“เจ้าเป็นใคร???”
ทุกคนยกเว้นแกรนด์อุทานออกมาแทบจะพร้อมๆ กัน ในทีแรกที่ประตูถูกถีบออกมาทุกล้วนคิดว่านั่นคือบ็อบที่ออกจากสภาวะจำศีลมาแล้ว แม้จะรู้และเตรียมใจเผื่อความเปลี่ยนแปลงของเขา แต่ร่างที่เดินออกมาจากห้องทำให้ทุกคนต้องอุทานออกมาถามด้วยความสงสัยว่าใช่บ็อบจริงๆ รึเปล่า ถ้าใช่ล่ะก็นี่มันไม่ใช่เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแล้ว มันแทบเป็นคนละคนเลยนี่หว่า หรือถ้าไม่ใช่บ็อบแล้วไอ้หมอนี่ที่มันเดินออกมามันเป็นใคร?
“ข้าบอกกี่ครั้งแล้วบ็อบ ทำลายที่อื่นน่ะได้ แต่อย่าทำลายข้าวของในบ้าน ข้าขี้เกียจเรียกช่างมาซ่อม และก็อีกอย่างที่ข้าอยากจะพูด ยินดีต้อนรับกลับสู่ครอบครัวของเรา ร่างใหม่เจ้าทำเอาพวกข้าตกใจเลยนะ”
แกรนด์พูดพลางยิ้มอย่างยินดี
“เช่นกันลูกพี่ ข้ากลับมาแล้วทุกคน”
“ก่อนอื่นนะบ็อบ เจ้าไปหากางเกงใส่ก่อนเลย ล่อนจ้อนออกมาเชียวนะ ชุดเดิมของเจ้าตอนนี้คงไม่มีชุดไหนที่ใส่ได้แล้วมั้ง”
บ็อบพอได้ยินที่แกรนด์พูดก็มองลงไปที่ร่างของตนและเงยขึ้นมามองหน้าทุกคนที่อยู่ในอาการตกตะลึง บ็อบเกาหัวส่งยิ้มแหยๆ ให้จากนั้นก็รีบวิ่งเข้าห้องไปเพื่อหาชุดมาเปลี่ยน สายตาที่ตกตะลึงของทุกคนเมื่อครู่เขาไม่แน่ใจว่าตะลึงกับร่างใหม่รึร่างล่อนจ้อนเหมือนชีเปลือยของเขากันแน่ เมื่อหาอะไรมาห่อคลุมร่างกายช่วงล่างได้แล้วบ็อบจึงเดินออกมาหาทุกคนที่โต๊ะอาหารอีกครั้ง
“นี่น่ะหรอ สายพันธุ์ออร์คชั้นสูง ‘อุรุกไฮ’ ผิดไปจากที่ข้าจินตนาการไปหน่อยนะ”
“ใช้แล้วล่ะ ข้าก็คิดไม่ถึงว่าจะเป็นแบบนี้นะ”
เอเลน่าเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย เธอเคยอ่านเจอข้อมูลสายพันธุ์ขั้นสูงของออร์ค แต่เธอไม่เคยเห็นตัวจริงของอุรุไฮมาก่อน ในบันทึกนั้นบอกแค่ว่ารูปร่างเปลี่ยนไปมากพอสมควรแต่ยังคงเอกลักษณ์ของออร์คไว้ครบถ้วน แกรนด์ก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเหมือนกัน เพราะออร์คสายพันธุ์ชั้นสูงไม่ค่อยมีปรากฏตัวในทวีปแห่งนี้ จึงไม่แปลกใจที่จะไม่ค่อยมีคนรู้จักยกเว้นเสียแต่ผู้ที่ศึกษาจริงจังและผู้ทรงภูมิรู้ แต่ในอีกทวีปที่เผ่าออร์คปกครองอยู่ อุรุกไฮถือเป็นอีกชนชั้นหนึ่งที่สูงกว่าออร์คธรรมดาเลยทีเดียว ตามที่แกรนด์ได้เดาๆ เอาไว้เขาคิดว่าถ้าบ็อบออกมาเขาน่าจะต้องมีรูปร่างที่ใหญ่โตขึ้นตามการพัฒนาของสายพันธุ์ เช่น ของพวกก็อบลินที่จะตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวิวัฒนาการเป็นสายพันธุ์ที่สูงขึ้นและทุกคนก็คงจะคิดแบบนี้เช่นกัน แต่ผิดคาด เมื่อออร์ควิวัฒนาการแล้วมันตัวเล็กลง? โดยที่แต่ก่อนบ็อบสูงถึง 2.5 เมตร ตอนนี้ลดลงมาเหลือประมาณ 2.2 เมตร กล้ามเนื้อที่เคยใหญ่โตบึกบึนจนเหมือนป้อมปราการเคลื่อนที่ตอนนี้หดเล็กลงมาเหลือกล้ามเนื้อดูแค่กำยำสมส่วนเท่านั้น แต่เมื่อเทียบกับมนุษย์ปกติแล้วร่างกายของบ็อบก็เรียกได้ว่าเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้ออยู่ดี ทั้งร่างกายและมัดกล้ามเนื้อที่เขามีในตอนนี้ด้อยกว่าของโอเกอร์ด้วยซ้ำไป ผิวหนังที่เคยสีแดงส้มตอนนี้เข้มขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ใบหน้ายังมีเขี้ยวยาวแหลมที่ขากรรไกรล่างงอกขึ้นมาสูงเทียมจมูก ทั้งลักษณะรูปร่างหน้าตาโดยรวมดูคล้ายมนุษย์มากยิ่งขึ้น และความน่ากลัวของรูปลักษณ์ก็ลดลงไปโข
“โถ่บ็อบ! นี่เจ้าอดเหล้ายาตั้งสามเดือนจนลงแดงผอมแห้งลงขนาดนี้เลยหรอ น่าสงสารว่ะสหาย เจ้าคงทรมานมากสินะ ตั้งแต่เจ้าเข้าไปจำศีลข้ารู้สึกผิดมาตลอดที่ไปเทไวน์ร้อยปีของเจ้าทิ้ง ข้าเลยไปสืบหาซื้อมันจนได้มาคืนเจ้าสองถัง นี่ข้าไปเหมามาจากร้านหรูในเมืองเลยนะ”
ครีทเข้าไปจับนั่นจับนี่ตรงนั้นทีตรงนี้ทีที่ตัวบ็อบเป็นคนแรก แม้กล้ามเนื้อของเขาจะเล็กลงแต่มันกลับแน่นขึ้นเหมือนผิวเหล็ก
“โอ้ ขอบใจเจ้ามากนะที่สละเงินเก็บไปหาซื้อมาให้ข้า ข้าดีใจมากเลยล่ะ”
บ็อบยิ้มแฉ่งอย่างไม่เก็บอาการ ที่มุมปากของเขามีน้ำลายยื่นออกมาจากการที่เจ้าตัวนึกถึงรสชาติของไวน์ชั้นเลิศที่ไม่ได้ลิ้มลองมานาน
“เงินเก็บ? ไม่อ่ะ ข้าเบิกเงินส่วนกลางไปซื้อ”
ตึ้ง!!!!
มีเสียงดังขึ้นที่หน้าประตูบ้านพร้อมกับพื้นดินที่สั่นไหวเล็กน้อย มันคือเสียงที่แกรนด์นำค้อนของบ็อบออกมาจากแหวนมิติ แน่นอนว่าแกรนด์เองก็ยกค้อนนั้นไม่ขึ้น เขาจึงต้องปล่อยให้มันหล่นลงพื้นอย่างที่เห็น
“เฮ้! บ็อบ ตอนที่เจ้าจำศีลข้าเอาค้อนของเจ้าไปตีบวกเพิ่มพลังมา ออฟชั่นเสริมที่เพิ่มขึ้นมาก็ลดแรงกระแทกให้กับผู้ใช้ทั้งยังเพิ่มแรงกระแทกให้เป้าหมายขึ้นไปอีก แต่ติดตรงที่ว่าน้ำหนักของมันเพิ่มจาก 3 ไปเป็น 5 ตั...”
ยังไม่ทันที่แกรนด์จะพูดจบบ็อบก็เอามือขวาจับค้อนหนักอาวุธคู่กายของตนขึ้นมา ค้อนถูกยกขึ้นมาจากพื้นอย่างง่ายดายด้วยมือเพียงข้างเดียว แถมตอนนี้บ็อบยังควงมันไปมาได้ด้วยซ้ำ
‘เฮ้ย! นี่มันหนักตั้ง 5 ตันนะเว้ย เพิ่มขึ้นมาจากแต่ก่อนตั้งสองตัน!’ แกรนด์ถึงกับอุทานขึ้นมาในใจอย่างตื่นตะลึง
“ขอบคุณมากนะลูกพี่ น้ำหนักของมันตอนนี้กำลังดีเลยล่ะ ใช้ถนัดมือกว่าแต่ก่อนด้วย แต่ข้าอยากเพิ่มน้ำหนักมันอีกหน่อย ยิ่งหนักข้าจะยิ่งเพิ่มพลังกายได้มากขึ้น”
“จัดไป เดี๋ยวข้าเอาไปเสริมพลังให้อีก แร่เสริมพลังของเจ้าโอเกอร์ยังมีเหลือเฟือ”
แกรนด์คาดว่านอกจากจะต้องเสริมพลังให้อาวุธตามที่บ็อบขอแล้วเขายังจะต้องเอาชุดของบ็อบไปใช้ช่างปรับแก้ขนาดด้วยซะแล้ว
“ลูกพี่ ตอนนี้ข้าอยากรู้ขีดจำกัดของตัวเอง เรามา...”
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าถ้าเจ้าออกมาแล้วต้องมาท้าข้าแน่ ถ้าอยากทดสอบพลังข้าเตรียมไว้แล้วล่ะ”
แกรนด์ชูกระดาษที่เรียงซ้อมกันเอาไว้เต็มมือ กระดาษพวกนี้เป็นใบแจ้งภารกิจระดับ 4-5 ดาวที่เอเลน่าไปดึงเอามาแทบจะเกลี้ยงจากบอร์ดในปราสาทกิลล์ภารกิจ เมื่อสิ้นฤดูหนาวพลังของทุกคนเพิ่มขึ้นจากการฝึกเข้มกันทั้งฤดู ทั้งพลังยังเข้มข้นและเสถียรขึ้นอย่างมาก ทุกคนที่ฝึกมาก็อยากยืดเส้นยืดสายกันบ้างโดยเฉพาะแกรนด์ที่ไม่ได้ออกไปไหนตลอดที่บ็อบอยู่ในสภาวะจำศีล
บ็อบ อุรุกไฮ (พิเศษ) พลัง 1% พลังเทียบเท่านักรบคลาส 6 ขั้นต้น
แกรนด์ใช้สกิลตรวจสอบขั้นสูงวิเคราะห์พลังตอนนี้ของบ็อบพบว่าพลังของบ็อบแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากตอนที่เขาใช้สกิลตรวจสอบในครั้งนั้นเลย เปลี่ยนแค่สายพันธุ์เท่านั้น แต่เมื่อนึกดูดีๆ สกิลตรวจสอบของเขาระบุแค่พลังเท่านั้น ไม่ได้ให้รายละเอียดอย่างอื่นได้เลย เช่น พละกำลังที่เพิ่มขึ้นมหาศาลอย่างที่แสดงไปเมื่อครู่ ร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้นจนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ผิวหนังที่หนาแน่นทนทาน นักรบคลาส 6 ขั้นต้นตอนนี้จะเทียบกับบ็อบได้ยังไง แต่พลังยังคงเท่าเดิมก่อนวิวัฒนาการ แกรนด์คิดว่าสกิลตรวจสอบของเขาในตอนนี้คงยังวัดรายละเอียดเฉพาะของสายพันธุ์ชั้นสูงของเผ่าอื่นยังไม่ได้ล่ะมั้ง ที่เขาตรวจสอบได้อย่างละเอียดในตอนนี้เฉพาะมนุษย์เท่านั้น คงต้องรอให้มันพัฒนาไปอีกขั้นก่อนถึงจะมีความสามารถที่เพิ่มขึ้นมากกว่านี้ เพราะสกิลตรวจสอบยังไงซะก็เป็นทักษะที่มนุษย์คิดค้นขึ้น การวิเคราะห์และตรวจสอบจะเน้นการตรวจสอบมนุษย์เป็นหลัก ก่อนที่จะออกไปล่าเก็บภารกิจที่ดึงมาจนเต็มมือแกรนด์ไม่ลืมที่จะจัดงานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของบ็อบอย่างยิ่งใหญ่ วันนี้จัดกันที่โรงเลี้ยงกลางของหมู่บ้านเลย นักล่าและชาวบ้านล้วนแต่แปลกใจกับความเปลี่ยนแปลงของบ็อบ ทุกคนมาร่วมงานนี้ด้วยความชื่นมื่น เนื้อสวรรค์ถูกจัดมาให้บ็อบอย่างเต็มที่ แกรนด์นำมันออกมากว่าครึ่งหนึ่งของเนื้อที่เหลืออยู่เพื่อใช้ในวันนี้ เนื้อสวรรค์กว่า 1000 กิโลกรัมถูกนำมาทำเป็นอาหารเลี้ยงผู้คน แกรนด์ไม่รู้สึกเสียดายมันแต่อย่างใด เพราะนี่เป็นสิ่งที่เขาอยากทำอยู่แล้ว บ็อบน้ำตาแทบไหลเมื่อเห็นการจัดเตรียมงานที่ยิ่งใหญ่เพื่อเขา บรรยากาศในเช้านี้ผ่านไปด้วยความสุขเหมือนงานเทศกาลใหญ่แห่งปีของหมู่บ้าน ผู้ที่ได้ลิ้มลองรสชาติของเนื้อนี้ก็แสดงใบหน้าเอิบอิ่มและเต็มไปด้วยความสุขอย่างหาที่เปรียบมิได้
...วังหลวงแห่งจักรวรรดิ นครหลวงคาเธจ...
ในวันนี้ทางวังหลวงดูวุ่นวายเป็นพิเศษเพราะเมื่อคืนนี้องค์ชายกาเซลสามารถข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ได้แล้ว ได้รับการอวยพรแห่งเทพทั้งพลังสายเลือดในฐานะร่างสถิตของเทพอาชาสวรรค์ของเขาก็ได้ตื่นขึ้นด้วย นี่เป็นข่าวดีที่สุดในรอบหลายร้อยปีแต่ในข่าวดีนั้นได้มีอีกข่าวที่น่าตกใจอย่างมากตามมาด้วย ด้วยเหตุนี้เององค์จักรพรรดิจึงต้องมีราชโองการให้เรียกประชุมสมาชิกภาคีอัศวินและเวทย์แห่งนครหลวงทั้งยังเชื้อพระวงศ์ระดับสูงทุกคนอย่างเร่งด่วนที่สุด ในท้องพระโรงคับคั่งไปด้วยเหล่าบุคคลสำคัญที่ถูกเรียกตัวมาอย่างเร่งด่วนโดยมิได้แจ้งให้ทราบว่าเรื่องอะไร เมื่อถามผู้ที่ถูกเชิญมาด้วยกันก็กลับไม่มีใครรู้ถึงเรื่องเร่งด่วนนี้ บุคคลสำคัญเหล่านี้เมื่อมารวมกันออร่าที่แผ่ออกมาจากกายของพวกเขาสามารถกดดันให้คนธรรมดาที่ผ่านเขามาในเขตช็อกหมดสติได้เลย สมาชิกภาคีอัศวินและเวทย์แห่งนครหลวงและเชื้อพระวงศ์ระดับสูงที่ถูกเชิญมารวมกว่า 400 คน ระดับพลังของแต่ละคนอยู่ในระดับคลาส 8-10 ทั้งสิ้น ผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดใกล้กับบัลลังก์ขององค์จักรพรรดิคือ 1 ใน 6 ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่ามนุษย์ แม่ทัพใหญ่เนโร นักรบคลาส 11 ผู้ที่อยู่ในระดับราชันย์จอมทัพ
“ท่านมีความคิดเห็นว่ายังไง หรือว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับองค์ชายกาเซลที่สามารถเลื่อนขึ้นมาคลาส 6 ได้แล้ว?”
“ข้าว่าอาจมีนัยสำคัญบางอย่างที่เป็นเรื่องเร่งด่วนกว่านี้ก็ได้”
“หรือจะเกี่ยวข้องกับสงครามที่พวกออร์คมันเตรียมกำลังไว้?”
ผู้คนที่มารวมกันต่างคาดเดาไปต่างๆ นาๆ ไม่นานนักทุกคนในท้องพระโรงต่างเงียบกริบเมื่อชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินมาและนั่งลงที่บัลลังก์ทองคำที่ตั้งตระหง่านอยู่ ชายผู้นี้คือจักรพรรดิลูเซียส บุคคลผู้มีอำนาจสูงสุดในทวีปแห่งนี้
“พวกท่านคงสงสัยกันสินะที่ข้าเรียกประชุมด่วนในวันนี้ ท่านทั้งหลายคงจะทราบกันแล้วว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาองค์รัชทายาทสามารถข้ามขีดจำกัดและได้รับการอวยพรด้วยตนเองจากท่านเทพอาชาสวรรค์ นี่เป็นข่าวที่น่ายินดีที่สุดเรื่องหนึ่ง แต่ก็มีอีกข่าวหนึ่งที่น่าตกใจมากเช่นกัน บางท่านในที่นี้อาจจะทราบหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของร่างสถิต แต่บางท่านอาจจะไม่ทราบ ร่างสถิตคือผู้สืบทอดสายเลือดรุ่นแรกของเทพ มีสายเลือดของเทพอย่างเต็มเปี่ยม สามารถที่จะฝึกพลังถึงขั้นที่เกินขีดจำกัดทั่วไปได้ เมื่อพลังของพวกเขาถึงจุดสูงสุดจะเปรียบเสมือนเทพในร่างมนุษย์ได้เลย”
ในท้องพระโรงที่มีผู้คนอยู่หลายร้อยต่างเงียบกริบและมองไปทางไปทางเดียวกัน แน่นอนว่าเรื่องที่องค์จักรพรรดิเล่าฟังดูน่าตื่นใจเป็นอย่างมาก มนุษย์ที่มีพลังเทียบเท่าเทพเจ้า ใครจะคิดว่ามีคนแบบนั้นอยู่ ด้วยผู้คนที่ถูกเชิญมาล้วนแต่เป็นบุคคลสำคัญของจักรวรรดิและราชวงศ์ สติปัญญาของพวกเขาเหนือกว่าคนทั่วไป ใครจะเดาไม่ออกว่าผู้มีพลังแบบนั้นต้องเป็นองค์รัชทายาทของพวกเขาอย่างแน่นอน เมื่อคิดได้ดังนั้นหลายคนก็ยิ้มออกมาและอดที่จะยืดอกอย่างภาคภูมิใจไม่ได้
“ท่านทั้งหลายก็คงทราบกันดีอยู่แล้วว่าองค์รัชทายาทเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งที่หาได้ยากยิ่ง และการพัฒนาของเขาก็รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิเราเท่าที่มีการบันทึกมา ความสามารถของเขาเทียบเท่ากับท่านบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งอย่างไม่ต้องสงสัย”
“ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก”
“อีกไม่นานองค์ชายต้องไร้เทียมทานแน่”
“นี่เป็นข่าวดีที่สุดที่ข้าเคยได้ยินมาเลย คืนนี้บ้านข้าจะฉลองให้กับความรุ่งโรจน์ในอนาคตของจักรวรรดิ ข้าขอเชิญทุกท่านในที่นี้มาฉลองที่บ้านของข้าด้วย”
“ขอแสดงความยินดีกับองค์จักรพรรดิที่มีรัชทายาทที่ยอดเยี่ยมเพียงนี้ ยุครุ่งเรืองของพวกเราคงมาถึงในไม่ช้านี้แน่”
กลางท้องพระโรงต่างมีเสียงอื้ออึงขึ้นไม่ขาดสาย ผู้คนที่ยืนอยู่ต่างพูดคุยกันด้วยสีหน้าตื่นเต้นและมีความสุข บางคนถึงขนาดหน้าแดงมือสั่นกันเลยทีเดียว
“นี่ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจที่ข้าเรียกพวกท่านมา เมื่อองค์รัชทายาทได้พบกับท่านเทพอาชาสวรรค์ ท่านบอกว่าการมอบพลังครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ท่านจะดับสูญ”
“ดับสูญ???”
ผู้คนอุทานออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ
“ทุกครั้งที่ท่านเทพมอบพลังสายเลือดให้จะกำเนิดร่างสถิต 4 คน ซึ่งแต่ละคนจะมีพลังของเทพที่แตกต่างกัน แต่ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่ท่านบอกว่าเป็นการมอบพลังให้ก่อนดับสูญเท่านั้น แต่ท่านกล่าวว่าในครั้งนี้มีร่างสถิตกำเนิดขึ้นถึง 7 คน ซึ่งพลังของ 3 คนหลังเป็นพลังที่ไม่เคยมีใครได้รับมาก่อน และที่กล่าวมานี้ทั้งหมดมีร่างสถิตที่พลังตื่นแล้วถึง 4 คน โดยที่องค์รัชทายาทเป็นลำดับที่ 4!”
ภายในท้องพระโรงเกิดเสียงอื้ออึงยิ่งกว่าเดิม อัจฉริยะอันดับหนึ่งในประวัติศาสตร์จักรวรรดิเป็นลำดับที่ 4 ในการจัดลำดับพลังที่ตื่นขึ้นของร่างสถิตด้วยกัน? แล้วพวกมันเป็นใครกัน ทำไมพวกเขาไม่รับรู้เลยว่ามีคนที่ฝึกพลังได้รวดเร็วยิ่งกว่าองค์ชายกาเซลอยู่ องค์จักรพรรดิครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องนี้แทบไม่อยากเชื่อ แต่นั่นเป็นคำพูดที่ออกจากปากของเทพอาชาสวรรค์เอง ซึ่งกาเซลฟังมาและนำมาเล่าให้พระองค์ฟังเมื่อคืน ส่วนเรื่องร่างสถิตทุกคนพระองค์ได้ส่งคนออกไปตามหาตั้งแต่รับรู้ว่ากาเซลคือผู้สืบทอดรุ่นแรกแล้วเมื่อหลายปีก่อน แต่ในตอนนั้นได้เจาะจงไปที่ 3 คนที่เคยปรากฏมากกว่า ซึ่งการตามหาในตอนนี้พบและยืนยันตัวตนได้แค่คนเดียวคือร่างสถิตวิหคเพลิง ร่างสถิตพยัคฆ์เหล็กเคยพบแต่หายไปจากการจับตามองทั้งในตอนนี้ยังยืนยันตัวตนและที่อยู่ไม่ได้ ส่วนคนอื่นๆ ยังไม่มีรายงานว่าพบตัว โดยเฉพาะ 3 คนที่สามารถข้ามขีดจำกัดจนพลังตื่นขึ้นมาแล้ว
ร่างสถิตมังกร คนแรกที่พลังตื่นขึ้นเมื่อครึ่งปีก่อน ไม่มีข้อมูลอะไรเลย ทั้งยังไม่รู้จักว่าใช้พลังประเภทไหน
ร่างสถิตไฮดร้าเป็นคนที่สอง พลังตื่นขึ้นเมื่อสี่เดือนก่อน มีข้อมูลรูปแบบพลังที่ใช้มากมายจากตระกูลดั้งเดิม แต่ยังไม่เคยค้นพบผู้ที่เป็นร่างสถิตเลย
ร่างสถิตอสูรเป็นคนที่สามพลังตื่นขึ้นเมื่อสามเดือนก่อน มืดแปดด้าน ไม่มีข้อมูลอะไรเลยเช่นเดียวกันกับคนแรก
เมื่อคืนที่ผ่านมาหลังจากที่ได้รู้ข่าวนี้องค์จักรพรรดิจึงได้สั่งการให้ทหารหน่วยลาดตระเวนจำนวนมากออกตามหาและต้องส่งข่าวรายงานมาเป็นระยะ การที่มีร่างสถิตมากมายขนาดนี้ทั้งยังระบุตัวตนไม่ได้เป็นข่าวที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก เพราะในอนาคตบุคคลเหล่านี้ต้องมีอิทธิพลต่อทวีปแห่งนี้อย่างมากแน่นอน
“พระองค์จะทำอย่างไรกับร่างสถิตเหล่านั้นดี? ข้าว่าพวกเขาจะต้องเป็นภัยคุกคามจักรวรรดิเราในอนาคตเป็นแน่”
ผู้ที่เอ่ยถามคนแรกคือเซเรียส ราชวงศ์ชั้นสูงที่มีศักดิ์เป็นพี่ชายแท้ๆ ขององค์จักรพรรดิ เขาเป็นคนที่ไม่ค่อยลงรอยกับองค์จักรพรรดิเท่าไหร่นัก เพราะในอดีตทั้งสองเคยเป็นคู่แข่งกันเสียทุกเรื่องมาก่อน แม้กระทั่งการแข่งขันเพื่อขึ้นเป็นจักรพรรดิของทวีปแห่งนี้ก็ตามที
“ท่านพี่คิดว่าเราควรจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี?”
“ข้าคิดว่าเราควรจะกำจัดพวกมันทุกคนให้หมดเพื่อไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามจนลุกลามกลายเป็นสงครามเหมือนเช่นเมื่อครั้งอดีต”
“เหตุผลของท่านก็มีน้ำหนักมากอยู่ ถึงการกำจัดไปจะมีผลดีต่อเราก็จริง ข้าคิดว่าทางออกเรื่องนี้เราควรที่จะชักชวนให้พวกเขาเข้าร่วมมากกว่า แน่นอนว่าในอนาคตพวกเขาต้องเป็นบุคคลที่ทรงพลังและเป็นกำลังสำคัญของพวกเราในการต่อกรกับเผ่าอื่นๆ ได้แน่ แม้ชักชวนไม่เป็นผลเราก็สามารถที่จะควบคุมพวกเขาได้ นี่ไม่นับว่าเป็นผลดีหรอกหรือ จะกำจัดทิ้งทำไม อีกอย่าง นี่ไม่ใช่การทดสอบของเทพหรอกหรือ? พวกท่านไม่คิดว่าเทพผู้คุมกฎที่ยิ่งใหญ่จะดับสูญหรอกใช่หรือไม่ ไม่ใช่ว่าข้าจะไม่เชื่อในสิ่งที่ท่านเทพอาชาสวรรค์บอกกับองค์รัชทายาท แต่ข้าคิดว่าการที่เทพอีกสามตนมอบพลังเป็นครั้งแรกต้องมีนัยสำคัญมากกว่านั้น ถ้าเรากำจัดผู้สืบทอดของเทพตนอื่นๆ แล้วเกิดพวกท่านพิโรธขึ้นมาจะทำอย่างไร? หายนะจะเกิดขึ้นแบบไหนคงไม่ต้องให้ข้าบอกนะ จริงอยู่ว่าในอดีตเกิดสงครามจนสุดท้ายร่างสถิตได้ตายลงถึงสามคน เหลือเพียงแค่บรรพบุรุษของข้า แต่นั่นก็เป็นการตัดสินใจของพวกท่านเอง ในวันนี้ถ้าเราไปแทรกแซงข้าก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยต้องให้พวกเขาเป็นผู้ชี้นำและเปลี่ยนแปลงมันเอง เรามีหน้าที่สังเกตการณ์ สำหรับท่านใดที่เกรงว่าพลังของพวกเขาจะกระทบต่อฐานอำนาจของจักรวรรดิหรือถ้าพวกเขาทำตัวเป็นปรปักษ์กับเรา ข้าบอกได้เลยว่าเมื่อไหร่ที่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นข้าจะไม่ลังเลที่จะกำจัดเนื้อร้ายนั่นทิ้งซะ ที่ข้าพูดมีใครเห็นด้วยหรือไม่?”
หลังจากที่ถกกันเรื่องนี้นานพอสมควร มีทั้งคนที่เห็นด้วยกับองค์จักรพรรดิและคนที่เห็นด้วยเรื่องการกำจัดทิ้ง แต่เมื่อลงความเห็นปรากฏว่าฝ่ายที่เห็นด้วยกับการชักชวนให้ร่างสถิตย์มาเข้าร่วมมีมากกว่า ด้วยเหตุนี้เองจึงมีคำสั่งให้จัดตั้งกองทหารหน่วยพิเศษขึ้นเพื่อค้นหาร่างสถิตคนอื่นๆ โดยเฉพาะ กองกำลังนี้มีมากกว่า 1500 คน พวกเขาถูกส่งออกไปทั่วทั้งทวีปโดยที่จะแฝงตัวเป็นพ่อค้าและนักเดินทาง เป้าหมายของพวกเขาคือการจับตัวร่างสถิตไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหนก็ตาม