เย่วชิงขี่ม้าไปตามถนนสายหนึ่งที่ไร้ผู้คนกุมบังเหียนให้ม้าเหยาะย่างไปช้าๆ บางขณะก็แหงนมองท้องฟ้าสดใส รู้สึกปลอดโปร่งอากาศอบอุ่น น่าจะเป็นต้นฤดูชุนเทียน (ใบไม้ผลิ)นางมองต้นไม้สองข้างทางที่มีดอกเบ่งบานด้วยหัวใจชื่นบานงดงามนักก็คือทุ่งดอกเบญจมาศสีเหลืองซึ่งปลูกอยู่ข้างทางของถนนสายยาว ละลานตาราวกับเป็นทุ่งทองคำที่ธรรมชาติสร้างขึ้น
อาการบาดเจ็บจากการโดนพิษทุเลาลงแล้วเหลือไว้แต่ความคับแค้นที่โดนบุรุษชุดขาวผู้นั้นลงมืออย่างอำมหิตได้ยินท่านน้าเรียกชื่อว่าอู๋ซี ย้ำว่าเจอหน้าอีกเมื่อไหร่ให้หลบไปไกลที่สุด
ไม่มีทางเสียละ
หากแต่ไปทางไหนดี เหนือใต้ ซ้าย หรือ ขวาถ้ามุ่งตรงไปยังเมืองที่เป็นเป้าหมายของศิษย์พี่ก็ไม่ยากเท่าไหร่แต่จะมีเรื่องราวสนุกสนาน มีความตื่นเต้นรออยู่ละหรือ เลี้ยวซ้ายเผื่อเจอท่านน้าหรือวกไปอีกทางอาจได้เจอชายฉกรรจ์ที่หลอกต้มตุ๋นเอาเงินแทงพนันก็เป็นได้
นางกุมบังเหียนมาถึงทางแยกลังเลใจว่าจะเลือกทางไหนดี เห็นม้าตัวหนึ่งทะยานพุ่งตรงเข้ามา ครั้นเข้ามาใกล้เห็นชายในชุดเทาและม้าสีน้ำตาลเร่งความเร็วพร้อมกับตะโกนว่า
“หลีกทาง”
เย่วชิงใช้มือรั้งบังเหียนม้าเพื่อหลบเข้าข้างทางเห็นม้าสีน้ำตาลวิ่งเฉียดผ่านข้างกายไป พลันเห็นขบวนคนในชุดสีดำควบม้าตามมาติดๆ ทั้งหมดใส่ชุดเกราะดำสวมหมวกเหล็ก บางคนถือดาบ และหนึ่งในนั้นกำลังง้างคันธนู
“อันตราย”นางตะโกนสุดเสียง
ลูกธนูหลุดออกจากแหล่งในห้วงขณะเดียวกันกับเสียงของเย่วชิงแผดขึ้นชายชุดเทาเบนร่างไปทางขวาหลบได้อย่างหวุดหวิด และยังชูมือซ้ายขึ้นครั้งหนึ่งแทนคำขอบคุณในขณะที่ขบวนคนชุดดำที่พาม้าเฉียดเข้ามา มีคนหนึ่งถลึงตามองหน้าชั่วครู่ก่อนมุ่งตรงไปยังเป้าหมายเบื้องหน้า
เย่วชิงยิ้มกว้างหัวใจเต้นระทึก หาได้หวาดกลัวต่อเหตุการณ์ตรงหน้าแต่อย่างใดยิ่งเห็นคนผู้หนึ่งถลึงตาใส่ยิ่งทำให้ตื่นเต้น
คนหนึ่งเสื้อสีเทาม้าสีน้ำตาล ส่วนคนอีกกลุ่มอยู่ในชุดเกราะสีดำ พร้อมอาวุธครบมือตามไล่ล่ากันอย่างนี้ช่างเร้าใจยิ่งนัก เรื่องตามรอยศิษย์พี่ หรือสิ่งอื่นนั้นเอาไว้ก่อน
นางมองกลุ่มคนซึ่งมุ่งตรงไปข้างหน้าแล้วบังคับม้าให้พุ่งทะยานตามไปหัวร่อเสียงใส หัวใจเบิกบานเหมือนนกน้อยบินขึ้นฟ้า
………………………………………………
การรอคอยไม่ใช่สิ่งที่เย่วชิงชอบใจนัก
ยกเว้นในบางสถานการณ์ที่ความสนใจใคร่รู้ทวีขึ้นอย่างรุนแรงความมุทะลุแปรเปลี่ยนเป็นความใจเย็น บางครั้งถึงขั้นยอมเป็นแมวซึมเซา ไม่ขยับไปไหน
นางนอนอยู่บนต้นไม้ใหญ่หลายชั่วยามแล้วแสงตะวันลับหาย มีความมืดเข้าปกคลุมแทนสิ่งที่ช่วยแก้ความเบื่อหน่ายก็คือกระปุกสุราในมือ ซึ่งดื่มไปจนเหลือไม่ถึงครึ่งเสียงนกกลางคืนเริ่มส่งเสียง พลันได้ยินคนเคลื่อนไหวอยู่ทางด้านล่าง
หญิงสาวไล่ตามพวกคนชุดดำมาจนทันแต่ไม่พบบุรุษเสื้อน้ำตาล คาดว่าคงหลบหนีไปได้ ก่อนจะพบว่าชายฉกรรจ์เหล่านี้ขับม้าผ่านป่าไผ่ดกครึ้มก่อนมาหยุดอยู่ตรงลำน้ำใหญ่เงียบสงบ หนึ่งในนั้นพาม้าไปกินหญ้าส่วนที่เหลือสอดส่ายสายตาไปรอบบริเวณด้วยท่าทีระแวดระวัง แล้วยังมีเหล่าทหารชุดดำตามมาสมทบอีกชุดหนึ่ง
พวกนี้เป็นใคร เหมือนสุมกำลังคนเพื่อก่อการบางอย่าง
แต่เมื่อยังทำอะไรไม่ได้นางก็ทำได้แค่เอนหลังพิงกับกิ่งก้านใหญ่ เอาแขนหนุนหัว หลับตาหูยังแว่วฟังผู้คนเบื้องล่าง แม้อยู่ห่างกันไม่กี่วา แต่ต้นไม้มีใบไม้ดกหนาบดบังเมื่อมองขึ้นมาจะเห็นอะไรได้นอกจากม่านสีดำของราตรีกาลและดวงจันทร์
จู่ๆ รถม้าสีดำคันหนึ่งวิ่งตรงมาจอดสงบนิ่งอยู่ตรงริมธารไม่มีใครก้าวลงมา แต่เห็นคนชุดดำเหล่านั้นต่างตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบเงียบเสียงราวกับรอการมาของใครบางคน
ในขณะที่สายตามุ่งไปยังเบื้องล่างได้ยินเสียงสวบสาบดังขึ้นทางด้านหลังยังไม่ทันเหลียวไปดูก็พลันรู้สึกเหมือนมีแขนข้างหนึ่งกดบ่าไว้ กลิ่นหอมจางๆ จากร่างนั้นเตะจมูก
“เงียบไว้ ”
เย่วชิงอยากอ้าปากร้องออกมาเสียงดังแต่กลับโดนมืออีกข้างปิดไว้ แต่ในใจพลันร่ำร้อง
นางพยายามดิ้นรนขัดขืนแต่ไม่เป็นผลเมื่อไม่มีทางเลือกจึงใช้ศอกกระแทกเบาๆ ตรงชายโครง นั่นแหละมือที่ปิดปากจึงคลายออก
“ท่านน้ามาทำอะไรที่นี่”
“เจ้าต่างหากต้องตอบ”
เย่วชิงหัวเราะคิกคักนั่นสินะ นางควรเดินทางไปตามหาศิษย์พี่ แต่เพราะความอยากรู้ของตัวเองจึงหลงมาโดยบังเอิญ
นางหันไปมองวงหน้าด้านข้างของ“ท่านน้า” แม้มองเห็นท่ามกลางความมืด มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่าน ริมฝีปากบางดุจสตรีเม้มสนิทจมูกเรียวยาว คิ้วขมวด มองเหมือนเห็นภูเขาสูงที่ปกคลุมไปด้วยหิมะอันเย็นเยือกช่างเป็นบุรุษผู้เคร่งขรึม คาดเดาอารมณ์ได้ยากลำบากยิ่งแต่ทำไมเมื่ออยู่ใกล้เยี่ยงนี้ แถมไหล่ยังถูกท่านน้าเกาะกุมไว้อีกต่างหากกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
เย่วชิงเอ๋ยเย่วชิงกำลังคิดอะไรอยู่อยากทำลายภูเขาน้ำแข็งกระนั้นหรือ
“ปล่อยข้าเถอะ”ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเสียใจกันแน่ เพราะท่านน้ามองเห็นแต่อาเฟยในตัวนาง
ยังไม่ทันได้คำตอบได้ยินเสียงตะโกนจากเหล่านักรบชุดดำ เมื่อมองลงไปก็แทบจะพลัดตกลงจากต้นไม้เรือสีขาวลำหนึ่งกำลังจอดสงบอยู่ตรงริมธาร แม้เห็นเพียงชั่วขณะแต่จำได้แม่นว่าใครกันเป็นเจ้าของเรือลำนั้น
เย่วชิงมึนงงยิ่งนักธุระของท่านน้าคือมาดักรอเจอกงจื๊อชุดขาวผู้นี้ ทั้งๆที่แยกจากกันได้ไม่กี่วันอย่างนั้นหรือ ส่วนเจ้านายของคนชุดดำเป็นคนแพร่พิษใส่นาง
เจ้าของเรือลงมาแล้วเป็นเจ้าของชื่อ “อู๋ซี” จริงๆ แต่คราวนี้บุรุษผู้มีความเป็นมาลึกลับไม่ได้ใส่ชุดขาวเหมือนครั้งก่อน แต่เป็นเสื้อผ้าดำเหมือนท้องฟ้าไร้ดาวผมรวบไว้เป็นระเบียบ สีหน้าเย็นชาราวไร้ชีวิต
“คำนับท่านขุนพล”ทหารชุดดำเหล่านั้นแผดเสียงพร้อมกัน
บุรุษเจ้าเล่ห์ไม่เพียงมีเป็นหัวหน้าของกลุ่มคนชุดดำพวกนั้นยังมีฐานะเป็นขุนพลอีกต่างหาก
ถ้าอย่างนั้นท่านน้าเล่า
“ขุนพลอู๋”เดินผ่านคนเหล่านั้นไปแล้วหยุดยืนอยู่หน้ารถม้าสีดำ แล้วพลันหยุดชะงักไว้ก่อนกล่าวเสียงกังวาน
“ไหนๆ ก็มาแล้วขอเชิญออกมาทักทายกัน จะหลบซ่อนเป็นโจรป่าไปทำไม”
เย่วชิงสะดุ้งเฮือกนึกว่าไม่มีใครเห็นเสียแล้ว อู๋ซี เจ้ายิ่งมายิ่งร้ายกาจ
“หยุดไว้”เสียงทุ้มกระซิบอยู่ข้างหู และมือข้างหนึ่งยังกุมไหล่นางไว้ด้วยในขณะที่พยายามจะสะบัดหลุดได้ยินเสียงหัวเราะดังกังวานขึ้นแล้วเห็นร่างคนผู้หนึ่งพลิ้วลงจากต้นไม้แล้วยืนหยัดบนพื้น มองจากด้านหลังเห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่แผ่นหลังตั้งตรง ยืนประจันหน้ากับขุนพลอู๋ซี
“ข้าหลบซ่อนก็เพราะเป็นโจรป่านะสิท่านขุนพล”
หญิงสาวอุทานดังเอ๊ะแม้ไม่คุ้นกับน้ำเสียง แต่เมื่อมองที่เสื้อสีเทาพลันนึกถึงชายที่ขี่ม้าสีน้ำตาลขึ้นมาทันที
ท่านน้า ขุนพลอู๋ซีชายเสื้อเทา มีอะไรเกี่ยวข้องกัน
“คนของป่าสำราญช่างมีพฤติกรรมประหลาดนักลักลอบเข้าไปสอดแนมในค่ายทหารของเรา ขโมยแผนที่ทางทหารหลบหนีไปแล้ววกกลับมาทำไมกัน”
บุรุษเสื้อเทาหัวร่อเสียงดังตอบกลับว่า
“แผนที่ทางทหารอะไรกันเล่าที่ข้าหยิบออกมาเป็นเพียงหนังสือกวีเพียงเล่มหนึ่ง ช่างเข้าใจล้อเล่นนัก”
“จะรับมือกับคนของป่าสำราญก็ต้องวางแผนซ้อนแผนอย่างนี้เป็นธรรมดาเป้าหมายของท่านคงจะอยู่ที่เรื่องอื่นกระมัง”
ชายชุดเทายืนนิ่งไม่ตอบคำ
“ว่ายังไงเล่าเฉินตง”
นางได้ยินเสียงขุนพลอู๋กล่าวเสียงชัดเจนชายชุดเทามีชื่อว่าเฉินตง เป็นคนของป่าสำราญอะไรนั่นคงเป็นคู่ปรปักษ์กับกลุ่มคนชุดดำเหล่านี้นั่นเอง
“อัศวินดำคงพร้อมจะกลับมาจริงๆแล้วสินะ”
อู๋ซีพลันแหงนหน้าหัวเราะเสียงดังแล้วดีดนิ้วครั้งหนึ่ง เหล่าคนชุดดำเหล่านั้นพากันชักอาวุธโดยพร้อมเพรียง
เย่วชิงใจเต้นระทึกคนของขุนพลอู๋มีนับสิบ ส่วนชายชื่อเฉินตง มีแค่ตัวคนเดียวจะเอาตัวรอดได้ละหรือ
“ใครว่าอัศวินดำแต่ฝ่ายเดียวเล่ายังมีคุณชายหลี่” อู๋ซีกล่าวแล้วแหงนขึ้นมอง “ขอเชิญท่าน”
“ไป”ได้ยินเสียงดังกังวานข้างหู แล้วเหมือนมีมือข้างหนึ่งฉุดไหล่นาง ส่งร่างลอยคว้างกลางอากาศก่อนจะพบว่าตัวเองมายืนอยู่บนพื้นดินในช่วงเวลาแค่พริบตาเบื้องหน้าคือขุนพลอู๋กับลูกน้อง ส่วนทางด้านขวาคือชายชื่อเฉินตง
ขุนพลอู๋ซีพลันปรบมือเสียงดังพูดน้ำเสียงเย็นเยียบว่า
“น่าสนุกนักมีทั้งอัศวินดำ ป่าสำราญ แล้วนี่ยังเพิ่มเมฆขาวเข้ามาอีก”
นางได้ยินคำว่าเมฆขาวทำให้ต้องหันไปมองท่านน้าที่ยืนกอดอกนิ่งอยู่ นี่เป็นเรื่องราวอะไรกันแน่ดูไม่ออกว่าใครเป็นมิตรกับใครกัน
แต่ศัตรูของนางมีเพียงแค่คนเดียวคืออู๋ซี
“พี่หลี่พาเด็กรับใช้มาด้วยงั้นหรือแม้แค่เด็กรับใช้ก็ยังไม่ธรรมดา นับถือๆ”
เย่วชิงถลึงตาใส่อยากถอนแค้นยิ่ง
“เลิกราแต่เพียงเท่านี้เถอะถือว่าพบหน้าเพื่อท้าทาย” ท่านน้ากล่าว
“ไม่ได้นะ”เย่วชิงพูดแทรก ก่อนเงียบเสียงเมื่อเห็นสายตาดุปรามเอาไว้
“พี่หลี่”เฉินตงหันมาทางนางและท่านน้า “อัศวินดำมากันนับสิบเช่นนี้ จะยอมให้พวกเราจากไปโดยง่ายละหรือ”
อู๋ซีดีดนิ้วขวาครั้งหนึ่งทหารอัศวินดำทางด้านหลังเก็บอาวุธลงพร้อมกัน
หญิงสาวหน้าแปรเปลี่ยนไปแค่คำพูดประโยคเดียวดูทำให้สถานการณ์พลิกผันอีกแล้ว หันไปมองท่านน้าแวบหนึ่ง เห็น“คุณชายหลี่” เอามือกอดอก สีหน้าไม่แสดงความรู้สึกใด
“ทหารพวกนี้ผนวกกับข้าอีกคนด้วย ไหนเลยจะต้านผู้นำของป่าสำราญและกองกำลังเมฆขาวได้เล่า”
เฉินตงกล่าวต่อว่า
“สองปีผ่านไปเร็วเหลือเกินข้าเพียงแวะมาเยี่ยมเยือนพวกท่านว่ายังสบายดีอยู่หรือไม่สถานที่เยี่ยงนี้ย่อมไม่เหมาะกับการลงมือ เอาไว้เจอกันในสนามรบเถอะ”
เย่วชิงยิ่งฟังยิ่งระทึกใจเมื่อได้เข้ามาอยู่วงล้อมของผู้เยี่ยมยุทธ์เหล่านี้แล้วไหนนะ เจอกันในสนามรบอย่างนั้นหรือ โอ้โฮ สนุกสนานยิ่งนัก
“เสียดายนักขาดคนผู้หนึ่งไป ใช่หรือไม่คุณชายหลี่” อู๋ซีกล่าวแทรก
นางเห็นท่านน้ากำมือแน่นไหล่สั่นสะท้าน ราวกับคำพูดนั้นไปสะกิดบางอย่างในใจ
“เด็กหนุ่มผมทองคนนั้นไง…”
เย่วชิงอ้าปากกว้างหัวใจเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หัวหน้าของอัศวินดำกล่าวถึงใครกันแน่อย่าบอกนะว่าเป็น…
“งั้นข้าคงต้องขอตัว”เฉินตงกล่าว หันมาทางท่านน้าและนาง พูดขึ้นว่า
“เจ้าหนุ่มชื่ออะไร”
นางเอานิ้วชี้ที่ตัวเองมองหน้าคนถามเขาผู้แนะนำตัวเองว่าเป็นนักรบป่า แต่งตัวช่างเรียบง่าย ผมยุ่งสยาย มีหนวดเครา และยิ้มน้อยๆ ให้กับนาง
“เจ้านั่นแหละ”
“อาเฟย”
เฉินตงพยักหน้ารับรู้แล้วเดินจากไปหรือว่าโจรป่าจะจำนางได้
คนจากไปแล้วแต่มีเสียงของคนผู้หนึ่งดังเข้าหู
“พวกเราก็สมควรไปเจ้าระวังตัวด้วย”
แปลกยิ่งนักเย่วชิงคิดในใจ ริมฝีปากท่านน้าเม้มสนิท สายตาจ้องมองไปที่พวกอัศวินดำเหล่านั้นแล้วเสียงนั้นดังมาจากไหน
แต่ก็นะ จะจากไปเฉยๆได้ยังไงเล่า
นางล้วงลงไปในอกเสื้อหยิบกระปุกเหล้าที่เหลือครึ่งหนึ่งออกมา สูดลมหายใจลึกยาว โยนมันลอยออกไปกลางอากาศพร้อมตะโกนบอก
“รับไว้คุณชายสุรารสดี”
เย่วชิงใช้มือกระตุกแขนเสื้อท่านน้าแล้วเร่งฝีเท้ากลับออกมาทันที
………………………………………
นางออกมาจากชายป่าบริเวณนั้นแล้วรีบกระโจนขึ้นมาแล้วควบม้าหนีออกมาโดยเร็ว ได้ยินเสียงม้าของคุณชายหลี่อยู่ข้างหลังจนออกได้ระยะหนึ่งจึงชะลอม้าหันมาพูดว่า
“พวกนั้นตามมาหรือไม่”
“ไหนว่าจะไปตามหาศิษย์พี่”
เย่วชิงยิ้มแห้ง
“เจ้าเกือบตายแล้วยังไม่รู้อีกหรืออาเฟย”
“คงไม่มั้ง”
“ข้าเตือนแล้วไม่ใช่หรือให้อยู่ห่างไกลจากอู๋ซีผู้นั้น แต่นี่เจ้า…”
นางถอนหายใจเสียงดัง
“รู้แล้วน่าแต่ท่านไม่ต้องห่วงขุนพลอู๋นั่นให้มากนักหรอก”
“ทำไม”
เย่วชิงกุมบังเหียนม้าไว้แน่นมองหน้าคนถาม
“ขุนพลอู๋คงเพลินกับสุราที่ข้าจัดหาไว้ให้นั่นยังไง”
นางไม่รอฟังคำตอบกระตุกบังเหียนใช้เท้ากระแทกเบาๆ ม้าสีแดงทะยานพรุ่งไปข้างหน้า รู้สึกเริงร่าอย่างบอกไม่ถูก
ไม่บอกให้ท่านน้ารู้จะดีกว่าให้รู้จักนางในฐานะขอทานน้อย ด้อยปัญญาไปเถิด
เย่วชิงเกิดมาไม่เคยเอาเปรียบใครแต่ไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบด้วยเหมือนกัน
ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอัศวินดำหากโดนขอทานน้อยวางยาพิษได้ก็เสียชื่อยอดคนหมด
ใครเล่าจะคาดเดาได้
รู้แต่ว่าอย่างไรเสียก็ต้องเอาคืนอย่างสาสม สำเร็จหรือล้มเหลวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
นี่คือหลักการในการใช้ชีวิตของนางไม่เปลี่ยนแปลงเด็ดขาด