“ทำไมท่าทางเหมือนไปเป็จับกังที่ท่าเรือมาอย่างนั้นละยัยภัสร์”
พิมพิกาเอ่ยทักน้องสาวที่เข้ามากระแทกตัวลงนั่งข้างๆสายตาก็มองด้วยความเห็นใจ น้องสาวของเธอเป็แค่ผู้หญิงตัวบางๆแต่กลับต้องทำงานหนักเกินตัว เพียงเพราะความเป็คนไม่เลือกงานและหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเองเท่านั้น
“มันก็คล้ายๆกับอย่างนั้นแหละค่ะพี่พิม ทำงานมาเหนื่อยแล้วน่ะมารอรถเมล์ แย่งกันขึ้นรถเมล์และโหนรถเมล์มาอีกเพิ่มความเหนื่อยได้อีกเป็ทวีคูณ ภัสร์เกือบคลานเข้าบ้านมาแล้วนะคะ”
พิชชาภัสร์บ่นขณะถอดเสื้อแจคเกตที่สวมอยู่เอาออกมาเช็ดเหงื่อตามใบหน้าให้กับตัวเอง
“พี่บอกว่าให้มาทำงานกับพี่เด่นที่บริษัทของคุณลุงเดชาก็ไม่เอา”
“ภัสร์ไม่ชอบให้ใครมาคิดว่าภัสร์มีเส้นใหญ่ถึงได้เข้าไปทำงานในนั้นได้”
“ถึงจะเป็การใช้เส้นบ้าง แต่เราก็มีวุฒิการศึกษาและมีความสามารถพอนี่ สมัยนี้มีใครบ้างทำอะไรไม่ใช้เส้นใช้สายหากว่ามีให้ใช้”
“นั้นสิ เื่รถนี่ก็เหมือนกัน พี่ว่าจะออกรถส่วนตัวให้ก็ไม่เอา”
เด่นดนัยกล่าวขึ้นบ้างด้วยความรู้สึกเห็นใจน้องสาวของภรรยาอยู่ไม่น้อยซึ่งเธอทำงานเป็แค่พนักงานเช็คสินค้าของโรงงานแห่งหนึ่งเท่านั้น ในขณะที่เขาเป็ถึงผู้บริหารในบริษัทที่ใหญ่โต
“เอาไว้ก่อนเถอะค่ะพี่พิมพี่เด่น ภัสร์ขอดิ้นด้วยตัวเองดูก่อนสักพัก หากไม่ไหวยังไงแล้ว ภัสร์จะต้องร้องขอความช่วยเหลือจากพี่ๆอย่างแน่นอน”
หญิงสาวกล่าวหนักแน่นให้พี่สาวกับพี่เขยต้องรู้สึกอ่อนอกอ่อนใจในความดื้อดึง เพราะพิชชาภัสร์พูดอย่างนี้ตลอดมาและก็คงจะพูดอย่างนี้อีกตลอดไปนั้นหละ
“เราก็เป็เสียอย่างนี้ งั้นก็รีบไปอาบน้ำได้แล้ว จะได้ลงมาทานข้าวกัน”
“อะไรนะคะ นี่พี่พิมยังไม่ได้ทานข้าวอีกเหรอ โอ๊ย ตายแล้ว หลานของน้า”
พิชชาภัสร์อุทานพร้อมกับะโเข้าไปนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าของพี่สาวแล้วก้มลงจูบหน้าท้องป่องนูนของเธอด้วยความเป็ห่วงทารกน้อยที่อยู่ในนั้น
“อย่ามัวบ้องอยู่เลย รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว”
พิมพิกาเอ็ดน้องสาวด้วยความเอ็นดู
“ภัสร์ยังไม่อาบหรอกค่ะ ทานข้าวก่อนดีกว่าป่านนี้หลานของภัสร์คงหิวแย่แล้ว”
หญิงสาวกล่าวพร้อมกับลุกขึ้นทันที และแม้จะรู้สึกอ่อนใจกับนิสัยที่บางครั้งก็เหมือนกับเด็กไม่รู้จักโตของน้องสาวแต่ทั้งพิมพิกาและเด่นดนัยต่างก็คร้านที่จะทักท้วงเพราะรู้สึกตรงกันว่ามันทำให้โลกดูสดใสขึ้นอยู่ไม่น้อย
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
หลังใช้ความพยายามอยู่เดือนเศษเด่นดนัยก็สืบทราบที่อยู่ของน้องชายผู้เป็ลูกของลุงเข้าจนได้ ซึ่งเหตุที่ทราบได้โดยไม่ยากนักนั้นก็คงเป็เพราะว่าเดชบดินทร์ไม่ได้ตั้งใจปกปิดซะทีเดียว เพราะเขายังมีการติดต่อกับเพื่อนเก่าๆบางคนอยู่ จึงทำให้การสืบตามหาของเด่นดนัยนั้นไม่ยากเท่าใดนักและหลังจากรู้ที่อยู่แน่นอนแล้ว เมื่อถึงวันหยุดต่อมาเขาก็รีบเดินทางไปที่นั้นทันที
ที่นั้นบ้านไม้ชั้นเดียวหลังกะทัดรัดสไตล์รีสอร์ทปลูกอยู่บนเนินดินที่ปกคลุมไว้ด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจีและมีรั้วไม้ทาสีขาวดูสะดุดตาล้อมรอบเอาไว้ เนินดินนั้นตั้งอยู่กลางทุ่งนาข้าวที่เขียวสดใสให้ความรู้สึกสงบสดชื่นและนี่แหละคือสิ่งสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตของมนุษย์เราให้คงอยู่ ชายหนุ่มจอดรถลงที่ปากทางก่อนจะเดินไปบนเส้นทางที่เป็คันดินทอดตัวลงไปกลางทุ่งนามุ่งสู่ตัวบ้านเป็ระยะทางราวหนึ่งร้อยเมตรนั้นเขาไม่กล้าขับรถลงไปเพราะเห็นว่าเป็เส้นทางที่ค่อนข้างแคบ
เขาเดินเข้าไปเกาะประตูรั้วไม้ที่สูงแค่อกนั้นแล้วส่งสายตาเข้าไปดูว่ามีคนอยู่ข้างในหรือเปล่า แต่เท่าที่เห็นอยู่นี้คือความเงียบเชียบ มีกริ่งอยู่ที่มุมประตูรั้วนั้น เขาจึงลองกดดูและอีกครู่ต่อมาเขาก็เห็นร่างสูงของผู้ชายคนหนึ่งปรากฏขึ้นที่ระเบียงหน้าบ้าน และแม้จะอยู่ในระยะที่ไกลพอควร แต่เขาก็จำลักษณะท่าทางของคนคนนั้นได้ทันทีที่เห็น ร่างนั้นลงจากบ้านเดินตรงมาที่เขา ก่อนจะหยุดชะงักลงในระยะที่ห่างอยู่ประมาณสิบเมตร ทำให้เห็นได้ชัดว่าผู้ชายคนนั้นหน้าตาเต็มไปด้วยหนวดเคราทีเดียว แต่เขาก็มั่นใจว่านั้นคือน้องชายของเขาแน่นอน
“เดช พี่ดีใจมากเลยนะที่ได้พบนาย”
เด่นดนัยรีบกล่าวออกไปด้วยความยินดี
“มาทำไมไม่ทราบ”
เดชบดินทร์ถามเสียงห้วน หน้าตาถมึงทึงบ่งบอกความไม่พอใจชัดเจน
“พี่มีเื่สำคัญจะคุยกับนาย”
เด่นดนัยทำเสียงอ้อนวอน กลัวน้องชายจะเดินหนี จนหมดโอกาสที่จะพูดคุยปรับความเข้าใจ
“ไม่จำเป็ เราไม่มีอะไรที่จะต้องพูดกันอีกแล้ว”
เดชบดินทร์ทำท่าหันหลังให้จริงๆ
“เดช เดี๋ยวก่อนสิ ฟังพี่ก่อน”
“ไม่ ระหว่างเราหมดความจำเป็ที่ต้องพูดอะไรกันอีกแล้ว”
“เดช นายจะโกรธพี่ พี่ไม่ว่าหรอกนะ แต่คุณลุง...”
“หุบปาก ไม่ต้องพูดอะไรอีกทั้งนั้น”
เดชบดินทร์ตวาดสวนออกมาก่อนที่พี่ชายจะทันพูดจบประโยค แล้วเขาก็เดินกลับเข้าบ้านไปอย่างไม่สนใจคนที่ยืนเกาะประตูรั้วตากแดดอยู่นั้นเลยจริงๆ
เด่นดนัยหันรีหันขวาง ไม่รู้จะทำยังไงดี เขาพยายามะโเรียกน้องชายอยู่อีกหลายครั้งแต่อีกฝ่ายก็ไม่สนใจสุดท้ายเขาก็ต้องกลับไปด้วยความผิดหวัง
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
“เด่น ได้ข่าวน้องบ้างหรือยังลูก”
นายเดชาถามขึ้นทันทีเมื่อเห็นหลานชายเข้ามาหาหลังเลิกงานตามปกติ ซึ่งเด่นดนัยเห็นท่าทางอมทุกข์ของชายชราแล้วก็รู้สึกเห็นใจอยู่ไม่น้อย ในเวลาแค่ไม่กี่เดือนแต่เปลี่ยนให้ท่านดูซูบผอมไปจนน่าใทีเดียว
“ผมรู้ที่อยู่ของนายเดชแล้วครับคุณลุงและเมื่อวานนี้ผมก็ได้เดินทางไปหาเขาแล้ว”
ชายหนุ่มบอกหลังจากที่นั่งลงข้างๆรถเข็นที่มีร่างของผู้เป็ลุงนั่งอยู่และรอฟังอย่างตั้งใจ
“เหรอ ลุงดีใจจัง แล้วเด่นได้คุยกับนายเดชหรือเปล่า น้องว่ายังไงบ้างลูก น้องหายโกรธแล้วและกำลังจะกลับมาบ้านภายในเร็ววันใช่ไหม”