ตอนที่ 115 จางรุ่ยเทียน
พีทได้เดินเที่ยวชมสำนักงานของบริษัทโนวาจากประเทศจีนอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการเดินชมเทคโนโลยีต่างๆ จำพวก แบตเตอรี่ ชิปเซตจากอุปกรณ์ต่างๆ ดั่งเช่นมือถือ คอมพิวเตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ทุกอย่างล้วนถูกเอไออัลฟ่าของพีท ทำการเรียนรู้ไปแล้วมากกว่า 40%
พีทพยายามเดินดูต่อไป ตามแผนการเที่ยวชมที่ทางบริษัทของรดาได้จัดทัศนศึกษาให้กับนักศึกษาที่ได้รับทุนอย่างครบถ้วน แต่ทว่าหลังจากเที่ยวชมไปกว่าสองชั่วโมง โดยไม่หยุดหย่อน การเรียนรู้ของเอไออัลฟ่า ก็ดูเหมือนจะมาถึงทางตันที่ [40%] และไม่เพิ่มไปกว่านี้อีกเลย
[เอไออัลฟ่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงหยุดเรียนรู้ไปล่ะ?] พีทเอ่ยถามเพื่อพูดคุยกับเอไอของเขา
[เรียนรู้หมดแล้ว…เจ้านาย] เอไออัลฟ่าตอบกลับพลางแสดงข้อมูลที่ซับซ้อนมาให้พีทได้ดูผ่านทางหน้าจอ ซึ่งพีทแม้จะมีสมองที่ผูกกับเอไอของเขาและเรียนรู้ผ่านตัวของเอไอได้ แต่เขาก็ต้องมึนไปเลยเมื่อเจอกับองค์ความรู้ระดับนี้
[ฉันคิดว่าเจ้าอัลฟ่าน่าจะเรียนรู้การวิจัยที่บริษัทนี้เปิดให้เที่ยวชมได้หมดแล้ว ถ้าหากเธออยากจะให้มันเรียนรู้มากกว่านี้อาจจะต้องไปยังห้องวิจัยอื่นๆ ที่ไม่ได้เปิดให้คนภายนอกเข้าชม] สตีเฟ่น จ๊อบส์และน้าผีเสนอ เพราะพวกเขาก็กำลังนำข้อมูลที่เจ้าเอไออัลฟ่าเรียนรู้ มาศึกษาต่อเช่นกันเพื่อที่จะนำไปปรับใช้การเทคโนโลยีที่พวกเขาเคยคุยกันไว้ ดั่งเช่น เทคโนโลยีชิปเซตของมือถือ แบตเตอรี่และรถยนต์เป็นต้น
[ห้องวิจัยที่ไม่อนุญาตให้คนภายนอกเข้าไปได้ อย่างนั้นสินะครับ] ในแต่ละบริษัทใหญ่ๆ ถึงจะเปิดให้บุคลากรภายนอกมาเที่ยวชมบริษัทได้ แต่ก็จะมีบางส่วนและความลับของบริษัทอีกมากที่ไม่อนุญาตให้คนภายนอกได้รับรู้หรือได้เห็น
เฉกเช่นเดียวกับบริษัทโนวาแห่งนี้ แม้จะเป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจกับสยามโนวากรุป แต่ก็ไม่อนุญาตให้บุคลากรภายนอกเข้าถึงห้องวิจัยในส่วนต่างๆ ทั้งหมดของพวกเขาได้
หากอยากหรือต้องการจะเข้าชมในพื้นที่หวงห้ามเหล่านั้น มีเพียงรดาเท่านั้นที่จะนำพาพีทเข้าไปได้
หรือก็คือการเที่ยวชมส่วนตัว ที่มีแต่พีทและรดาเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทัศนศึกษาในครั้งนี้
พอรู้เช่นนี้พีทก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา เขาเสียดายที่โอกาสอยู่ตรงหน้าแต่ไม่สามารถที่จะเรียนรู้มันได้ หากแต่ว่าในขณะที่เขากำลังถอนหายใจ ทางด้านของรดาก็ได้เดินมาสมทบกับกลุ่มของพีทที่กำลังทัศนศึกษาพอดิบพอดี
ข้างกายของรดา มีชายหนุ่มในวัยเดียวกัน เดินติดตามมาด้วยเป็นชายชาวจีน ที่มีลักษณะหล่อเหลาตามมาตรฐานของชาวจีนทุกประการ เขาเดินเคียงคู่มากับรดา ราวกับเป็นคู่รักกัน
โดยหนุ่มชาวจีนคนนี้ ก็เดินพูดคุยมากับรดาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มพลางหัวเราะ ซึ่งรดาก็ตอบกลับและยิ้มไปตามมารยาท พีทที่ได้เห็นภาพนี้จากระยะไกลก็รู้ได้ในทันทีว่าชายหนุ่มชาวจีนผู้นี้กำลังจีบรดาอยู่นั่นเอง
“ประชุมเสร็จแล้วเหรอครับ? ทางนี้เองก็ได้นำนักศึกษาทัศนศึกษาเสร็จพอดีเหมือนกันครับ คุณรดา” หัวหน้าทีมที่เป็นคนนำนักศึกษาและพีทเที่ยวชมตึกสำนักงาน ได้รายงานต่อรดาที่เดินเข้ามา ก่อนจะผายมือไปยังชายหนุ่มชาวจีนที่อยู่ข้างๆ กับรดา ให้กับนักศึกษาได้ทำการทักทาย
“เด็กๆ ทักทาย คุณจางรุ่ยเทียนสิ…นี้คือรองประธานแห่งบริษัทโนวากรุป พาร์ตเนอร์ทางธุรกิจของบริษัทสยามโนวากรุปของพวกเราเอง” หัวหน้าทีมให้นักศึกษาทุกคนทำการทักทายชายหนุ่มชาวจีน
แน่นอนนักศึกษาผู้หญิงที่ได้ทุนมาทัศนศึกษาในครั้งนี้ ต่างก็แอบยิ้มให้กับจางรุ่ยเทียนด้วยความเขินอาย อาจจะเพราะด้วยความหล่อเหลามาดประธานบริษัทและความสูงที่มากกว่า 180 เซนติเมตร มันก็เป็นธรรมดา ที่ผู้หญิงจะให้ความชื่นชอบ
“สวัสดีค่ะรองประธาน” นักศึกษาต่างพากันสวัสดี บางคนทักทายเป็นภาษาไทยและบางคนก็ทักทายเป็นภาษาจีนอย่างคำว่า ‘หนีห่าว’ เป็นต้น
“สวัสดี หวังว่าการเที่ยวชมบริษัทในวันนี้ จะทำให้นักศึกษาทุกคนได้รับความรู้และแรงบันดาลใจกลับไปนะ” จางรุ่ยเทียนพูดผ่านล่ามที่ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาไทย เขายิ้มแย้มให้กับทุกคนๆ แต่ก็ชะงักไปแทบจะในทันทีเมื่อสังเกตเห็นว่า รดากำลังเดินแยกตัวออกไปคุยอยู่กับพีทที่หลบมุมอยู่ทางด้านหลังของกลุ่ม
“เด็กคนนั้นเป็นใคร?” จากใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มของจางรุ่ยเทียน ตอนนี้มันได้กลายเป็นบูดบึ้งพลางหันไปถามกับล่ามของตน “เด็กคนนี้เป็นแขกที่คุณรดาเชิญมาทัศนศึกษาเป็นกรณีพิเศษ ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกับเด็กนักศึกษาพวกนี้และเท่าที่ดิฉันรู้มา คุณรดาได้ทำธุรกิจแอปพลิเคชันกับนักศึกษาคนนี้อยู่ค่ะ” ล่ามของจางรุ่ยเทียนรายงาน เธอบอกเล่าเรื่องที่เธอรู้มาไปตามความจริง เพราะมันคืองานของเธอ
‘แขกพิเศษ…ทำธุรกิจร่วมกันอย่างนั้นเหรอ?!’
จางรุ่ยเทียนได้ปั่นหน้ากลับมายิ้มให้กับคนอื่นอีกครั้ง แต่ภายในใจกลับมองมาที่รดาและพีท ด้วยความไม่พอใจ
อย่างไรก็ตาม การทักทายในครั้งนี้ไม่มีเรื่องอะไรไปมากกว่านี้ ทุกคนได้ถูกพามายังห้องสันทนาการตามกำหนดเวลาที่ได้ตั้งเอาไว้ โดยมีจางรุ่ยเทียนและรดาเป็นคนนำนักศึกษาทุกคนไป
“เที่ยวชมสำนักงานมันน่าเบื่อขนาดนั้นเลยเหรอ?” รดาแอบกระซิบถามกับพีท เพราะเธอเองก็ได้สังเกตเห็นว่าตัวพีทไม่ได้จดบันทึกหรือดูกระตือรือร้นอะไรเลยที่ได้มาเที่ยวชมสำนักงานของเธอ
“ก็ไม่ได้น่าเบื่อหรอกครับ เพียงแต่สิ่งพวกนี้ผมรู้ทั้งหมดแล้ว” พีทตอบกลับด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ไม่คิดว่าเสียงของเขานั้นจะมีล่ามของจางรุ่ยเทียนคอยแอบฟังอยู่ ตามคำสั่งของจางรุ่ยเทียนที่อยากจะรู้ว่า รดากับพีทคุยอะไรกัน
แน่นอนล่ามได้แปลคำพูดของพีทให้กับจางรุ่ยเทียนเป็นภาษาจีนทันที ซึ่งมันทำให้จางรุ่ยเทียนอดไม่ได้ที่จะไม่พอใจพีทมากขึ้นกว่าเดิม ‘รู้ทั้งหมดแล้วอย่างนั้นเหรอ…หึหึ จะขี้โม้อะไรก็ให้มันน้อยๆ หน่อยไอ้หนู’ จางรุ่ยเทียนได้เหลือบมองพีทด้วยความไม่พอใจ เพราะจากที่ตัวเขาได้สังเกตมาตลอดทาง ดูเหมือนกับว่ารดาให้ความสนใจกับเด็กคนนี้ไม่น้อย มันเลยยิ่งทำให้จางรุ่ยเทียนที่เป็นถึงรองประธานบริษัทของที่นี่ รู้สึกอิจฉา
จางรุ่ยเทียนได้พยายามตามจีบรดามานานแล้ว ตั้งแต่ทั้งสองบริษัทของทั้งสองตระกูลได้บรรลุเงื่อนไขเป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจกัน แน่นอนพ่อของรดาและพ่อของจางรุ่ยเทียนก็อยากให้ทั้งสองเชื่อมสัมพันธ์กันด้วยการแต่งงาน
แต่ทางด้านของรดากลับบ่ายเบี่ยงและปฏิเสธมาตลอด ด้วยเหตุผลที่ว่าเธอยังสนุกกับการทำงานอยู่ ยังไม่อยากแต่งงานมีครอบครัวในตอนนี้
ซึ่งพ่อของรดาก็เข้าใจและตามใจลูกสาวคนนี้มาก แม้ตัวเองอยากจะสานสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัว
แต่การใช้ลูกสาวเพื่อเป็นสะพานให้กับตัวเอง มันไม่ใช่สิ่งที่คนเป็นพ่อควรกระทำ ดังนั้นการเกี่ยวดองกันระหว่างสองครอบครัว จึงค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น ไม่ได้มีการถูกนำมาพูดถึงอีก หากแต่จางรุ่ยเทียนก็ยังไม่ยอมแพ้ ยังคงเดินหน้าจีบรดาต่อไป หวังให้น้ำหยดลงหินทุกวัน หินยังกร่อนได้นั่นเอง
แต่ทว่าเจ้าหญิงน้ำแข็งที่มักทำตัวเย็นชาอยู่เสมอๆ เหตุใดวันนี้ถึงได้ดูอบอุ่นผิดปกติ รดายิ้มและหัวเราะกับเด็กหนุ่มนั่นอย่างสนิทสนม ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายปีที่ทั้งสองรู้จักกันมา จางรุ่ยเทียนยังไม่เคยเห็นรอยยิ้มของรดาแบบนี้มาก่อนเลย
กลับมาถึงห้องสันทนาการ พีทและรดาก็ได้แยกตัวออกจากกลุ่มทันที พวกเขาทั้งสองคนก็ได้เดินกลับไปสมทบกับ ฝ้ายและหญิงเล็กที่นั่งเล่นอยู่ในห้องนี้อยู่ก่อนแล้ว
“ฝ้ายดูสิ พีทเขาเบื่อจนทำหน้าเป็นตูดเลย” รดาพูดเล่นกับทางฝ้ายและหญิงเล็กที่ยื่นผลไม้มาให้ “พีทอย่าทำให้พี่รดาต้องเสียหน้าสิ ที่นี่คือสำนักงานของพี่รดานะหรืออยากจะให้พี่รดา ปล่อยพลังเยือกแข็งใส่เหมือนเมื่อวาน” เพียงคำพูดของฝ้ายคำเดียวพีทก็พลันสะดุ้งเฮือก ใบหน้าของพีทปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาทันที ทำให้ฝ้าย รดาและหญิงเล็กต่างพากันหัวเราะด้วยความสนุกสนาน
“พี่รดาอย่าได้ไปสนใจพีทเลย นิสัยของเขาก็เป็นแบบนี้ เวลาตั้งใจกับอะไรสักอย่างมักจะทุ่มเทและอยากรู้อยากเห็นไปทั้งหมด แต่พอรู้เรื่องและเข้าใจหมดแล้ว ก็จะหน้าเป็นตูด ทำตัวเป็นมือถือแบตหมดอย่างไรอย่างนั้น” ฝ้ายหยิกแก้มพีท ที่แสร้งทำเป็นยิ้ม
“อย่างงั้นเองหรอกเหรอ? งั้นแสดงว่าที่เธอพูดว่าเข้าใจหมดแล้วก็เป็นเรื่องจริงสินะ…เช่นนั้นเอาแบบนี้เป็นไง ทัศนศึกษาครึ่งหลังเธอไม่ต้องไปกับกลุ่มแล้ว ฉันจะพาเธอไปเที่ยวชมงานวิจัยของบริษัทฉันเป็นยังไง สนใจไหม?” รดาเสนองานวิจัยที่บริษัทของเธอกำลังทำอยู่ให้กับพีทได้เข้าไปดู ซึ่งมันก็ไม่ใช่การวิจัยที่เป็นความลับอะไร มันเป็นงานวิจัยที่จะพัฒนาเสร็จแล้วและเตรียมที่จะวางขายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้ว นั่นก็คือ แบตเตอรี่ที่มีความจุมากกว่า 3000mAh นั่นเอง (Uphone 5s ยังใช้เพียง 1500mAh)
พีทได้ยินแบบนั้นก็ตาเป็นประกายในทันทีและครั้งนี้มันไม่ได้เป็นการเสแสร้งแกล้งทำอีก มันเลยทำให้รดาดูมีความสุขที่เอาใจชายหนุ่มคนนี้สำเร็จสักที
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้สายตาของจางรุ่ยเทียนที่จ้องมองอยู่ พลางรับฟังคำพูดของล่ามที่บอกเล่าเรื่องกลุ่มของพีทอย่างละเอียดให้กับเจ้านายของเธอได้ฟัง ‘ชื่อว่าพีท พึ่งจะเรียนจบปริญญาตรี แถมยังเรียนอยู่ในมหาลัยระดับกลางของประเทศ มิหนำซ้ำเกรดเฉลี่ยก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรเลย มีแค่ตอนนี้กำลังทำธุรกิจร้านขายไก่ทอด ที่มีไม่ถึง 10 สาขา และแอปพลิเคชันส่งอาหารที่กำลังได้รับความนิยม เหอะๆ ก็ไม่เห็นว่าจะน่าสนใจอะไรเลย’ พอรู้ว่าพีทเป็นใคร จางรุ่ยเทียนก็ยึดอกตั้งตรงอีกครั้ง ประหนึ่งกำลังแสดงออกว่าตัวเองนั้นดูดีกว่าเป็นไหนๆ
มันผู้นี้จบจากมหาลัยชั้นนำจากประเทศจีน ด้วยคะแนนติดท็อป 10 ของประเทศในปีนั้น แถมยังตอนนี้นอกจากเรียนจบปริญญาโทแล้ว ตอนนี้จางรุ่ยเทียนก็กำลังจะเข้าเรียนปริญญาเอกต่ออีกด้วย
ประวัติการศึกษา ฐานะชาติตระกูล ความร่ำรวย ความมั่นคงทางธุรกิจล้วนดีกว่าพีทแบบเทียบกันไม่ติด ฉะนั้นพอเห็นว่ารดาให้ความสนใจกับอีกฝ่ายมากกว่าตนเอง จางรุ่ยเทียนจึงคิดไม่ซื่อ หวังคิดจะทำให้พีทขายหน้าขึ้นมาในใจ
แต่กระนั้นสิ่งที่ทำให้จางรุ่ยเทียนช็อกมากที่สุด ก็คงจะเป็นเรื่องที่พีทนั้นมีแฟนอยู่แล้วและแฟนของพีทก็อยู่ตรงนั้นด้วย ‘เด็กสาวที่มีลักยิ้มคนนั้นนะเหรอ ที่เป็นแฟนของเขา? รดารู้อย่างนี้แล้วยังแอบมีใจให้กับมันอีก รดาเธอคิดอะไรอยู่ เธอบ้าหรือเปล่า ไปสนใจคนที่มีแฟนอยู่แล้วหรือเธอกำลังถูกมันหลอกอยู่ ไม่ได้การฉันคนนี้จะต้องเปิดโปงไอ้เด็กชั่วคนนี้ให้ได้’
การพักเบรกได้จบลงแล้ว รดาได้ไปแจ้งกับหัวหน้าทีมว่าจะขอพาตัวพีทไปศึกษาดูงานกับเธอเอง ส่วนนักศึกษาที่เหลือให้ทำตามกำหนดเดิมและเมื่อได้แยกกันไป รดาก็ได้นำพาพีท ฝ้ายและหญิงเล็กไปยังส่วนลึกของศูนย์วิจัย โดยมีจางรุ่ยเทียนและล่ามของเธอ เดินติดตามมาด้วย
รดาเองก็แปลกใจเล็กน้อยที่จางรุ่ยเทียนติดตามกลุ่มของเธอมา เนื่องจากตัวของจางรุ่ยเทียนก็ถือว่ามีงานสำคัญที่ต้องทำมากมาย การที่จู่ๆ มาติดตามเธอเที่ยวชมสำนักงานแบบนี้มันออกจะแปลกไปอยู่สักหน่อย
พีทได้เข้ามาในส่วนลึกของศูนย์วิจัยของบริษัทและก็เป็นดั่งคาด [เริ่มการเรียนรู้งานวิจัยแร่แรร์เอิร์ธและเทคโนโลยีแร่ธาตุต่างๆ – 41%] เอไออัลฟ่าเริ่มเรียนรู้สิ่งต่างๆ อีกครั้ง
“ที่นี่เป็นศูนย์วิจัยแบตเตอรี่ของฉันเอง ดูจากสีหน้าของเธอคงจะสนใจมันมากเลยละสิ?” รดายิ้มอีกครั้ง เมื่อเห็นพีทมีความสุข เขามองซ้าย มองขวา ด้วยความสนอกสนใจ พร้อมกับการเรียนรู้ของเจ้าเอไอที่เพิ่มขึ้นพรวดพราด
“นี้คือแบตเตอรี่ที่บริษัทของเรากำลังเตรียมที่จะส่งออกในเดือนหน้า” รดาหยิบเอาแบตเตอรี่ขนาดหนึ่งฝามือไม่ให้กับพีทและคนอื่นๆ ได้ดู โดยระหว่างนั้นจางรุ่ยเทียนก็ได้พูดแทรกขึ้นมา
“พูดได้เลยว่าตอนนี้แบตเตอรี่ของเรา มีปริมาณความจุมากที่สุดในโลกแล้ว หากไม่รู้ว่า 3000 mAh มันมากแค่ไหน ก็ให้ทุกคนลองคิดว่าถ้าเปิดใช้งานโทรศัพท์มือถืออย่างต่อเนื่องโดยไม่ปิดจะอยู่ที่ราว 22-24 ชั่วโมง แต่ถ้ามีการใช้งานแบบทั่วไป มีการเล่นเกม ดูวิดีโอก็จะอยู่ที่ประมาณ 10-14 ชั่วโมง เทียบกับ Uphone 5s ที่พวกคุณใช้งานอยู่เท่าตัวยังไงล่ะ” จางรุ่ยเทียนยิ้มด้วยใบหน้าที่หยิ่งผยองเล็กน้อย เพราะการวิจัยนี้กว่า 80% มันมาจากตัวเขาล้วนๆ ดังนั้นพูดได้อย่างเต็มปากว่า นี้คือผลงานของจางรุ่ยเทียน หนึ่งในอัจฉริยะทางด้านเทคโนโลยีของประเทศจีน
ฝ้ายและหญิงเล็กพยักหน้าด้วยสีหน้าที่ตื่นเต้น เพราะพวกเธอก็ใช้มือถือ Uphone 5s แล้วรู้สึกเบื่อที่ใช้งานมือถือไปครึ่งวัน ก็ต้องหาที่ชาร์จแบตอีกแล้ว พอรู้ว่าในอนาคตจะมีแบตเตอรี่ที่มีความจุมากกว่าเดิม ก็ปรบมือให้กับรดา
“ทั้งหมดเป็นผลงานของรุ่ยเทียน บริษัทของพี่แค่เป็นผู้ร่วมทุนเท่านั้น ไม่ขอรับความดีความชอบนี้หรอก” รดารู้สึกแปลกๆ กับพฤติกรรมของจางรุ่ยเทียน แต่ยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดว่าเขากำลังทำอะไรอยู่
ซึ่งความสงสัยของรดาก็พลันปรากฏชัดเมื่อจู่ๆ จางรุ่ยเทียนก็ได้หันไปพูดกับพีท โดยไม่ได้สนใจล่ามที่กำลังพูดอยู่กับฝ้ายและหญิงเล็ก โดยจางรุ่ยเทียนก็น่าจะรู้ว่าพีทพูดภาษาจีนไม่ได้
“ได้ยินมาจากล่ามของฉัน เขาบอกว่าคุณเป็นคนเก่ง คุณเองก็น่าจะพอรู้เรื่องแบตเตอรี่อยู่บ้างสินะ” จางรุ่ยเทียนพูดกับพีทเป็นภาษาจีน ราวกับกำลังหยั่งเชิงชายหนุ่ม
พีทหันไปตามเสียงพูดคุยของจางรุ่ยเทียน แววตาของเขาสงบนิ่ง เป็นอีกครั้งแล้วที่เขาถูกคนอื่นหาเรื่อง พีทแอบถอนหายใจเบาๆ “ก็แค่พอเข้าใจครับ 3,000 mAh ฟังดูดีนะครับ แต่ผม มันดูจะยังน้อยเกินไปอยู่จากค่ามาตรฐานที่แบตเตอรี่ของคุณควรทำได้” พีทตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษ พลางจ้องมองเหยื่อรายใหม่ด้วยแววตาที่นิ่งสงบ
และจากคำพูดของพีทนี้เอง มันก็ทำให้รดาถึงกับหันขวับมามองพีทด้วยความประหลาดใจ…จางรุ่ยเทียนพูดด้วยภาษาจีน แต่พีทตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษ มิหนำซ้ำมันยังเป็นเรื่องเดียวกัน??!!
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
มีตอนแถมให้ลงตอน 2 ทุ่มนะครับ
นิยายลงทุกวันเวลา 18.00 นะครับ
สามารถติดตามผู้แต่งเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจเลยนะครับ
www.facebook.com/WritelazyV2
นามปากกา.Writelazy