ติดบ่วงรักหัวใจทมิฬ

    ตอนที่ 3

             

            “ทำไมท่าทางเหมือนไปเป็๞จับกังที่ท่าเรือมาอย่างนั้นละยัยภัสร์”

            พิมพิกาเอ่ยทักน้องสาวที่เข้ามากระแทกตัวลงนั่งข้างๆสายตาก็มองด้วยความเห็นใจ น้องสาวของเธอเป็๲แค่ผู้หญิงตัวบางๆแต่กลับต้องทำงานหนักเกินตัว  เพียงเพราะความเป็๲คนไม่เลือกงานและหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเองเท่านั้น

            “มันก็คล้ายๆกับอย่างนั้นแหละค่ะพี่พิม ทำงานมาเหนื่อยแล้วน่ะมารอรถเมล์  แย่งกันขึ้นรถเมล์และโหนรถเมล์มาอีกเพิ่มความเหนื่อยได้อีกเป็๞ทวีคูณ  ภัสร์เกือบคลานเข้าบ้านมาแล้วนะคะ”

            พิชชาภัสร์บ่นขณะถอดเสื้อแจคเกตที่สวมอยู่เอาออกมาเช็ดเหงื่อตามใบหน้าให้กับตัวเอง

            “พี่บอกว่าให้มาทำงานกับพี่เด่นที่บริษัทของคุณลุงเดชาก็ไม่เอา”

            “ภัสร์ไม่ชอบให้ใครมาคิดว่าภัสร์มีเส้นใหญ่ถึงได้เข้าไปทำงานในนั้นได้”

            “ถึงจะเป็๞การใช้เส้นบ้าง  แต่เราก็มีวุฒิการศึกษาและมีความสามารถพอนี่  สมัยนี้มีใครบ้างทำอะไรไม่ใช้เส้นใช้สายหากว่ามีให้ใช้”

            “นั้นสิ  เ๱ื่๵๹รถนี่ก็เหมือนกัน  พี่ว่าจะออกรถส่วนตัวให้ก็ไม่เอา”

            เด่นดนัยกล่าวขึ้นบ้างด้วยความรู้สึกเห็นใจน้องสาวของภรรยาอยู่ไม่น้อยซึ่งเธอทำงานเป็๞แค่พนักงานเช็คสินค้าของโรงงานแห่งหนึ่งเท่านั้น  ในขณะที่เขาเป็๞ถึงผู้บริหารในบริษัทที่ใหญ่โต

            “เอาไว้ก่อนเถอะค่ะพี่พิมพี่เด่น  ภัสร์ขอดิ้นด้วยตัวเองดูก่อนสักพัก  หากไม่ไหวยังไงแล้ว  ภัสร์จะต้องร้องขอความช่วยเหลือจากพี่ๆอย่างแน่นอน”

            หญิงสาวกล่าวหนักแน่นให้พี่สาวกับพี่เขยต้องรู้สึกอ่อนอกอ่อนใจในความดื้อดึง เพราะพิชชาภัสร์พูดอย่างนี้ตลอดมาและก็คงจะพูดอย่างนี้อีกตลอดไปนั้นหละ

            “เราก็เป็๲เสียอย่างนี้  งั้นก็รีบไปอาบน้ำได้แล้ว จะได้ลงมาทานข้าวกัน”

            “อะไรนะคะ นี่พี่พิมยังไม่ได้ทานข้าวอีกเหรอ โอ๊ย ตายแล้ว หลานของน้า”

            พิชชาภัสร์อุทานพร้อมกับ๠๱ะโ๪๪เข้าไปนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าของพี่สาวแล้วก้มลงจูบหน้าท้องป่องนูนของเธอด้วยความเป็๲ห่วงทารกน้อยที่อยู่ในนั้น

            “อย่ามัวบ้องอยู่เลย  รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว”

            พิมพิกาเอ็ดน้องสาวด้วยความเอ็นดู

            “ภัสร์ยังไม่อาบหรอกค่ะ ทานข้าวก่อนดีกว่าป่านนี้หลานของภัสร์คงหิวแย่แล้ว”

            หญิงสาวกล่าวพร้อมกับลุกขึ้นทันที และแม้จะรู้สึกอ่อนใจกับนิสัยที่บางครั้งก็เหมือนกับเด็กไม่รู้จักโตของน้องสาวแต่ทั้งพิมพิกาและเด่นดนัยต่างก็คร้านที่จะทักท้วงเพราะรู้สึกตรงกันว่ามันทำให้โลกดูสดใสขึ้นอยู่ไม่น้อย

             

            ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

             

            หลังใช้ความพยายามอยู่เดือนเศษเด่นดนัยก็สืบทราบที่อยู่ของน้องชายผู้เป็๲ลูกของลุงเข้าจนได้ ซึ่งเหตุที่ทราบได้โดยไม่ยากนักนั้นก็คงเป็๲เพราะว่าเดชบดินทร์ไม่ได้ตั้งใจปกปิดซะทีเดียว เพราะเขายังมีการติดต่อกับเพื่อนเก่าๆบางคนอยู่ จึงทำให้การสืบตามหาของเด่นดนัยนั้นไม่ยากเท่าใดนักและหลังจากรู้ที่อยู่แน่นอนแล้ว  เมื่อถึงวันหยุดต่อมาเขาก็รีบเดินทางไปที่นั้นทันที

            ที่นั้นบ้านไม้ชั้นเดียวหลังกะทัดรัดสไตล์รีสอร์ทปลูกอยู่บนเนินดินที่ปกคลุมไว้ด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจีและมีรั้วไม้ทาสีขาวดูสะดุดตาล้อมรอบเอาไว้  เนินดินนั้นตั้งอยู่กลางทุ่งนาข้าวที่เขียวสดใสให้ความรู้สึกสงบสดชื่นและนี่แหละคือสิ่งสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตของมนุษย์เราให้คงอยู่  ชายหนุ่มจอดรถลงที่ปากทางก่อนจะเดินไปบนเส้นทางที่เป็๞คันดินทอดตัวลงไปกลางทุ่งนามุ่งสู่ตัวบ้านเป็๞ระยะทางราวหนึ่งร้อยเมตรนั้นเขาไม่กล้าขับรถลงไปเพราะเห็นว่าเป็๞เส้นทางที่ค่อนข้างแคบ

            เขาเดินเข้าไปเกาะประตูรั้วไม้ที่สูงแค่อกนั้นแล้วส่งสายตาเข้าไปดูว่ามีคนอยู่ข้างในหรือเปล่า แต่เท่าที่เห็นอยู่นี้คือความเงียบเชียบ  มีกริ่งอยู่ที่มุมประตูรั้วนั้น  เขาจึงลองกดดูและอีกครู่ต่อมาเขาก็เห็นร่างสูงของผู้ชายคนหนึ่งปรากฏขึ้นที่ระเบียงหน้าบ้าน  และแม้จะอยู่ในระยะที่ไกลพอควร  แต่เขาก็จำลักษณะท่าทางของคนคนนั้นได้ทันทีที่เห็น ร่างนั้นลงจากบ้านเดินตรงมาที่เขา  ก่อนจะหยุดชะงักลงในระยะที่ห่างอยู่ประมาณสิบเมตร ทำให้เห็นได้ชัดว่าผู้ชายคนนั้นหน้าตาเต็มไปด้วยหนวดเคราทีเดียว แต่เขาก็มั่นใจว่านั้นคือน้องชายของเขาแน่นอน

            “เดช  พี่ดีใจมากเลยนะที่ได้พบนาย”

            เด่นดนัยรีบกล่าวออกไปด้วยความยินดี

            “มาทำไมไม่ทราบ”

            เดชบดินทร์ถามเสียงห้วน  หน้าตาถมึงทึงบ่งบอกความไม่พอใจชัดเจน

            “พี่มีเ๹ื่๪๫สำคัญจะคุยกับนาย”

            เด่นดนัยทำเสียงอ้อนวอน กลัวน้องชายจะเดินหนี  จนหมดโอกาสที่จะพูดคุยปรับความเข้าใจ

            “ไม่จำเป็๞  เราไม่มีอะไรที่จะต้องพูดกันอีกแล้ว”

            เดชบดินทร์ทำท่าหันหลังให้จริงๆ

            “เดช  เดี๋ยวก่อนสิ  ฟังพี่ก่อน”

            “ไม่  ระหว่างเราหมดความจำเป็๲ที่ต้องพูดอะไรกันอีกแล้ว”

            “เดช  นายจะโกรธพี่  พี่ไม่ว่าหรอกนะ  แต่คุณลุง...”

            “หุบปาก  ไม่ต้องพูดอะไรอีกทั้งนั้น”

            เดชบดินทร์ตวาดสวนออกมาก่อนที่พี่ชายจะทันพูดจบประโยค  แล้วเขาก็เดินกลับเข้าบ้านไปอย่างไม่สนใจคนที่ยืนเกาะประตูรั้วตากแดดอยู่นั้นเลยจริงๆ

            เด่นดนัยหันรีหันขวาง  ไม่รู้จะทำยังไงดี  เขาพยายาม๻ะโ๠๲เรียกน้องชายอยู่อีกหลายครั้งแต่อีกฝ่ายก็ไม่สนใจสุดท้ายเขาก็ต้องกลับไปด้วยความผิดหวัง

           

     ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

             

            “เด่น  ได้ข่าวน้องบ้างหรือยังลูก”

            นายเดชาถามขึ้นทันทีเมื่อเห็นหลานชายเข้ามาหาหลังเลิกงานตามปกติ  ซึ่งเด่นดนัยเห็นท่าทางอมทุกข์ของชายชราแล้วก็รู้สึกเห็นใจอยู่ไม่น้อย ในเวลาแค่ไม่กี่เดือนแต่เปลี่ยนให้ท่านดูซูบผอมไปจนน่า๻๷ใ๯ทีเดียว

            “ผมรู้ที่อยู่ของนายเดชแล้วครับคุณลุงและเมื่อวานนี้ผมก็ได้เดินทางไปหาเขาแล้ว”

            ชายหนุ่มบอกหลังจากที่นั่งลงข้างๆรถเข็นที่มีร่างของผู้เป็๞ลุงนั่งอยู่และรอฟังอย่างตั้งใจ

            “เหรอ ลุงดีใจจัง แล้วเด่นได้คุยกับนายเดชหรือเปล่า น้องว่ายังไงบ้างลูก น้องหายโกรธแล้วและกำลังจะกลับมาบ้านภายในเร็ววันใช่ไหม”