เอี๊ยด!
แทบจะทันทีที่ถ่ายเทพลังปราณสถิตไปเหนืองูขาวที่กำลังอยู่ในสภาวะจำศีลประตูก็ถูกผลักผลัวะเข้ามาข้างใน
แผ่นหลังของฉีซินอี๋เย็นเยียบยามได้ยินเสียงร้องโวยวายระคนหวาดกลัวของเฟิ่งเสี่ยว
“ข้าบอกว่าคุณหนูของข้าไม่สบายหนักไม่อาจออกมาต้อนรับพวกท่านได้ทำไมถึงไม่ฟังกันบ้าง”
ผ้าม่านมู่ลี่ที่ถูกเลิกไปไว้้าบางส่วนพลิ้วไหวไปตามแรงลมจากข้างนอกเด็กสาวเนื้อตัวขาวซีด บนใบหน้ามีรอยดำเป็ปื้นผาดผ่านข้างแก้มบดบังความงดงามข้อมือที่โผล่ออกมายังมีรอยแบบเดียวกันผนวกกับพึ่งถ่ายเทพลังปราณสถิตทั้งหมดเคลื่อนย้ายงูขาวเข้ามาในแหวนหยกเก่า ๆตรงนิ้วก้อยจึงทำให้ยามนี้ฉีซินอี๋อ่อนระโหยโรงแรงใกล้เคียงกับคนป่วยจริง ๆ
“ฟะ เฟิ่งเสี่ยว นั่น ใครน่ะ”น้ำเสียงแห้งเหือดไม่ใช่เพราะตั้งใจทำแต่เพราะกระหายน้ำหลังจากสูญเสียพลังต่างหากชี้ข้อนิ้วสั่นเทาไปยังบุรุษรูปร่างสูงใหญ่สามสี่คน ทั้งหมดล้วนสวมด้วยชุดสีดำทะมัดทะแมงปกปิดตัวตนไม่ยอมเผยใบหน้า
ดวงจิตแห่งหยกกลอกตาจนไม่รู้จะกลอกตาอย่างไร“ทักษะด้านนี้ของท่านยิ่งนับวันยิ่งทำให้ข้าประหลาดใจ”
ฉีซินอี๋ “...”
เพ้ย! มารดามันเถอะ นางไม่ได้กำลังแสดงแต่เหน็ดเหนื่อยจนอยากหลับสักงีบก็เท่านั้น!
เฟิ่งเสี่ยวน้อยใแล้วจริง ๆ เดินร้องห่มร้องไห้มาคุกเข่าวางมือลงบนตักนางส่ายหัวอย่างเอาเป็เอาตาย “ข้า ฮึก ข้าก็ไม่ทราบ หะ เห็นอีกทีพะ พวกเขา ฮือ ฮือออพวกเขาก็ทำท่าจะบุกเข้ามาในบ้าน”
ต้องชมสาวใช้ตัวน้อยของนางในที่สุดทักษะขี้ใจนร้องไห้ก็มีประโยชน์สักที
ฉีซินอี๋ช้อนแววตาทุกข์ระทมมองบุรุษชุดดำที่กำลังยืนประเมินนางบางคนแอบส่องสายตาไปรอบข้าง คล้ายกำลังมองหาร่องรอยของอะไรบางอย่าง
นางพยายามจะลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเลเพื่อทำความเคารพทว่าทันทีที่กำลังจะพลัดตกจากเตียงไม้กลับมีมือหนึ่งเอื้อมมาประคองตัวนางไว้ัันุ่มนวลกลิ่นหอมเต็มไปด้วยไอบริสุทธิ์
เส้นประสาททั้งห้าตึงเปรี้ยะทำไมฉีซินอี๋จะจำไม่ได้ ก็ในเมื่อชาติที่แล้วคลุกคลีกับเขามาครึ่งชีวิต ม่อเจียลี่!!เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!!
ความตื่นตระหนกปรากฏอยู่วูบหนึ่งฉีซินอี๋กัดลิ้นใช้ความเจ็บดึงสติ ดังนั้นหลังบุรุษผู้นั้นประคองนางลุกขึ้นยามเงยใบหน้าเด็กน้อยขึ้นสบตากับอีกฝ่ายความหวาดกลัวบนแววตาล้วนถูกซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกไร้เดียงสา
“...เรียนถามท่านอาท่านนี้”หลังแสร้งกวาดตาไปรอบ ๆ ถึงเหลือบมาทางบุรุษชุดขาวที่รู้อยู่แล้วว่าเป็ผู้นำซึ่งเป็ใครไปไม่ได้นอกจากม่อเจียลี่
เขาดูไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่นักมีเพียงความอ่อนเยาว์เท่านั้นที่ไม่เหมือนครั้งในอดีต
“เชิญแม่นางน้อย”น้ำเสียงอ่อนโยนทำให้คนฟังรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมดังมาจากร่างสูงโปร่ง
ฉีซินอี๋ย่อตัวลงเล็กน้อยหว่างคิ้วคมดั่งกระบี่เลิกคิ้ว “อย่าได้ลำบาก” ตั้งท่าจะเข้ามาช่วยประคอง นางเฉไฉเบี่ยงตัวหลบอย่างแเี
“มีเหตุอันใดทำให้พวกท่านต้องถ่อมาถึงที่นี่”ริมฝีปากซีดขาวเอื้อนเอ่ยแต่ละทีราวกับต้องเค้นพละกำลังออกมากระนั้นกลับไม่ยอมเผยความอ่อนแอให้เห็นเลยสักนิดทั้งที่ความจริงภายในใจของนางหนักอึ้ง บนบ่าทั้งสองข้างราวกับถูกูเาไท่ซานกดทับเอาไว้
เขามาทำอะไรที่นี่ตั้งใจมารับนางหรือมาตามหาแค่งูขาวเท่านั้น
ต่อให้จะหวาดระแวงแค่ไหนนางไม่มีทางแสดงออกมาฝืนบอกตัวเองว่าลองนึกย้อนไปสมัยอดีตอย่าว่าแต่เฉียดใกล้เรือนนางเลยขนาดป่าเซินหลินแทบไม่อยู่ในสายตาอีกฝ่าย ดังนั้นเวลาหลายปีผ่านไปถึงค่อยมาพบนาง
“แม่นางน้อย เป็ข้าที่เสียมารยาทต่อท่านเพียงแต่ระหว่างไล่ล่าสัตว์ิญญา สิ่งปีศาจร้ายเ้าเล่ห์กลับเล่นลูกไม้หลบหนีไปบรรดาลูกน้องของข้าสืบมาถึงที่นี่จึงอุจอาจบุกเข้ามาหวังว่าแม่นางน้อยจะไม่ถือสากับความเลินเล่อของพวกเขากลับไปข้าจะลงโทษไม่ให้กระทำการเช่นนี้อีก”น้ำเสียงทั้งปลอบขวัญและอธิบายหากไม่เคยรู้จักมาก่อนนางเป็ต้องหลงเชื่ออย่างไม่มีเงื่อนไข
เพียงแต่...เพ้ย! มารดามันเถอะคิดว่านางไม่รู้หรือว่าเขาปั้นแต่งเื่หลอกเด็กพวกนี้ขึ้นมาสัตว์ิญญาชั่วร้ายที่เ้าว่าร้ายกาจโเี้แท้จริงยังบริสุทธิ์ผุดผ่องยิ่งกว่าเ้ากระทั่งชุดคลุมสีขาวที่สวมอยู่บนตัวเ้ายังเทียบไม่ติดกับเด็กน้อยคนนั้นด้วยซ้ำ
ความคิดนี้นางไม่มีทางเอ่ยออกไปเด็ดขาดทำเพียงย่อตัวลงโดยมีเฟิ่งเสี่ยวที่สะอื้นไม่หยุดช่วยประคับประคองแทนแพขนตาปกปิดความรู้สึกทำให้ม่อเจียลี่ไม่รู้ความคิดนาง
“เรียนท่านอาท่านพูดถึงสัตว์ิญญาอะไรกันหรือ อย่าบอกนะว่ามีสัตว์ิญญาหลุดออกมาจากป่ามันจะบุกเข้ามาทำร้ายพวกข้าหรือไม่”
ช้อนั์ตาสั่นระริกเต็มไปด้วยความพรั่นพรึงม่อเจียลี่ชะงัก
“แม่นางน้อยไม่เห็น?”
นางเบะปากดวงตาแดงก่ำท่าทางดูหวาดกลัวไม่น้อยเมื่อพูดถึงเื่สัตว์ิญญา
เฟิ่งเสี่ยวรีบละล่ำละลักเอ่ยแทนสีหน้าดูขลาด ๆ “คะ คุณหนูของข้า ปะ เป็เพียงแม่นางในห้องหอ แทบจะนับก้าวที่ก้าวออกไปจากเรือนได้”
ฉีซินอี๋เหลือบมองสาวใช้ตัวน้อยของตัวเองก่อนจะอธิบายต่อ“ท่านอาท่านนี้ หากมีสัตว์ิญญาหลุดออกมาจริงเช่นนั้น...จะเป็การรบกวนท่านเกินไปหรือไม่หากข้าอยากขอให้ท่านช่วยตรวจสอบละแวกบ้านให้ข้าที”
ลูกน้องชุดดำของเขาหันขวับมามองนางหลังนางเอ่ยปากขอม่อเจียลี่ยกมือห้ามการกระทำของผู้ใต้บังคับบัญชา ริมฝีปากค่อย ๆ ระบายยิ้มละมุนดวงตาเปล่งประกายก่อนจะเอ่ย
“ได้สิ”
นางถอนหายใจก้าวถอยหลังปล่อยให้พวกเขาสำรวจทุกมุมในห้อง
ม่อเจียลี่ละสายตาจากแม่นางน้อยตกอับกวาดมองไปทั่วห้องหอขนาดเล็กบนเพดานมีหยากไย่ห้อยโหนลงมาดูก็รู้ว่าไม่ได้รับการปัดกวาดมานานเท่าไหร่ทั่วทั้งห้องนอกจากหีบผ้าไม่กี่หีบโต๊ะเครื่องแป้งทรงเก่าซอมซ่อและเตียงไม้ริมหน้าต่างกับโต๊ะเก้าอี้ผุพังล้วนไม่มีอย่างอื่นอีก
ทว่าสายตาของเขากลับสะดุดเข้ากับผ้าสะอาดบนเตียงบวกกับได้กลิ่นยาและสมุนไพรห้ามเืลอยอวลในห้องฉีซินอี๋รับรู้ถึงปฏิกิริยาตอบสนองดังกล่าว รีบไอแค่ก ๆออกมาจนร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว
เฟิ่งเสี่ยวใกุลีกุจอหันซ้ายขวาก่อนจะคว้าผ้าผืนดังกล่าวมาให้นางปิดปากเพียงเท่านี้ข้อสงสัยซึ่งผุดขึ้นมากลางใจม่อเจียลี่พลันสลายหายไป
ลองใคร่ครวญดูกลิ่นเืและกลิ่นยาที่ยังอบอวลอยู่ในห้องเกรงว่าจะเป็ของแม่นางน้อยตรงหน้าหว่างคิ้วที่ย่นเข้าหากันค่อย ๆ คลายออก
เขารวบมือไปข้างหน้าคำนับนางเป็เชิงขอโทษ“เป็ข้าที่ไม่ดูตาม้าตาเรือทำแม่นางน้อยใจนอาการทรุดลง โปรดรับการคารวะจากข้าด้วย”
ฉีซินอี๋ไอจนหน้าแดงถึงค่อย ๆโผล่ดวงตากระจ่างใสออกมาจากผ้าสะอาด เอื้อนเอ่ยเสียงสั่นเครือ
“ท่านอาอย่าได้ถือสาเป็ซินอี๋เองที่ไม่ได้ความ”
คิ้วของบรรดาผู้ฝึกตนรอบข้างม่อเจียลี่กระตุกหากไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายเป็แม่นางน้อยไม่รู้ประสาเกรงว่าคำพูดพวกนั้นคงตั้งใจกระทบกระทั่งพวกเขาแล้ว
หนึ่งในชายชุดดำก้าวขึ้นมาประชิดม่อเจียลี่กระซิบกระซาบอะไรสักอย่างฉีซินอี๋ลอบกำชายกระโปรงหัวใจแทบจะหยุดเต้นความกดดันตรงหน้าทำเอาแผ่นหลังนางเหงื่อแตกพลั่ก
และแล้วหว่างคิ้วซึ่งคลายออกเล็กน้อยพลันขมวดแน่นยิ่งกว่าเดิมม่อเจียลี่หันขวับมาทางนาง “เช่นนั้นพวกข้าไม่รบกวนแม่นางแล้วแม่นางน้อยรักษาตัวด้วย” สิ้นคำสะบัดแขนเสื้อเดินจากไปทันที
ฉีซินอี๋หันไปเอ่ยกับสาวใช้“เฟิ่งเสี่ยวช่วยส่งแขกแทนข้าที”
“เ้าค่ะคุณหนู”
ในที่สุดความหนักอึ้งที่กดทับนางเอาไว้ก็จางหายไปพร้อมร่างของม่อเจียลีรอกระทั่งแน่ใจว่าไร้การเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ฝึกตนฉีซินอี๋ลอบพรั่งพรูลมหายใจอย่างโล่งอก
“จริงสิ ตอนนี้เ้างูขาวเป็อย่างไรบ้าง!”เพราะต้องรับมือกับม่อเจียลี่นางเลยลืมคิดถึงเื่ดวงจิตแตกซ่านและร่างกายสูญสลายไปเสียสิ้นพึ่งจะมานึกถึงก็เป็ตอนโล่งใจเนื่องจากเล็ดลอดจากการสำรวจตรวจตราของฝ่ายนั้นไปแล้ว
ดวงจิตแห่งหยก “ไม่ต้องห่วงตอนนี้เขากำลังจำศีลอย่างสงบอยู่ในแหวนไม้เลื้อยของเ้า”
“ไม่ได้รับอันตรายใดใช่หรือไม่”นางถามย้ำ
ดวงจิตแห่งหยก“เห็นข้าเป็คนชอบพูดจาเลอะเลือน?”
“ไม่ใช่เช่นนั้นข้าแค่ยังไม่เบาใจแต่ถ้าไม่เป็อะไรก็ดี” นางถอนหายใจในที่สุดก็โล่งใจไปได้เปลาะหนึ่งแต่คล้ายจะคิดอะไรขึ้นมาได้ “ข้าสามารถเข้าไปดูได้หรือไม่”
ดวงจิตแห่งหยก “เป็สมบัติของเ้าเ้าอยากดูก็แค่หลับตาแล้วเพ่งจิตไปยังแหวนไม้เลื้อย”
“เช่นนี้หรือ?” กล่าวยังไม่ทันขาดคำ ฉีซินอี๋รีบนั่งขัดสมาธิบนเตียงย้ายดวงจิตเข้าไปในแหวน
ยามนี้ถึงได้เห็นสภาพภายในของจริงตอนนั้นยังมีแค่ความว่างเปล่า ทว่าบนความว่างเปล่าอันไกลโพ้นเริ่มมีต้นสมุนไพรชนิดต่างๆ ที่นางเก็บรวบรวมมากึ่งกลางเหล่าสมุนไพรเป็เซียงเหวยที่พลิกใบกลมมนของตัวไปมาส่องแสงระยิบระยับใต้ลำต้นดูเหมือนจะมีหน่อโผล่ขึ้นมาด้วย
นางสูดดมกลิ่นหอมอบอวลความฉงนผาดผ่านดวงตาขณะเอ่ยถามดวงจิตแห่งหยกที่ยามนี้กลายเป็เด็กน้อยแก้มป่องมวยผมสองข้างดูน่ารักน่าหยิกกำลังยืนเคียงข้าง
“ข้าจำได้ว่าพึ่งเก็บสมุนไพรพวกนี้เมื่อไม่นานมานี้นี่เองทำไมถึงได้...”
ดวงจิตแห่งหยกเหลือบมองนางค่อย ๆเชิดคางขึ้นสูงเสียดฟ้า “ข้าเคยบอกท่านแล้วว่าข้าเป็ของวิเศษขนาดไหนไม่รู้หรือว่าข้างในนี้นอกจากรวดเร็วกว่าภายนอกยังมีสภาพที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการเพาะปลูกสมุนไพร”
“ท่านหมายความว่า”นางหันมามองประกายความตื่นเต้นแล่นผ่าน
“แน่นอนว่าไม่สามารถปลุกต้นไม้ที่ตายแล้วได้”ดวงจิตแห่งหยก
ฉีซินอี๋กระแอมไอ“ข้าไม่ได้บอกว่าจะปลุกต้นที่ตายแล้วเสียหน่อยข้าแค่กำลังถามว่าถ้าเช่นนั้นต่อไปข้าอยากได้อะไรไม่จำเป็ต้องเสียตั๋วเงินเป็กองไปกับสมุนไพรเหล่านี้แล้วใช่หรือไม่”
ดวงจิตแห่งหยกหรี่ตา “แต่ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าท่านคิดจะเที่ยวไล่เก็บเศษกากยาเพื่อมาทดลองปลุกเล่า”
ฉีซินอี๋ “ฮ่า ฮ่า ฮ่าข้าไม่ได้งกถึงขั้นนั้น”
ดวงจิตแห่งหยกลูบคางตัวเอง “อืมมม เ้ารู้หรือไม่ว่ายามนี้เป็ยามที่เ้าแสแสร้งได้จอมปลอมที่สุด”
ฉีซินอี๋ “...”
“เอาล่ะเ้าตั้งใจเข้ามาในนี้เพื่อดูเ้างูขาวนั่นไม่ใช่เหรอ”ในที่สุดดวงจิตแห่งหยกก็หาสะพานให้นางลงแน่นอนว่าเขาคิดว่าไม่มีใครเป็ผู้ใหญ่ใจดีเท่าตนอีกแล้ว
ฉีซินอี๋หันมาทางเขา “เช่นนั้นงูขาวจำศิลอยู่ที่ใด”
สิ้นคำดวงจิตแห่งหยกพลันชี้นิ้วไปยังพื้นที่ว่างเปล่าไกลสุดลูกหูลูกตาหว่างคิ้วของนางย่นเข้าหากัน “เหตุใดต้องไปไกลถึงเพียงนั้น”
ดวงจิตแห่งหยกกลอกตามองนางราวกับตัวโง่งม“เพราะนั่นเป็ใจกลางของหยกที่เ้าถือครอง มีพลังปราณสถิตอันเข้มข้นช่วยในการฝึกตนเป็อย่างยิ่งไงเล่า”
“เป็เช่นนั้น?”
ดวงจิต “เป็เช่นนั้น”
ฉีซินอี๋ถีบเท้าตัวเองเพียงนิดเดียวทั้งร่างพลันพุ่งทะยานไปยังทิศทางที่ดวงจิตบอกลอยผ่านบรรดาสมุนไพรสุดรักสุดหวงกระทั่งมาหยุดลงบนพื้นที่ห่างจากงูขาวเพียงเล็กน้อย
“ท่านว่า...มันดูเหมือนตัวจะใหญ่ขึ้นหรือไม่”
ดวงจิตแห่งหยกทำท่าครุ่นคิด “อืมมมแปลกนักข้าคิดว่าเขาจะใช้โอกาสนี้รวบรวมพลังปราณสถิตเพื่อรักษาอาการาเ็ของตัวเองแต่กลับกลายเป็ว่ากำลังฝึกตนอยู่?”
นางเบิกตาชำเลืองมองดวงจิตสลับกับงูขาวด้วยความไม่อยากจะเชื่อ“เป็ไปได้หรือ!”
“ความจริงไม่น่าจะเป็ไปได้”ดวงจิตแห่งหยก
ฉีซินอี๋มุ่นหัวคิ้ว“ทำไมท่านถึงบอกว่าน่าจะอีกเล่า”
“เพ้ย! ถึงบิดาจะอยู่มานานก็ใช่ว่าบิดาจะรู้ทุกเื่ของสรรพสิ่งในแผ่นดินต้าเซียนเสียหน่อย”
“เอาล่ะ ๆ เป็ข้าที่ร้อนใจเองท่านอย่าพึ่งโกรธสิ ทำหน้าเช่นนั้นเดี๋ยวก็แก่หรอก” นางยินยอมถอยให้หนึ่งก้าวแม้บางครั้งจะเคลือบแคลงสงสัยในตัวดวงจิตแห่งหยกทว่าทั้งพลังและอำนาจของมันไม่ใช่เื่โกหกเลยสักนิด
“เช่นนั้นกี่วันเขาถึงจะตื่น”
“คงอีกไม่กี่วันหรือจนกว่าเขาจะบรรลุระดับขั้นที่7”
“บรรลุขั้น 7 เลยเหรอ นั่นมันไม่...”น้ำเสียงในลำคอนางแหบพร่าเทียบกันแล้วที่บอกว่าการฝึกตนของสัตว์ิญญายากเย็นกว่ามนุษย์คงเป็แค่ข่าวลือ
ดวงจิตแห่งหยกส่ายหน้า“ไม่ใช่ข่าวลือหรอก เกรงว่าภายในตัวงูขาวนี่อาจจะมีเืของสัตว์เทพาผสมอยู่”
“ท่านหมายความว่า...?”
ดวงจิตเห็นนางสนใจใคร่รู้จึงอธิบายต่อ“อย่างที่ท่านทราบดีว่าเืในตัวของสัตว์แต่ละตัวจะมีเืของสัตว์เทพาผสมอยู่อยู่ที่ว่าเข้มข้นหรือเบาบาง ยิ่งเข้มข้นมากการฝึกตนยิ่งมีประสิทธิภาพมาก”
“แต่ส่วนใหญ่สัตว์ที่มีพลังสะกดทางสายเืดังกล่าวมักจะเป็พวกสัตว์ตัวใหญ่หรือสัตว์ิญญาขั้นสูง?”นางถาม
ดวงจิตแห่งหยกพยักหน้า “นั่นก็ถูกแต่ใช่ว่าในสัตว์ตัวเล็กจะไม่มี”
“เช่นนั้นบางทีเ้างูขาวนี่อาจจะเป็หนึ่งในสัตว์ที่มีเืของสัตว์เทพาผสมอยู่จำนวนหนึ่ง?”
“โอ๊ะ ดูนั่นเหมือนมันจะพลิกตัวอีกแล้ว”ดวงจิตแห่งหยกชี้นิ้วไปยังลำตัวใต้ท้องของงูขาวทำให้เห็นว่าอาการาเ็เริ่มจางหายไปทีละนิดทิ้งไว้เพียงรอยแผลบางเบา
ฉีซินอี๋รู้สึกว่าการได้เห็นสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่งขะมักเขม้นในการฝึกตนพลังฮึกเหิมของตัวเองก็พวยพุ่งขึ้นมาเดินไปนั่งลงด้านข้างงูขาวนั่งขัดสมาธิเพ่งดวงจิตที่จุดตันเถียนเริ่มต้นทำการดูดพลังปราณสถิต
ดวงจิตแห่งหยกมองภาพดังกล่าวด้วยสีหน้าภาคภูมิใจก่อนจะหายวับไปปล่อยให้ทั้งสองฝึกตนกันเพียงลำพัง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ยามรู้ตัวอีกทีเ้างูขาวที่สมควรนอนขดตัวอยู่ด้านข้างกลับเลื้อยขึ้นมากองอยู่บนตักนางแทน
ฉีซินอี๋ยิ้มบาง “เ้าช่างสบายเชียวนะ”ไม่วายจรดปลายนิ้วลงบนแผ่นหลังเรียบลื่นค่อย ๆ ลูบแ่เบา
“อืมมม ท่านแม่”
“หืม” นางเงี่ยหูฟังคิดว่าตัวเองคงหูแว่ว
“ท่านแม่” ทว่าพอก้มหน้าลงต่ำกลับเป็เสียงเล็กเจือความแหบพร่าดังออกมาจากเ้างูขาวคิ้วโค้งดุจคันธนูของนางเลิกขึ้น
“ข้าเข้าใจมาตลอดว่าสัตว์ิญญาไม่สามารถละเมอได้แต่สงสัยยังมีอีกหลายเื่ที่ต้องเรียนรู้สินะ เ้าเสี่ยวไป๋”ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ ในที่สุดนางก็คิดออกว่าจะเรียกอีกฝ่ายว่าอะไรดี
ครั้นเอาแต่เรียกเขาว่าเด็กน้อยสีขาวบ้างล่ะเ้างูขาวบ้างล่ะมันไม่เหมาะสมสักเท่าไรตอนซื้อตัวเฟิ่งเสี่ยวมานางยังเป็ผู้ตั้งชื่อให้ถ้าเช่นนั้นนางเป็คนช่วยเ้างูนี่มาสิทธิ์ในการเรียกขานชื่อเขาต้องเป็ของนางสิถึงจะถูก
“ไว้เ้าตื่นแล้วค่อยดูว่าเ้าจะถูกใจชื่อนี้หรือเปล่า”
“ยินดีกับท่านด้วยที่สำเร็จขั้นรวบรวมระดับหนึ่งแล้ว”เสียงกระจ่างใสของดวงจิตแห่งหยกที่ปรากฏกายอยู่เบื้องหน้านางเมื่อไรก็สุดจะรู้
ฉีซินอี๋เงยมองแววตาดำขลับงุนงงก่อนจะรับรู้ถึงพลังปราณสถิตพวยพุ่งอยู่เต็มอกร่างกายเหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
“นี่ข้า...”เพราะเสียงละเมอของเสี่ยวไป๋ดึงความสนใจไปทั้งสิ้นนางจึงลืมสำรวจตัวเองไปโดยปริยาย
“คงถึงเวลาที่ท่านสมควรต้องเข้าไปยังป่าลึกเพื่อต้นเหอเซียงไม่เช่นนั้น” ดวงจิตส่ายหัวไปมา“ท่านย่อมไม่อาจบุกทะลวงเส้นชีพจรเพื่อเข้าสู่ขั้นหลอมรวม”
“ข้ารู้”สีหน้าดีใจเพราะได้เลื่อนระดับแปรเปลี่ยนเป็หนักอึ้งนี่สินะที่เขาเรียกว่าข้ามเนินเขาแต่ยังเหลือูเาทั้งลูก
ทันใดนั้นเองกลับมีเสียงดังเล็ดลอดมาจากภายนอก
“คุณหนู คุณหนูท่านตื่นเถิดเ้าค่ะสาวใช้รุ่นใหญ่ของท่านกลับมาแล้ว” เสียงร้อนรนแกมจะร้องไห้ย่อมเป็ของใครไปไม่ได้นอกจากเฟิ่งเสี่ยว
แววตาทั้งสองข้างเข้มขึ้นนางช้อนร่างเสี่ยวไป๋ออกจากตักก่อนจะวางลงบนพื้นอย่างแ่เบาจากนั้นค่อยผุดลุกขึ้น
“สงสัยข้าจะฝึกตนเพลินไปหน่อย”นานจนสาวใช้นางกลับมาจากการท่องเที่ยว
วูบ!
ดีดเพียงนิ้วเดียวดวงจิตของนางก็กลับเข้าร่างฉีซินอี๋ร่างจริงซึ่งนั่งขัดสมาธิค่อย ๆ ลืมตาตื่น แวบแรกมองเห็นใบหน้าแดงก่ำและเบ้าตามีน้ำรื้นของเฟิ่งเสี่ยวยิ่งทำให้นางอดไม่ได้ยื่นมือไปคว้าหมับตรงข้างแก้ม
“แค่เขย่าเรียกข้าเบา ๆ ไยต้องกระวนกระวายเช่นนี้ยิ่งไม่เป็การเผยพิรุธให้คนอื่นหรอกหรือ”
หนนี้จากที่ตั้งท่าจะร้องไห้เพราะกลัวคนอื่นจะรู้ว่าคุณหนูของนางแอบฝึกตนกลับกลายเป็น้ำตาปิ่มออกมาเพราะผลจากแรงบีบแก้มของคุณหนูแทน
“คะ คุณหนู” เฟิ่งเสี่ยวครางมือหนึ่งจากข้อมือคุณหนูดวงตาดุจใบหลิวฉายความคับข้องสั่นไหว
ความเ้าเล่ห์ผาดผ่านหว่างคิ้วฉีซินอี๋ยิ้มมุมปาก “คราวนี้ยังจะพูดว่า ‘ข้าผิดไปแล้วอีกไหม’ ข้าจะได้เตรียมลงทัณฑ์เ้า”
เฟิ่งเสี่ยวรีบร้อนส่ายหน้าอย่างไม่ลังเลไอ้คำว่า ‘ลงทัณฑ์’ ยังน่ากลัวกว่าตอนนี้เสียอีก
“เฮ้อ หากข้าไม่คิดจะลงโทษให้เ้าหลาบจำเกรงว่าคราวหลังเ้าอาจจะโผล่พรวดทำเสียงเื่อีก”
เฟิ่งเสี่ยวละล่ำละลักเอ่ยจนลืมร้องไห้“ข้าจดจำ ยามนี้ข้าจดจำจนขึ้นใจ” ฉะนั้นคุณหนูอย่าได้หาเื่ลงทัณฑ์นางอีกเลย
ฮือ เหมือนกำลังทำคุณบูชาโทษแท้ ๆ
ระหว่างฉีซินอี๋กำลังมีความสุขกับการรังแกเฟิ่งเสี่ยวน้อยสาวใช้รุ่นใหญ่ที่เก็บข้าวของเรียบร้อยก็เข้ามาในห้องนาง
กวาดสายตาสำรวจรอบห้องค้นหาความผิดปกติก่อนสายตาตรวจตราจะจรดลงบนร่างฉีซินอี๋ หัวคิ้วผูกกันเป็ปม ดูเหมือนคุณหนูจะมีน้ำมีนวลกว่าเดิมซะจนแทบจำเค้าผอมกะหร่องไม่ได้
สีหน้าของฉีซินอี๋เยียบเย็นลงคิดว่าไม่อาจอยู่ที่นี่ต่อไปได้นานแล้วไม่เช่นนั้นความผิดปกติบนร่างนางต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงจนเื่ไปถึงหูจางฮูหยินจากนั้นม่อเจียลี่ก็จะมาหานาง
ม่อเจียลี่!
ใช่! ชาตินี้เพราะนางเลือกจะเดินทางใหม่ทุกอย่างเลยสับเปลี่ยนไปหมด ตอนนั้นนางยังไม่ได้พบเขาไวเช่นนี้ทั้งยังไม่มีเฟิ่งเสี่ยว ไม่มีเสี่ยวไป๋
ต่อจากนี้ไปต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางให้ถูกต้องแต่ก่อนอื่นหากอยากเป็ผู้ฝึกตนที่ยิ่งใหญ่สมควรเตรียมพร้อมเพื่อออกไปจากชายขอบป่าและการเตรียมพร้อมที่ว่าก็คือเร่งฝึกฝน
“พี่สาวท่านไปทำธุระให้นายท่านเป็อย่างไรบ้าง”ฉีซินอี๋ฉีกยิ้มบางค่อย ๆ ลงจากเตียงไปทักทาย
สีหน้าของสาวใช้ไหววูบ“ก็ธุระทั่วไปนั่นแหละ ล้วนมีอุปสรรคมากมายให้ต้องเผชิญ เฮ้อพูดแล้วข้าเหนื่อยชะมัดเช่นนั้นหากท่านมีอะไรจะสั่งก็สั่งสาวใช้ตัวน้อยของท่านให้ไปทำเถอะข้าขอตัวพักผ่อนสักประเดี๋ยว”
“ย่อมได้ เชิญพี่สาวไปพักเถอะคงเพราะทำงานมาเหนื่อย”
เมื่อได้รับคำอนุญาตสาวใช้ไม่คิดจะรั้งอยู่นานหมุนตัวกลับไปยังเรือนข้างทันทีทิ้งให้ฉีซินอี๋มองจนลับตา แววตาเริ่มเย็นเยียบมากขึ้น
เฟิ่งเสี่ยวหันมาเห็นผงะคิดว่ายังโกรธตนอยู่รีบเอ่ย“คะ คุณหนู ตลอดหลายวันมานี้ที่คุณหนูฝึกตนอยู่ข้าไม่ได้เกียจคร้านตั้งใจฝึกฝนจนก้าวเข้าสู่ขั้นพื้นฐานระดับสองแล้ว” กล่าวพลางพยายามรวบรวมดวงไฟสีเขียวบนมือให้นางดูแต่เพราะตื่นกลัวเกินไปมันจึงสว่างวูบเพียงครั้งเดียวแล้วจางหายไปอย่างรวดเร็ว
เฟิ่งเสี่ยวน้อยตื่นตระหนกน้ำตาทำท่าจะไหลลงมา “ปะ เป็ไปได้อย่างไร หลายวันก่อนยัง...”
หมับ!คราวนี้ที่เอื้อมมาจับแก้มนุ่มกลับกลายเป็สองมือแทน
“หืมมมสรุปคือเ้ากำลังพยายามหลอกลวงข้า? รู้หรึอไม่ว่ากล้าหลอกลวงเบื้องสูงจะมีสภาพเช่นใด”
เฟิ่งเสี่ยว “...”
คุณหนูหากท่านคิดจะลงมือไยต้องพูดขู่ให้ข้ากลัว