หลังจากเดินลงมาจากเวที หินไม่ได้จากไปไหน เพียงแค่เดินกลับไปนั่งที่ของตัวเองเท่านั้น
แน่นอนระหว่างที่เขากำลังเดินกลับไปนั่งที่ของตัวเองนั้น ก็ได้ตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนมากมาย ที่มองมาที่เขาอย่างชื่นชมและอิจฉา
“สุดยอดเลยว่ะหิน กูไม่รู้เลยนะ ว่ามึงจะเก่งภาษาขนาดนี้” นัทเอ่ยชมหินขึ้นหลังจากกลับมานั่งที่แล้ว
หินเหลือบมองนัทครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้เอ่ยอะไรขึ้น เขาเพียงแค่ยังรู้สึกไม่คุ้นชินกับสรรพนามที่นัทใช้เรียกเขา
“กูล่ะอย่างชอบ ตอนมึงพูดครบ 12 ภาษานะ หน้าแขกแต่ละคน ตะลึงจนอ้าปากเหวอเชียว”
“...” หินไม่ได้สนใจนัท เขาเพียงมองตรงไปยังเวที
นัทเห็นแบบนั้นก็เบะปากขึ้นครั้งหนึ่ง
“ใช่สิ มึงมันเก่งนี่...” นัทเปลี่ยนจากชมเป็นเหน็บหินขึ้นเบาๆ ก่อนจะไม่เอ่ยอะไรขึ้นอีก
หลังจากการกล่าวสุนทรพจน์ ลำดับถัดไปก็เป็นการพูดกล่าวขอบคุณปิดท้าย รวมไปถึงมอบของที่ระลึกต่างๆ ให้แก่แขกผู้ทรงเกียรติ ก่อนจะถ่ายรูปร่วมกัน เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี
หลังจากจบงานพิธีปิด อธิการบดีก็ได้เชิญแขกผู้ทรงเกียรติที่เป็นตัวแทนจากแต่ละประเทศร่วมทานอาหารเย็นด้วยกัน ส่วนแขกคนอื่นๆ ในห้องประชุมที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ก็ได้ทยอยแยกย้ายกันกลับไป นั่นรวมไปถึงหินด้วยเช่นกัน
ตอนนี้งานพิธีปิดก็ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ไม่มีเหตุผลที่หินต้องอยู่ต่อ
“จะกลับเลยรึเปล่า? ” นัทถามขึ้น ขณะที่พวกเขากำลังเดินออกจากห้องประชุม
“อือ”
ได้ยินแบบนั้น นัทก็ทำท่าทีเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่ยอมพูดออกมา
หินรู้ว่านัทจะพูดอะไร แต่เขาก็ทำเป็นไม่สนใจ ท่าทีแบบนี้มีหรือเขาจะไม่รู้ว่ามันจะขอไปบ้านเขา ถ้าเป็นวันอื่นเขาคงให้มันไป แต่วันนี้เขามีงานสำคัญที่ต้องทำ
นัทเห็นหินเดินจากไปโดยไม่คิดสนใจตัวเอง จึงรีบเอ่ยขึ้นมา
“หิน! คือว่ากู...”
“ไม่” หินตัดบทออกมาก่อนที่นัทจะเอ่ยจบประโยค
“เค”
นัทรับคำเบาๆ ด้วยท่าทีเศร้าสร้อย ดูท่าวันนี้ตนเองคงจะไม่ได้เห็นลูกรักแล้ว
ในขณะที่หินกำลังจะเดินจากไปนั้นก็ได้มีเสียงเรียกเขาเอาไว้ (ภาษาต่างชาติ)
“เดี๋ยวก่อน ไตรภพ!!”
หินชะงักครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมา พบว่าเป็นชายที่ดูภูมิฐานคนหนึ่งที่เรียกเขาเอาไว้
“เรียกผมเหรอครับ? ” หินชี้ถามตัวเองขึ้นอย่างไม่แน่ใจ เพราะเขาไม่รู้สึกคุ้นหน้าชายคนนี้แม้แต่น้อย
“ใช่แล้ว ฉันเรียกเธอนั่นแหละ” ชายคนนี้พูดขึ้นพลางรีบเดินฝ่าผู้คนเข้ามาหาหิน
“มีอะไรรึเปล่าครับ? ” หินถามขึ้นด้วยความสงสัย
“สุนทรพจน์ที่เธอกล่าวบนเวทีนั้น มันสุดยอดมาก เธอคิดเองเหรอ? ” ชายคนนี้ถามขึ้น
“ใช่ครับ” หินพยักหน้าตอบ แม้ในใจจะรู้สึกผิดต่อ มิวนิก คานเทส อยู่บ้าง แต่พอคิดได้ว่าถึงยังไงตอนนี้ก็อยู่คนละโลกแล้ว ความรู้สึกผิดจึงพอลดลงไปบ้าง
‘ถือซะว่าฉันมาเผยแพร่สุนทรพจน์ให้นายละกันนะ มิวนิก’ หินคิดขึ้นในใจ
พอได้ยินคำตอบ ชายคนนี้ก็มองหินด้วยสายตาชื่นชมในทันที
“อ๋อ ใช่ฉันลืมแนะนำตัวไป ฉันชื่อชุน เฮง ซุน เอกอัครราชทูตสิงคโปร์” ชุนเฮงซุนแนะนำตัวเองขึ้น
‘เอกอัครราชทูต…? ’ หินรู้สึกสงสัยไม่น้อย ว่าเอกอัครราชทูตคนนี้มีอะไรกับตน
“มีอะไรกับผมรึเปล่าครับ? ” หินถามขึ้น
“แน่นอน ที่ฉันมาหาเธอเพราะฉันสนใจเธอ ความสามารถของเธอมันสุดยอดมาก เธอสนใจจะไปเรียนต่อต่างประเทศไหม? ”
“หะ? ”
“เธอมีทุนการศึกษารึยัง? ถ้าเธอสนใจฉันอยากจะมอบทุนการศึกษาให้เธอไปเรียนต่อที่สิงคโปร์ เธอสามารถเรียนได้จนถึงปริญญาเอก โดยไม่ต้องเสียเงินแม้แต่แดงเดียว” ชุนเฮงซุนบอกความต้องการของตัวเองออกมา คนที่มีศักยภาพแบบหิน เขาต้องหาทางดึงเข้าประเทศของตัวเองให้ได้
“เอ่อ...” หินเข้าใจในทันทีว่าทำไมชุนเฮงซุนถึงได้มาพบตน ที่แท้ก็เป็นเพราะความสามารถที่เขาได้แสดงออกไปนั่นเอง
ขณะที่หินยังไม่ได้ตอบอะไรออกไป ก็มีเสียงชายอีกคนดังขึ้นมา
“เอ้า นี่คุณชุนเฮงซุนเองเหรอนี่ ผมนึกว่าคุณขอตัวไปเข้าห้องน้ำซะอีก” เจ้าของเสียงนี้เป็นชายท้วมที่ค่อนข้างมีอายุคนหนึ่ง
“อ้อ เอกอัครราชทูตโมจีนี่เอง พอดี...ผมแวะเข้าห้องน้ำเสร็จแล้วน่ะครับ” ชุนเฮงซุน พูดขึ้น
“อ้อ อย่างงั้นเหรอครับ...” โมจีพยักหน้าท่าทีเหมือนเชื่อในสิ่งที่ชุนเฮงซุนพูด ทว่าแววตากลับแสดงออกถึงความเจ้าเล่ห์
‘หึหึ ไอ้เฒ่าชุนเฮงซุน คิดว่าฉันไม่รู้เหรอ ว่าแกคิดจะทำอะไร’
“เอ้า นี่มันนักศึกษาคนเมื่อกี๊นี่ เธอชื่ออะไรนะ ไตรภพใช่ไหม? ” โมจีมีทำท่าทีเหมือนพึ่งนึกขึ้นได้ แต่ชุนเฮงซุนและหินกลับดูออกว่า เขาแค่แสร้งทำ
“ใช่ครับ” หินตอบขึ้น
“ฉันได้ฟังสุนทรพจน์ของเธอแล้ว มันช่างเยี่ยมยอดมาก นอกจากนั้นภาษาของเธอยังดีมากๆ อีกด้วย ตอนแรกที่ฉันได้ฟังสำเนียงของเธอ ฉันยังอดคิดไม่ได้ว่า เธอ เป็นคนไทจริงๆ รึเปล่า? ทำไมสำเนียงถึงได้ดีขนาดนี้” โมจีเอ่ยชมขึ้น
“ขอบคุณครับ” หินตอบรับคำชมจากโมจี
“คนเก่งๆ แบบเธอ สนใจจะมาทำงานร่วมกับฉันไหม? ”
“...” หิน
“แน่นอนว่าเธอไม่ต้องห่วงเรื่องการเรียน ถ้าเธอตกลงทำงานร่วมกับฉัน ฉันจะให้ทุนการศึกษาเธอ ให้เธอเรียนฟรีจนถึงปริญญาเอก...”
“นอกจากนั้น ฉันยังจะให้เบี้ยเลี้ยงระหว่างที่เธอกำลังเรียนอยู่ 2,000 ดอลลาร์ต่อเดือน เมื่อเธอเรียนจบและเข้าทำงานกับฉัน เธอจะได้มากกว่า 2,000 ดอลลาร์ต่อเดือนอย่างแน่นอน” โมจีเอ่ยข้อเสนอของตัวเองออกมา
เมื่อกี้โมจีได้ยินบทสนทนาระหว่างชุนเฮงซุนกับหินแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่อ้อมค้อมเอ่ยข้อเสนอที่ดีกว่าของตัวเองออกมา
‘หน็อยไอ้แก่โมจี.!’ ชุนเฮงซุนรู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก ที่ถูกโมจียื่นข้อเสนอแย่งหน้าด้านๆ แบบนี้ออกมา
“เบี้ยเลี้ยงฉันก็มีให้นะ ฉันให้เธอ 3,000 ดอลลาร์ต่อเดือนเลย” ชุนเฮงซุนพูดข่มขึ้น
“เอ่อ...”
ขณะที่หินกำลังหาเหตุผลมาปฏิเสธก็ได้มีเสียงเอ่ยแทรกขึ้น
“เอ้า คุณโมจี คุณชุน ทำไมมาอยู่นี่ได้ล่ะครับ ผมนึกว่าพวกคุณขอตัวไปเข้าห้องน้ำกันซะอีก...” ชายคนนั้นเอ่ยขึ้นขณะที่เดินเข้ามาหาพวกเขา
‘เอกอัครราชทูตแบร์นาร์โด..’
‘เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์’
เมื่อโมจีและชุนเฮงซุนได้เห็นหน้าแขกผู้มาใหม่ก็รู้ในทันทีว่าคือใคร แบร์นาร์โดคือเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ นอกจากนั้นยังถือว่าเป็นเอกอัครราชทูตที่มีอายุน้อยที่สุดในกลุ่มพวกเขาทั้ง 11 คนอีกด้วย และต่อให้ไม่ได้บอกพวกเขา พวกเขาก็รู้ว่าแบร์นาร์โดมานี่ด้วยเหตุผลอะไร
“ผมไม่อ้อมค้อมละกัน คุณไตรภพ ไม่ว่าแขกผู้ทรงเกียรติทั้งสองท่านนี้จะยื่นเงื่อนไขใดให้คุณ ผมให้คุณมากกว่านั้น 2 เท่า คุณยินดีจะมาทำงานร่วมกับผมไหม? ” แบร์นาร์โดหันไปพูดกับหิน
‘ไอ้เด็กเวรนี่!’
‘ไอ้แบร์นาร์โด!!’
โมจีและชุนเฮงซุนลอบด่าแบร์นาร์โดขึ้นมาในใจ ไอ้อัครราชทูตหนุ่มนี่ยื่นข้อเสนอแบบไม่เห็นหัวอาวุโสแบบพวกเขาเลย
“เอ่อ...”
และเช่นเคย ยังไม่ทันที่หินจะเอ่ยตอบอะไร ทูตแต่ละประเทศก็เริ่มทยอยเข้ามาร่วมวงมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมากันครบทั้ง 11 ประเทศ...
“ตกลง เธอจะเลือกใคร? ” ชุนเฮงซุนถามขึ้น
“รับข้อเสนอของผมดีกว่านะคุณไตรภพ” แบร์นาร์โดร์เอ่ยโน้มน้าว
“ถ้าคุณรับข้อเสนอของผม คุณจะได้พักที่บ้านพักตากอากาศสุดหรูอีกด้วย” ทูตอีกคนเอ่ยขึ้น ดูเหมือนว่าทูตคนนี้จะมาจากบรูไน หนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยจากน้ำมัน
นัทที่มองอยู่ห่างๆ ได้แต่มองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างอิจฉา
“แย่งกันให้ทุนเนี่ยนะ...บ้าไปแล้ว หินมันรวยขนาดนั้น มันไม่สนใจหรอก” นัทพูดพลางส่ายหน้าเบาๆ
“เอ่อ...คือว่าผม” ขณะที่คิดจะตอบปฏิเสธเพื่อหนีออกไปจากสถานการณ์ตรงนี้ ก็ได้มีเสียงแทรกขึ้นมาอีกครั้ง… ดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีโอกาสได้พูดเลย
“เอ้า ทุกท่านมาทำอะไรกันตรงนี้!!” เสียงอธิการบดีดังขึ้น
“เมื่อตะกี๊พวกคุณบอกผมว่าจะไปเข้าห้องน้ำกันใช่ไหม? ”
เอกอัครราชทูตทั้ง 11 คนเมื่อได้ยินสิ่งที่อธิการบดีคนนี้เอ่ยก็มีท่าทีเลิกลักในทันที แน่นอนว่าการขอตัวไปเข้าห้องน้ำมันเป็นเพียงข้ออ้างที่พวกเขาใช้เพื่อขอตัวมาพบเห็นโดยไม่ต้องการให้ใครรู้เท่านั้นเอง
“อ๋อ พวกคุณต้องหลงทางแน่ๆ เลย บ๊ะ! ผมนี่มันเป็นเจ้าบ้านที่แย่จริงๆ ที่ไม่ได้บอกทางทุกท่านเอาไว้ เลยทำให้ทุกท่านต้องมารุมถามทางนักศึกษาแบบนี้”
ถึงแม้เขาจะไม่ได้บอกทางก็จริง แต่ป้ายบอกทางที่ปรากฏอยู่ตามทางเดิน มันก็เพียงพอสำหรับการบอกทางไปห้องน้ำได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นประโยคนี้ที่อธิการบดีพูดขึ้นแม้ฟังดูเหมือนกำลังกล่าวโทษตัวเอง แต่จริงๆ แล้วเป็นการพูดเหน็บทูตเหล่านี้ต่างหาก
“ทางไปห้องน้ำจะอยู่ตรงไปทางซ้ายมือ ส่วนห้องอาหารจะอยู่ทางขวามือ เชิญทุกท่านเลยครับ” แม้อธิการบดีจะพูดขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทว่ากลับก่นด่าคนพวกนี้ขึ้นมาในใจ
‘ไอ้พวกเจ้าเล่ห์ เผลอแป๊บเดียวไม่ได้เลยนะ!’
พอได้ยินที่อธิการบดีพูด ทูตบางส่วนก็ถอดใจ เดินออกไปในทันที แต่ก็ยังเหลือบางส่วนที่ไม่ยอมถอดใจ ต้องการชักชวนหินให้มาทำงานร่วมกัน
‘ไม่ยอมไปงั้นเหรอ ได้!!’
“เอ้า นี่มัน ไตรภพ นี่!!” อธิการบดีเอ่ยขึ้นเหมือนเพิ่งสังเกตเห็นหิน ซึ่งท่าทางแทบไม่ได้ต่างอะไรกับโมจีในตอนแรกแม้แต่น้อย
“สุนทรพจน์ของเธอ มันช่างยอดเยี่ยมมาก ฉันไม่เสียใจเลยจริงๆ ที่ตัดสินใจมอบทุนการศึกษาจนจบปริญญาเอกให้กับเธอ (เมื่อกี้นี้) ” ท่อนหลังอธิการบดีเอ่ยขึ้นกับตัวเองในใจ
‘มอบทุนให้ฉัน...ตอนไหนกัน? ’ หินคิดขึ้นด้วยความสงสัย
“เธอทำให้ฉันภูมิใจจริงๆ ไตรภพ” อธิการบดีเดินมาตบไหล่หินขึ้นด้วยความสนิทสนม ประหนึ่งคนที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว นี่เป็นการพบหน้ากันครั้งแรกของพวกเขา…
เมื่อทูตคนที่เหลือได้ยินเช่นนี้ จึงยอมตัดสินใจถอยและเดินจากไป ในเมื่อหินมีทุนจากมหาลัยอยู่แล้ว การดึงดันที่จะแย่งตัวหินออกมา มันก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอีกต่อไป
หลังจากที่ทุกคนได้จากไปแล้วหินก็ได้เอ่ยขึ้นกับอธิการบดี
“เรื่องทุน...”
“มหาลัยตัดสินใจมอบทุนให้กับเธอแล้ว เธอสามารถไปติดต่อที่ห้องทุนได้เลย ส่วนเรื่องรายละเอียดต่างๆ ไว้ค่อยคุยกันทีหลัง ตอนนี้ฉันขอตัวก่อน” อธิการบดีเอ่ยขึ้นก่อนจะรีบเดินจากไป ทิ้งหินให้ยืนอยู่คนเดียวด้วยความงุนงง
“...” หิน
“ตาเฒ่าพวกนี้นี่...เอาแต่ใจกันจริงๆ ” หินส่ายหน้าบ่นขึ้นมาเบาๆ ด้วยความเอือมระอา
ยังไงก็ตามในเมื่อมหาลัยยินดีมอบทุนให้เขาแล้ว เขาก็ไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ การเรียนฟรี ยังไงมันก็ดีกว่าการต้องเสียเงินเรียน จริงไหมล่ะ?