" โอ้ว... เจอของดีเข้าเเล้วล่ะ นั่นมันเรียกว่าไก่ป่า ตัวมันก็คล้ายๆกับไก่แจ้นี่ล่ะ เท่าที่ลุงเห็นน่าจะเป็นพันธุ์ ไก่ป่าอินเดียนะ เพราะตัวมันมีสีน้ำเงิน หน้าตามีเเดงเข้ม ส่วนตรงคอมีลายจุดขาวๆรอบคอ และติ่งหูของมันจะมีสีขาว ไม่ใช่สีเเดงเหมือนไก่ที่เลี้ยงไว้ตามบ้าน ที่สำคัญมันบินได้สูงมากๆ เหมือนที่หนุ่มเห็นนั่นล่ะ บินได้เกือบจะเป็นนกเลยด้วย..." ลุงหลงอธิบายตอบและพูดต่อว่า...
" หากเราโชคดี อาจจะได้พบเจอกับ "ไก่ฟ้าพญาลอ" ด้วยก็ได้ มันถือเป็นสัตว์ประจำชาติไทยของเราเลยล่ะ..." ลุงหลงพูดออกมาพร้อมมองไปผืนป่าข้างหน้าด้วยความคาดหวัง
" น่าสนใจจริงๆ... " ต้นข้าวพูดพร้อมทำท่าทางตื่นเต้นออกมา
"ว่าเเต่ ผมยังมองเห็นมันไม่ทันชัดเลย ลุงมองเห็นมันทุกรายละเอียดได้อย่างไรเนี่ย ผมนี่ขอแสดงความนับถือเลยครับ..." ต้นข้าวกล่าวชมพร้อมยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันเเสดงความเคารพเหมือนกับคนจีนในหนังกำลังภายใน
"ฮ่าๆๆ...ลุงเป็นพรานป่านะ ถ้าสายตาไม่ไวพอ ลุงจะทำมาหากินยังไงล่ะ..." ลุงหลงตอบพลางยิ้มกริ่มเเสดงสีหน้าภาคภูมิใจออกมา
" คร้าบบ งั้นก็ดูเเลผมในป่าดีๆล่ะลุง ถ้าเจอเสือขึ้นมาลุงคงไม่วิ่งหนีผมไปซะก่อนนะ...ฮ่าๆๆๆ" ต้นข้าวพูดกระเเนะกระเเหนลุงหลงแบบขำๆ
" ถ้าเจอเสือจริงๆใครจะอยู่ล่ะ มากันสองคนเเค่นี้ อยู่ให้เป็นอาหารมันหรอ วิ่งตามลุงให้ทันเเล้วกันนะ...ฮ่าๆๆ" ลุงหลงตอบกลับไป
" อ่อ เเล้วก็เวลาเข้าป่าไปเเล้ว มันมีข้อห้ามอยู่นะ อย่างเเรกเลย ห้ามพูดถึงสัตว์ร้ายพวกเสือหรือหมี ผีสางนางไม้ก็ห้ามพูดถึง ส่วนอย่างที่สอง ห้ามพูดจาหยาบคายและท้าทายเจ้าที่เจ้าทางหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่อาศัยอยู่ในผืนป่านี้เป็นอันขาด ถ้าหนุ่มยังอยากจะออกไปจากป่าน่ะนะ..." ลุงหลงกล่าวเตือน
" ได้ครับลุง ผมจะจำไว้ครับ..."
ต้นข้าวตอบกลับโดยไม่กล่าวอะไรต่อ ถึงจะมีข้อสงสัยอยู่บ้าง แต่เขาก็เลือกที่จะเชื่อฟังผู้รู้มากกว่าจะไปหาคำตอบเอง โดยการท้าทายสิ่งที่มองไม่เห็นและยากที่จะอธิบายออกมาได้นั้น ไม่ใช่หนทางที่ฉลาดเท่าไหร่นักทั้งสองคนเดินทางผ่านไปตามถนนบนเชิงเขาไปอีกราวๆ สิบกว่านาที รถยนต์สีขาวคันเก่าที่มีฝุ่นสีเเดงจับอยู่เต็มทั้งคัน ก็ได้มาจอดลงตรงบริเวณปากทางเข้าป่า ซึ่งสภาพผืนป่าแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์มาก ภูเขาเต็มไปด้วยต้นไม้เเละพันธุ์ไม้ขึ้นกันอย่างหนาแน่น เนื่องมาจากความสูงของพื้นที่ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,100 เมตร ไม่นับรวมบนยอดเขาที่สูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เป็นเหตุให้อากาศที่นี่หนาวเย็นตลอดทั้งปี และป่าที่ว่านี้ก็คือ 'ป่าเมืองหมอก' นั่นเองจุดหมายปลายทางที่ทั้งสองคนจะไปนั้น คือน้ำตกในป่าลึกนี้ ที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในภูมิภาคนี้เลยก็ว่าได้ หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า 'น้ำตกป่าหมอก' ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ปานกลาง มีชั้นประมาณห้าชั้น และการที่มีชื่อเรียกเช่นนี้นั้น เป็นเพราะตัวน้ำตกแห่งนี้สร้างความชื้นในอากาศบริเวณรอบๆค่อนข้างสูง จนทำให้เกิดเมฆหมอกสีขาวปกคลุมไปทั่วบริเวณตั้งเเต่ช่วงเช้าๆ ไปจนถึงยามสายๆของวัน และเป็นเเบบนี้ไปตลอดทั้งปีเลยทีเดียว น้ำตกป่าหมอก ตอนนี้นั้นยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก เพราะเพิ่งถูกค้นพบได้ไม่นาน อีกทั้งเป็นเพราะสภาพเส้นทางที่ไม่ธรรมดา ทั้งเส้นทางที่สูงชันและลัดเลาะไปตามเชิงเขา เส้นทางที่ต้องเดินลุยไปในลำธารในบางครั้งบางคราว และเหล่าบรรดาทากตัวน้อยๆที่คอยชูคอชะเง้อต้อนรับการมาถึงของผู้มาเยือนอยู่ตามสองข้างทาง เรียกได้ว่า ถ้าไม่ใช่คนชอบท่องเที่ยวเเนวโลดโผนผจญภัยในป่าจริงๆ คงไม่คิดจะย่างกรายเข้ามาในที่แห่งนี้เเน่ๆ
" เดินป่าครั้งเเรกของฉัน มันจะเล่นยากไปหน่อยไหมนะเรา แต่ไหนๆก็ตัดสินใจมาเเล้ว ลองดูกันสักตั้งก็เเล้วกัน..." ต้นข้าวคิดพลางยืนมองไปยังปากทางเข้าป่าเเละภูเขาสูงตระหง่านที่อยู่เบื้องหน้า
หลังจากจัดแจงเอากระเป๋าสัมภาระทั้งหมดลงจากกระบะรถแล้ว ลุงหลงก็ขับรถไปเก็บไว้ริมชายป่าใกล้ๆ และเอาผ้าลายพรางผืนโตมาคลุมไว้ หลังจากนั้นทั้งสองก็เอากระเป๋าเป้ใบใหญ่ของใครของมันขึ้นแบกสะพายไว้บนหลัง ก่อนจะพากันเดินลับหายเข้าไปภายในป่า
" ค่อยๆเดินต่อเท้าไปเรื่อยๆก็ได้นะหนุ่ม ไม่ต้องรีบ เดี๋ยวจะเหนื่อยจนเป็นลมไปซะก่อน อ่อ...แล้วก็เดินระวังๆทางด้วย เห็นป่ามันสวยงามน่ามองเเบบนี้ก็เถอะ บางทีอาจจะมีอันตรายที่เราไม่คาดคิดซ่อนอยู่ก็เป็นได้ถ้าเราไม่ระวัง..." ลุงหลงพูดกล่าวเตือนออกมา
" เดินต่อเท้ายังไงหรอครับลุง..." ต้นข้าวถามด้วยความสงสัย เพราะตัวเขาดูเหมือนจะเดินไวจนจะนำหน้าลุงได้ทุกเวลา
" อ่อ ก็เดินก้าวเเบบสั้นๆ ไม่ต้องก้าวยาวๆ มันจะช่วยรักษากำลังขาของเราไว้ได้นานขึ้น และเหนื่อยน้อยลง..." ลุงหลงอธิบาย พร้อมกับเดินสาธิตให้เขาดู
" อ่อ เเบบนี้นี่เอง ขอบคุณครับลุง..." ต้นข้าวกล่าวขอบคุณ พร้อมกับเดินในเเบบที่ลุงหลงสอน
ทั้งสองเดินต่อเท้าทอดน่องไปเรื่อยๆตามเส้นทาง ผ่านไปสิบกว่านาที ทางที่ลาบลุ่มเริ่มลาดชันขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยสภาพป่าที่หนาทึบและรกร้าง เส้นทางที่ไม่ค่อยมีคนเดินเข้ามาเยือนจึงเต็มไปด้วยหญ้าและพันธุ์ไม้ป่าหลากชนิด ลุงหลงต้องใช้มีดพร้าในมือถากถางกิ่งไม้และหญ้าบางส่วนออกไป ให้พ้นเส้นทางบ้างในบางจุดที่เดินฝ่าไป
" ครืดด.....ปึ๊ก...โอ้ยย! " ต้นข้าวร้องอุทานลั่น หลังจากลื่นล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปที่พื้นดิน
" ไม่เป็นอะไรใช่มั๊ยหนุ่ม บอกเเล้วให้เดินระวังๆหน่อย เห็นมั๊ย อันตรายมันอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด มาๆ เดี๋ยวลุงช่วย เอ้า...ฮึ๊บ..." ลุงหลงหันไปมองพร้อมช่วยฉุดดึงเเขนต้นข้าว ให้เขาลุกขึ้นจากพื้นดินที่ล้มลงไป
" ผมไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมากครับลุง ดีนะไม่ลื่นจนกลิ้งตกเขาไป ไม่งั้นงานเข้าผมเเน่ๆ..." ต้นข้าวพยุงตัวเองลุกขึ้นมา พลางเอามือปัดก้นเอาเศษดินเศษฝุ่นออกไป
ด้วยที่เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว ผืนดินยังชุ่มชื้นอยู่มาก ทางที่เดินจึงอดไม่ได้ที่จะต้องมีลื่นไถลกันบ้าง ทั้งสองเดินผ่านเส้นทางลาดชันกันอย่างทุลักทุเล กระเป๋าใบใหญ่ที่เเบกมาสร้างปัญหาเรื่องความคล่องตัว ในสภาพเเวดล้อมที่รกร้างแบบนี้ไม่ใช่น้อยผ่านไปเกือบสองชั่วโมง ทั้งสองก็มาถึงจุดที่จะต้องเดินตามลำธารน้ำขึ้นไป พวกเขาหยุดพักเหนื่อยกันบริเวณลานโล่งริมลำธาร ทั้งสองวางกระเป๋าเป้ลงพื้นและเดินไปนั่งลงข้างๆริมลำธาร เอามือรองน้ำในลำธารขึ้นมาล้างหน้าล้างตาเเละแขนขา ต้นข้าวกลับไปหยิบเอากระบอกกรองน้ำออกมาตักน้ำในลำธารใส่ลงไป แล้วก็ยกดื่มเข้าไปหลายอึกได้
" อ้าาาา...น้ำนี่เย็นสดชื่นจัง อย่างกับแช่ในตู้เย็นเลย เเถมรสหวานนิดๆอีกต่างหาก ถ้าเอามาทำน้ำสต๊อกมันจะเป็นยังไงนะนี่..." ต้นข้าวคิดพลางนึกไปถึงสูตรการทำน้ำสต๊อกไว้สำหรับทำอาหารชนิดต่างๆ
" อีกไกลมั๊ยครับลุงกว่าจะถึง..."
ต้นข้าวเอ่ยถามลุงหลงพลางมองไปรอบๆ ชื่นชมความงดงามของสภาพแวดล้อมของธรรมชาติรอบตัว สีเขียวชอุ่มของต้นไม้ใบไม้สร้างความรู้สึกผ่อนคลายให้กับสภาพของจิตใจของเขาเป็นอย่างดี ต้นข้าวสูดหายใจเข้ายาวๆเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปให้เต็มปอด แล้วหายใจออกมายาวๆ เขานั่งทำแบบนี้อยู่หลายอึดใจ
" เดินไปอีกประมาณสองชั่วโมงได้นะ เราเดินมาได้ครึ่งทางแล้วล่ะ..." ลุงหลงตอบ
" ห๊ะ!! พึ่งได้ครึ่งทาง? ผมจะรอดไหมเนี่ยลุง รู้เเบบนี้ผมออกกำลังฟิตร่างกายมาก่อนสักสามเดือนก็ดี ไม่คิดว่ามันจะโหดแบบนี้..." ต้นข้าวพูดออกมาพร้อมทำหน้าทำตาเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก เนื้อตัวเต็มไปด้วยเหงื่อชุ่มชะโลมทั้งตัวเหมือนกับไปตากฝนมาก็ไม่ปาน
___________________________________________