว่าเขาจับตัวจางฉี่หลิงได้?”

     

    “ค่ะ”

     

    เมื่อครู่จั่วมู่เพิ่งจะได้รับข้อมูลผ่านสายรัดข้อมูล เธอจึงรู้ตัวตนของจู๋เยี่ยนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ด้วยภูมิหลังของเธอไม่ใช่เรื่องแปลกที่เธอจะรู้เรื่องเหล่านี้

     

    ดังนั้นจั่วมู่จึงตอบกลับไปโดยไม่ได้ปิดบังความจริงกับเธอ

     

    เมื่อเห็นจั่วมู่พยักหน้าตอบกลับมา จู๋เยี่ยนก็หันไปมองเซี่ยฮุยอีกครั้ง “คิดไม่ถึงเลยนะว่าเด็กหนุ่มแบบนายจะจับผู้มีความแข็งแกร่งอย่างจางฉี่หลิงได้”

     

    “ฉันไม่ได้จับคนเดียวสักหน่อย หัวหน้าจั่วกับคนในทีมของเธอก็อยู่ที่นั่นด้วย ก็แค่โชคช่วยเท่านั้นแหละ”

     

    เซี่ยฮุยพูดด้วยท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัว พูดจบเขาก็หันไปวิงวอนจั่วมู่ผ่านสายตา

     

    และมันก็ได้ผลจริง ๆ เพราะจั่วมู่ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องที่เซี่ยฮุยพูด

     

    เธอหันไปมองโรงแรมที่กำลังถูกเปลวเพลิงเผาไหม้ คนในทีมของเธอเดินออกมาและพูด “ดูเหมือนว่าพวกเขาจะตรวจสอบพื้นที่โดยรอบเสร็จแล้ว”

     

    เซี่ยฮุยเห็นอีกสี่คนเดินออกมา เสียวอวี่กระโดดโหยงเหยงนำหน้าคนอื่น ๆ ท่าทางของเธอไม่ได้มีมาดของเจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวนแม้แต่น้อย

     

    ตอนที่เธอเดินเข้ามาใกล้และเห็นเซี่ยฮุยยืนอยู่ที่นี่ เธอก็ตะโกนขึ้นมา “เอ๋! นายอีกแล้วเหรอ!”

     

    น้ำเสียงของเธอแอบแฝงไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ “อย่าบอกนะว่านายพักอยู่ที่นี่”

     

    เธอชี้ไปที่โรงแรมที่อยู่ด้านหลังและหันมามองเซี่ยฮุย

     

    เสียวอวี่รู้สึกประหลาดใจอย่างมาก “นายนี่โชคร้ายจริง ๆ เลยนะ ระยะเวลาสั้น ๆ แค่นี้เจอเรื่องร้าย ๆ ติดกันถึงสองครั้ง”

     

    “เอ่อ...ไม่สิ...ต้องพูดว่าซวยทุกครั้งที่เจอนายต่างหากล่ะ”

     

    เสียวอวี่ตัดสินจากสิ่งที่เธอคิด “นายดูสิ โรงแรมที่นายพักอยู่ใกล้กับห้องของอาชญากร พอมาพักที่โรงแรมนี้ก็ดันเจอกับเหตุเพลิงไหม้อีก ดวงซวยชัด ๆ”

     

    “เสียวอวี่”

     

    จั่วมู่พูดเสียงเบาเพื่อปรามเธอ จากนั้นก็หันมาขอโทษเซี่ยฮุย “คุณซี่ย เสียวอวี่ยังเด็ก หวังว่าคุณจะไม่ถือสานะคะ”

     

    “ฉันว่ามันก็จริงอย่างที่เสียวอวี่พูดนะ”

     

    ตอนที่เธอพยายามแก้ตัวแทนเสียวอวี่ จู่ ๆ โม่เสี่ยวฝานก็พูดแทรกขึ้นมา

     

    “โม่เสี่ยวฝาน!”

     

    จั่วมู่รู้สึกจุกอยู่กลางอก ตั้งแต่รุ่นน้องทั้งสองคนนี้เข้ามาอยู่ในทีมเดียวกับเธอ เธอก็รู้สึกราวกับตัวเองเป็นแม่อย่างไรอย่างนั้น ช่วงนี้เธอก็แอบรู้สึกได้ว่าริ้วรอยที่หางตาเริ่มผุดขึ้นมามากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

     

    “เสี่ยวฝาน ระวังคำพูดหน่อย”

     

    โม่เหยียนที่เดินตามหลังโม่เสี่ยวฝานยกมือตบไหลอีกฝ่ายเบา ๆ จากนั้นก็พูดปรามเขาไม่ให้พูดอะไรมากไปกว่านี้

     

    โม่เสี่ยวฝานฟังคำพูดของพี่ชายของเขาและเขาก็เชื่อฟังคำเตือนของหัวหน้าทีมจั่วมู่ด้วย

     

    ในที่สุดเขาก็ปิดปากสนิทและไม่พูดอะไรอีก

     

    เมื่อเห็นรุ่นน้องทั้งสองคนเงียบเสียง จั่วมู่ก็หันไปอธิบายกับเซี่ยฮุยเพื่อปรับความเข้าใจใหม่และไม่ปล่อยให้เรื่องนี้บานปลายมากไปกว่านี้

     

    จากนั้นเธอก็หันไปถามโม่เหยียน “เป็นยังไงบ้าง เจอเบาะแสอะไรไหม?”

     

    “ร่องรอยที่เหลือทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุเป็นรอยนิ้วมือของผู้ควบคุมครับ คิดว่าหลังจากที่ร่างของสัตว์ร้ายซึ่งเป็นสายเพลิงระเบิด จึงทำให้เกิดไฟไหม้”

     

    “สัตว์ร้ายงั้นเหรอ?”

     

    จั่วมู่หยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ ๆ เธอก็นึกถึงเรื่องที่มีนกเพลิงลอบโจมตีทางทิศใต้ของเมืองในช่วงกลางดึกของคืนที่ผ่านมา เธอจึงคาดเดาว่า “เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนหรือเปล่า?”

     

    “ครับ จากระดับของนกเพลิงทั้งสองตัวมีความเป็นไปได้ว่าน่าจะเป็นผู้ควบคุมคนเดียวกัน”

     

    สือผานที่เดินตามหลังมาเป็นคนสุดท้าย ยืนยันการคาดเดาของเธอ “พลังปราณที่เหลือทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุก็เป็นพลังปราณเดียวกันกับผู้ควบคุมในเหตุการณ์ของเมื่อคืนที่ผ่านมา”

     

    “ดูเหมือนว่าต้องรายงานไปหาคนทางฝั่งทิศใต้แล้วล่ะ”

     

    จั่วมู่พยักหน้า ในเมื่อทั้งสองคดีมีความเป็นไปได้ที่ผู้กระทำผิดจะเป็นคนเดียวกัน ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรายงานให้ทางฝั่งนั้นทราบ

     

    ยิ่งมีคนค้นหาเรื่องนี้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีเบาะแสมากขึ้นเท่านั้น อีกไม่นานก็คงจะจับกุมตัวผู้ควบคุมคนนั้นได้

     

    “เอาล่ะ รวมทีมได้”

     

    เมื่อเห็นว่าคนอื่น ๆ เริ่มทยอยกลับมาแล้ว เธอจึงออกคำสั่งเพื่อรวบรวมเจ้าหน้าที่ภายในทีม

     

    สำหรับความเสียหายของโรงแรม ทางฝั่งที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาดำเนินการต่อให้เรียบร้อย พวกเขามีหน้าที่แค่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและจับกุมคนร้ายเท่านั้น

     

    “ทราบ”

     

    หลังจากนั้นอีกสี่คนที่เหลือก็ยกมือขึ้นวันทยหัตถ์ “รับปฏิบัติ!”

     

    หลังจากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายกันออกไปในเพื่อสะสางงานของตัวเองต่อ

     

    ส่วนจั่วมู่ก็ต้องออกไปจากสถานที่เกิดเหตุเช่นกันเนื่องจากเธอต้องพาเซี่ยฮุยและจู๋เยี่ยนไปลงบันทึกประจำที่หน่วยลาดตระเวน

     

    “เชิญทั้งสองท่านค่ะ”

     

    ……

     

    หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง เซี่ยฮุยและอีกสองคนก็เดินทางมาถึงสำนักงานหน่วยลาดตระเวน

     

    สถานที่แห่งนี้เหมือนกับสำนักบังคับใช้กฎหมายในโลกก่อนหน้านี้ของเขา ซึ่งหน่วยลาดตระเวนแห่งนี้ได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนา

     

    เจ้าหน้าที่ที่เดินเข้าออกที่นี่ก้าวเท้าเดินอย่างพร้อมเพรียงและเป็นระเบียบ อีกทั้งยังให้ความรู้สึกถึงความชอบธรรมที่อยู่ภายในที่แห่งนี้

     

    เนื่องจากมีจั่วมู่เดินนำทาง สถานที่แรกที่พวกเขาทั้งสามเดินทางมาถึงคือแผนกลงบันทึกประจำวัน

     

    จั่วมู่ฝากให้พนักงานสาวซึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดาทั่วไปลงบันทึกประจำวันของทั้งสอง หลังจากนั้นจั่วมู่ก็กำชับกับเซี่ยฮุยว่าหลังจากลงบันทึกประจำวันเสร็จแล้วให้รอเธอ เพราะเธอจะไปรายงานความคืบหน้ากับหัวหน้าหน่วยก่อน

     

    “ชื่อ?”

     

    “เซี่ยฮุย”

     

    “อายุ?”

     

    “19”

     

    “เพศ?”

     

    “...ชาย”

     

    ……

     

    ระหว่างที่เซี่ยฮุยกำลังตอบคำถามโดยทั่วไปที่เป็นคำถามเดิม ๆ ภายในใจของเขาก็แอบรู้สึกหดหู่ขึ้นมา

     

    เขาไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าทำไมบนโลกทั้งสองใบที่เขาอยู่ ถึงได้ดำเนินเรื่องเหล่านี้ได้คล้ายคลึงกันมากขนาดนี้

     

    เพียงไม่นานเซี่ยฮุยและจู๋เยี่ยนก็ลงบันทึกประจำวันเสร็จ พนักงานสาวคนนั้นจึงอนุญาตให้พวกเขาแยกย้ายกันกลับบ้านได้

     

    เซี่ยฮุยไม่ได้สนิทกับจู๋เยี่ยน หลังจากลงบันทึกประจำวันแล้วพวกเขาก็บอกลากันและกัน จากนั้นจู๋เยี่ยนก็ขอตัวกลับก่อน

     

    เซี่ยฮุยนั่งอยู่บนเก้าอี้ภายในห้องเพื่อรอจั่วมู่ พนักงานสาวคนนั้นได้ยินแล้วว่าจั่วมู่บอกให้เขารอเธอ ดังนั้นจึงไม่ได้ไล่ให้เซี่ยฮุยรีบกลับไป หลังจากลงบันทึกเสร็จเธอก็นำข้อมูลเหล่านี้เข้าไปเก็บในแฟ้มประวัติตามหน้าที่ของเธอ

     

    ระหว่างนั้นก็มีหญิงสาวอีกคนเดินมาเสิร์ฟน้ำร้อนให้เซี่ยฮุยระหว่างที่เขานั่งรอ

     

    เซี่ยฮุยจิบน้ำไปพลางก็กวาดตามองไปรอบ ๆ ห้อง ภายในห้องนี้เต็มไปด้วยเอกสารมากมายที่กองพะเนินอยู่บนโต๊ะ

     

    ในโลกที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเช่นนี้ แต่การจดบันทึกด้วยกระดาษก็ยังคงอยู่เพราะต้องเก็บเป็นต้นฉบับและนำไปบันทึกลงในระบบอีกครั้ง

     

    ไม่รู้ว่าจั่วมู่มัวทำอะไรอยู่ หลังจากที่เซี่ยฮุยดื่มน้ำร้อนจนหมดแก้วก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเธอ

     

    หนึ่งชั่วโมงผ่านไป

     

    ตอนที่เขาเห็นเวลาล่วงเลยผ่านไป เซี่ยฮุยก็เริ่มนั่งไม่ติดแล้ว

     

    เขาชะเง้อหน้ามองไปที่ประตูก็พบว่าประตูยังคงปิดสนิท ด้านนอกไม่ได้มีเสียงฝีเท้าที่คุ้นหูเดินผ่านไปผ่านมาเหมือนกับก่อนหน้านี้แล้ว

     

    เขาลุกขึ้นยืน ส่วนหญิงสาวที่กำลังบันทึกข้อมูลก็ไม่ได้สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของเขา

     

    เซี่ยฮุยวางแก้มลงบนโต๊ะและตัดสินใจเดินไปที่ทางเดิน

     

    เขาค่อย ๆ แง้มประตูอย่างแผ่วเบาเพื่อไม่ให้เกิดเสียง เขาค่อย ๆ ย่องและเบียดตัวผ่านช่องว่างของประตูเพื่อเดินหลบออกไป

     

    ทางเดินค่อนข้างหนาว เซี่ยฮุยก้มมองเวลาก็พบว่าตอนนี้ใกล้จะถึงช่วงเที่ยงแล้ว เขามองทางเดินที่ทอดยาวออกไป แต่ก็ยังไม่เห็นเงาของจั่วมู่

     

    ตอนที่เขากำลังสงสัยว่าจั่วมู่อาจจะลืมไปแล้วว่านัดเขาไว้

     

    จู่ ๆ หูของเขาก็ได้ยินการเคลื่อนไหวของเสียงฝีเท้าที่คุ้นหูกำลังดังขึ้นเป็นจังหวะ

     

    มาแล้ว!

     

    เซี่ยฮุยหันไปมองตามเสียงก็พบว่าจั่วมู่กำลังเดินตรงมาทางเขา

     

    เมื่อเห็นเซี่ยฮุยยืนอยู่ด้านหน้าประตูทางเดิน จั่วมู่ก็รีบสาวเท้าเดินตรงเข้ามา

     

    ตอนที่เข้ามาใกล้เธอก็รีบขอโทษขอโพย “คุณเซี่ยขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้รอนาน พอดีมีเรื่องนิดหน่อยก็เลยล่าช้าน่ะค่ะ”

     

    เซี่ยฮุยโบกมือเพื่อบอกเธอว่าไม่เป็นไร จากนั้นเขาก็ถาม “ตอนนี้ไปรับเงินรางวัลได้แล้วใช่ไหม?”

     

    “ค่ะ”

     

    จั่วมู่พยักหน้า “เอ่อ....คุณเซี่ยคะ ไม่ทราบว่าคุณพอจะมีเวลาไหมคะ พอดีหัวหน้าหน่วยของเราอยากจะขอพบคุณหน่อยน่ะค่ะ”

     

    “อ๋อ...”

     

    เซี่ยฮุยเลิกคิ้ว “ทำไมหัวหน้าหน่วยของพวกคุณถึงอยากเจอผู้ชายธรรมดา ๆ แบบผมด้วยล่ะ?”

     

    “คือว่า...”

     

    จั่วมู่รู้สึกพูดไม่ออก หลังจากหยุดคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็กัดฟันพูดออกมา “ก่อนอื่นต้องขอโทษคุณด้วยนะคะ อันที่จริงพวกเราไม่ได้รายงานเรื่องของคุณกับหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน แต่หลังจากเกิดเรื่องที่โรงแรม หัวหน้าหน่วยของเราก็ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก และเธอก็เข้าใจความสามารถของทีมพวกเราเป็นอย่างดี เธอได้ตรวจสอบหาสาเหตุที่ทำให้เราจับตัวจางฉี่หลิงได้ พวกเราจึงไม่สามารถปิดบังเรื่องของคุณได้น่ะค่ะ”

     

    เมื่อได้ยินคำอธิบายของเธอ เซี่ยฮุยก็เข้าใจได้ในทันทีว่าทำไมหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนถึงอยากเจอเขา

     

    เขาคือผู้มีความสามารถขอบเขตพิเศษขั้น 9 ภายใต้เขตที่เธอดูแล ในฐานะที่เธอเป็นหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เธออยากเจอ

     

    “โอเค ผมเข้าใจสถานการณ์ของคุณ”

     

    เหตุการณ์ที่ถูกเจ้านายถามถึงความเป็นจริง เซี่ยฮุยเคยมีประสบการณ์เรื่องนี้มาก่อนในโลกก่อนหน้านี้ของเขา ท้ายที่สุดก็ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ในสังกัดที่อยู่

     

    “งั้นพวกเราไปกันเถอะ”

     

    เซี่ยฮุยบอกให้จั่วมู่นำทาง

     

    จั่วมู่มองเขาอีกครั้งราวกับต้องการจะขอโทษเขาจากใจจริง หลังจากนั้นก็เดินนำหน้าเขาเพื่อไปเข้าพบหัวหน้าหน่วยของเธอ

     

    ห้องของหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขายืนอยู่ เดินไปได้ราว ๆ สามนาที จั่วมู่ก็ชะลอความเร็วในการเดิน

     

    หลังจากนั้นเธอก็มาหยุดอยู่หน้าห้องห้องหนึ่ง

     

    เธอหันกลับมาพูดกับเขา “เชิญคุณเซี่ยเข้าไปด้านในได้เลยค่ะ ฉันจะรออยู่ข้างนอกนะคะ”

     

    เซี่ยฮุยเงยหน้ามองป้ายหน้าห้อง ป้ายถูกตกแต่งด้วยสีชมพูและมีตัวหนังสือเขียนว่า “ห้องทำงานหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน”

     

    หรือว่าหัวหน้าหน่วยจะเป็นผู้หญิง...

     

    มือของเขาชะงักอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง จากนั้นก็ผลักเข้าไปด้านใน