ตอนที่ 63จดหมายขู่ฆ่าและการเผชิญหน้ากับผู้มองอนาคต
หอกหนาม ดาบตะขาบและชุดเกราะหมาป่าไอเทมทั้งสามชิ้นเป็นไอเทมเกรดสีส้มที่เขามีอยู่ ถึงจะเสียดายแต่เขาก็ตัดสินใจดึงเอาพลังของมันกลั่นออกมาเป็นคลื่นพลังของตัวเอง
กระบวนการนี้เริ่มตลอดทั้งคืนจนเกือบจะถึงเวลาเช้าในที่สุดลุคก็กลั่นพลังงานให้กลายเป็นคลื่นพลังของตัวเองเพิ่มอีก 3 หน่วยรวมแล้วเขามีคลื่นพลังที่กลั่นแล้วถึง 5 หน่วย
แต่หลังจากนั้นลุคก็พึ่งค้นพบหนึ่งปัญหาหนึ่งหน่วยคลื่นพลังงานในร่างกายตอนเลื่อนระดับต้องใช้หินพลังงาน 24 ก้อนแต่ตอนนี้มันเพิ่มอย่างน้อย 5 เท่าซึ่งเขาต้องเพิ่มหินพลังงานไปอีกอย่างน้อย 120ก้อนและลุคก็สังหรณ์ใจว่าแค่นั้นอาจจะไม่พอด้วย
“เรายังมีไม่พอ” ลุคมองดูหินพลังงานรอบตัวก่อนจะตัดสินใจไม่ข้ามระดับในตอนนี้ เขาต้องการหินพลังงานมากกว่านี้
บึม!
ในตอนนั้นเองลุคที่ก้าวขาไประดับ E ข้างหนึ่งแล้วสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดของพลังงานต่างมิติรอบตัวไหลไปยังทิศทางประตู ต้นต่อมาจากชั้นล่างที่ห้องนั่งเล่น
เขารีบออกจากห้องเดินลงไปที่ห้องนั่งเล่นก็พบว่าเป็นนิโคล
นิโคลสูดลมหายใจและผ่อนออกมาไอพลังงานต่างมิติเคลื่อนไหวตามเธอย่างชัดเจนความสามารถในการดูดซับพลังงานต่างมิติที่แข็งแกร่งกว่าระดับ F แสดงให้เห็นว่าเธอที่ข้ามผ่านเป็นเหนือมนุษย์ระดับE แล้ว
“เธอทำสำเร็จแล้ว” ลุคเดินลงมาและกล่าวชม
“ต้องขอบคุณวิธีของนายไม่อย่างนั้นฉันคงติดอยู่ระดับนี้อีกหลายปี”นิโคลกล่าวขอบคุณลุคอย่างจริงใจ แต่แล้วเธอก็สัมผัสได้ถึงระดับของลุคที่มันแปลกมาก
“พลังของนายเหมือนจะหยุดพลังไว้ ทำไมนายไม่ข้ามเป็นระดับ E”
“ฉันยังขาดหินพลังงานอยู่”
“นายไม่ได้ซื้อหินพลังงานไว้ใช้ข้ามระดับเหรอ ฉันยังพอมีเหลืออยู่นายเอาไปใช้ก็ได้”
นิโคลมองทำหน้าไม่เข้าใจ เธอเดินไปหยิบหินพลังงานในกระเป๋าที่วางอยู่บนโซฟาซึ่งมีอยู่ราว ๆ 20 กว่าก้อน
“ไม่หรอก มันไม่พอ เอาไว้เดี๋ยวฉันจะออกไปซื้อเองแล้วบอสตันกับไอกะเป็นยังไงบ้าง?” ลุคกล่าวปฏิเสธน้ำใจอย่างมีเหตุผลและสอบถามถึงการพัฒนาของอีกสองคน
“ตอนฉันออกมาก็เกือบเช้าแล้วพวกเขาน่าจะยังอยู่ในอ่างไว้ออกมาแล้วฉันจะถามให้”
ลุคพยักหน้าเข้าใจเขาออกจากบ้านไปที่หอหีบสมบัติเพื่อซื้อหินพลังงานเพิ่มจำนวนที่ลุคซื้อมานั้นมากถึง 200 ชิ้น
“หวังว่าจะเพียงพอ”
ลุคมองดูกระเป๋าที่ตัวเองถือด้านในมีหินพลังงานวัตถุที่มีค่าของโลกต่างมิติซึ่งถูกวางไว้บนตักของเขา หลังจากได้หินพลังงานมาเขาไม่ได้กลับไปในทันที แต่เลือกจะไปเยี่ยมเจนที่นอนอยู่ที่โรงพยาบาล
ต่อรถอีกสองสามรอบและใช้เวลานั่งรถอยู่พักใหญ่ก็มาถึงโรงพยาบาลประจำเขต5 เขาไม่ได้ย้ายโรงพยาบาลไปโรงพยาบาลอื่นเพราะเจนนั้นยังต้องใช้เวลาในการพักฟื้นจากการผ่าตัดถ้าเคลื่อนย้ายเธอตอนนี้อาจจะมีปัญหาได้
แถมเขาก็ไว้ใจหมอที่ดูแลเครสของเจน เพราะเป็นหมอที่ดูแลมาตั้งแต่ต้น
ลุคถือกระเป๋าและแวะไปซื้อดอกไม้มาช่อหนึ่ง หวังไว้วางไว้ให้เจนถึงจะไม่สามารถเอาไปวางในห้องปลอดเชื่อได้ก็ตาม
ร้านขายดอกไม้อยู่ฝั่งตรงข้ามถนนกับโรงพยาบาลซึ่งถือว่าเป็นทำเลทองเลยทีเดียว นอกจากจะอยู่ใกล้โรงพยาบาลแล้วยังมีผู้คนพลุกพล่านพื้นที่อื่นในเขต5
“ขอบคุณครับ”
เขายืนมือไปรับดอกไม้มา เดินรอตรงทางม้าลายเพื่อข้ามถนนตอนนั้นสายตาลุคก็กวาดผ่านผู้คนแต่แล้วเขาก็ต้องสะดุดกับบุคคลหนึ่งที่แต่งกายด้วยชุดสกปรกและผมเผ้ารุงรัง
ใบหน้าเขาแข็งค้างก่อนจะรีบวิ่งข้ามถนนไปในทันทีสร้างความแตกตื่นให้กับผู้คนที่ขับรถไปมาอยู่ไม่น้อยแต่พอไปถึงลุคก็ไม่เห็นชายคนนั้นอีก
“คิดไปเอง!?”
ลุคมองหาแต่ไม่เจอ คนที่เขาเห็นเหมือนกับชายเสียสติแต่เท่าที่เขารู้ชายเสียสติคนนั้นถูกจังอยุ่ที่ร้านอสูรกายไม่น่าจะโผล่มาที่นี่ได้
“คุณครับ”
มีเสียงเรียกมาจากทางด้านหลังลุคหันขวับกลับไปด้วยแววตาระมัดระวังพร้อมกับปลดปล่อยคลื่นพลังออกมาแต่เขาพบว่าไม่ใช่ชายเสียสติ แต่เป็นตำรวจจราจร
ตำรวจจราจรมีใบหน้าหวาดกลัวราวกับว่าเขากำลังเจอกับมอนสเตอร์สุดอันตรายแต่ด้วยหน้าที่ มือจึงจับกระบองไฟข้างเอวอย่างหนักแน่น
“ขอโทษทีครับ คุณตำรวจมีอะไรหรือเปล่า” ลุคเก็บคลื่นพลังของตัวเองไป
“คุณข้ามถนนมาทำไมเรื่องนี้ผิดกฎจราจรและอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้” ตำรวจจราจรถามเสียงสั่น
“ขอโทษทีครับ พอดีผมเป็นฮันเตอร์และเห็นอาชญากรเหนือมนุษย์ที่มีในประกาศเลยรีบข้ามถนนมาโดยไม่ได้ดูสัญญาณไฟจราจร”ลุครีบหาข้ออ้างที่จริงเรื่องเกี่ยวกับพวกตลาดมืดนั้นอันตรายยิ่งกว่าอาชญากรทั่วไปซะอีก
“อาชญากรเหนือมนุษย์!” ตำรวจจราจรเข้าใจว่าคนแบบนั้นอันตรายมากแค่ไหนจึงรีบหันมองรอบ ๆ อย่างหวาดระแวงในทันที
“เขาหายไปแล้ว แต่คุณควรส่งตำรวจมาตรวจดูแถวนี้อีกสักรอบดูคนที่มีท่าทางพิรุธไว้ก็ดี” ลุคแนะนำ ก่อนจะขอตัวเดินเข้ามาในโรงพยาบาล
เขาแวะไปหาหมอเจ้าของเครสของเจนก่อนจะแวะเอาดอกไม้ไปเยี่ยมเจนในตอนนี้หมอย้ายเจนไปที่ห้องพักฟื้นหลังผ่าตัดที่เป็นห้องเดี่ยวแล้วลุคจึงสามารถเข้าไปเยี่ยมน้องสาวได้แล้วเขาวางดอกไม้ไว้ในแจกันที่ว่างเปล่าภายในห้องก่อนจะเดินไปนั่งข้างเตียงและจับมือมองดูเจนด้วยแววตาเศร้า ๆ
“เจนได้ยินพี่ไหม...”
ลุคใช้เวลาเล่าเรื่องที่ผ่านมาให้กับเจนได้ฟังและพูดกับเธออยู่พักใหญ่
หลังกล่าวลาน้องสาว เขาก็เดินออกจากห้องไปตามทางเดินก่อนจะผ่านเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์แต่แล้วพยาบาลประชาสัมพันธ์ที่จำเขาได้ว่าเป็นใครก็เรียกเขาในทันที
“ขอโทษนะคะ คุณลุคใช่หรือไม่ค่ะ”
ลุคประหลาดใจ เดินเข้าไปหาและพยักหน้ารับ “ใช่ครับ มีอะไรหรือเปล่า”
“พอดีว่ามีคนฝากข้อความมาถึงคุณนะคะ”พยาบาลหญิงยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่พับมาแบบเบี้ยว ๆและมีรอยเลือดติดอยู่ตามมุมเล็กน้อย คนทั่วไปยากจะแยกออกว่านั้นคือเลือดแต่ลุคเห็นฮันเตอร์คุ้นเคยกับเลือดมอนสเตอร์จึงรู้ได้ทันที
‘เลือดมอนสเตอร์ เหมือนจะไม่ตั้งใจแต่ติดมาตอนพับกระดาษ’ลุคมองดูจดหมายด้วยความสงสัย ก่อนจะเปิดอ่านเนื้อหาด้านใน
“นายต้องฆ่าเธอ”
ในจดหมายมีข้อความเดียว แต่มือของลุคกลับสั่นในทันทีก่อนจะวิ่งกลับไปที่ห้องของเจนด้วยความรีบร้อน ทำให้พยาบาลก็ยังตกใจลุกขึ้นยืนชะโงกหน้าดูลุคที่หายไปจากทางเดินด้วยความสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้น!
เขามาถึงห้องพักก็พบว่าเจนยังปลอดภัยดีและไม่มีใครอยู่แถวนี้แต่ก็ไม่ประมาทลุคเข้าไปค้นทั่วทั้งห้องก่อนที่สักพักหมอผู้ดูแลเจนจะเดินเข้ามาพร้อมกับพยาบาลที่ไปแจ้ง
“คุณลุคเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าทำไมถึงเข้ามาค้นห้องคุณกำลังทำให้คนอื่น ๆ ตกใจ”
“หมอมีคนขู่จะฆ่าน้องสาวผม” ลุคส่งจดหมายให้กับหมอ ก่อนจะเล่าว่า“ก่อนหน้านั้นผมจับกุมสองอาชญากรได้บางที่พรรคพวกของคนเหล่านั้นอาจจะต้องการแก้แค้นหมอช่วยขอตำรวจสักสองนายมาเฝ้าห้องน้องสาวผมก่อนได้ไหมแล้วผมจะไปแจ้งความอีกที”
“ได้ ผมจะรีบจัดการให้” หมอกล่าวรับปากและส่งให้พยาบาลไปจัดการเรื่องนี้
ที่ลุคทำแบบนี้เพื่อกดดันและหาคนมาช่วยเฝ้าระวังเจนไม่ให้ชายเสียสติมาทำอันตรายเธอได้ก่อนที่เขาจะเริ่มคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“ชายเสียสตินั้นคือสินค้าของร้านอสูรกายพวกนั้นไม่น่าจะปล่อยเขาออกมา หรือว่าเอาไปส่งเจ้าของแล้วเจ้าของส่งมาตามล่าไม่ก็ชายเสียสติคนนั้นหนีออกมาเพื่อจะมาฆ่าเจน โอกาสแรกมีความเป็นไปได้น้อยมากเพราะถ้าเป็นคนที่สามารถซื้อและรู้เรื่องพลังของชายสติไม่ดีคนนั้นคงไม่ต้องให้ชายคนนี้มาจัดการเจนเองเพราะแบบนั้นอาจจะเสี่ยงที่ชายที่มองเห็นอนาคตจะตายได้ มีโอกาสเป็นอย่างหลังมากกว่าชายคนนั้นหนีจากร้านอสูรกายและกำลังหลบหนีอยู่ แต่ก็ไม่ลดความพยายามในการฆ่าเจน”
“ตอนที่มันอยู่หน้าโรงพยาบาลก็ต้องเป็นมัน แต่มันหนีทำไม เห็นอนาคตมันเห็นเราและกลัวอันตรายจึงเลือกจะหนีไม่ลงมือต่อ แต่ใช้จดหมายมาข่มขู่หรือเกลี้ยกล่อมให้จัดการเจน”
ลุคหน้าตึงแววตาเย็นยะเยือกราวน้ำแข็งในทันทีเขามั่นใจว่าชายสติไม่ดีคนนั้นมีพลังในการมองเห็นอนาคต และภาพที่เขาเห็นในตลาดมืดอาจจะเป็นภาพที่เกิดขึ้นจริงหรืออาจจะไม่เกิดขึ้นจริงก็ได้แต่ไม่ว่าทางไหนเขาก็ไม่มีทางฆ่าน้องสาวตัวเอง
เจนยังคงเป็นเจน เป็นน้องสาวของเขา
“มีคนจ้องจะฆ่าเจน ฉันต้องรีบหาตัวเขา”
หลังจากตำรวจมาลุคไม่ได้อยู่ต่อแต่กลับจะเดินออกมาจากโรงพยาบาลและไปขึ้นรถบัสประจำทาง
“ทำไมไม่ฆ่าเธอ”
ตอนนั้นก็มีเสียงดังมาจากเบาะข้างหลังลุค
“นายรู้ว่าฉันจะมาจริง ๆ ด้วย” ลุคประหลาดใจแต่ไม่แปลกใจเพราะเขาคาดการไว้อยู่แล้วว่าบางทีชายคนนี้เมื่อเล่นงานเจนไม่ได้จะต้องมาหาเขา
“นายไม่ใช่เหนือมนุษย์แต่กลับมีพลังพรสวรรค์ฉันอยากรู้ว่านายใช้พลังได้ยังไง” ลุคเอ่ยถามออกมาตรง ๆ แต่เสียงนั้นไม่ยอมตอบ
“ฆ่าเธอซะ เมืองนี้ถึงจะปลอดภัย” เสียงยังคงกล่าวต่อไป
“นายมีพลังมองอนาคตใช่ไหม”
“ใช่ ฉันยอมรับว่าฉันเห็นมันฉันคือผู้มองอนาคตและวันนั้นที่ลำแสงขึ้นฟ้าทำให้ฉันเห็นภาพที่เธอนำหายนะมานายต้องฆ่าเธอเพื่อแลกกับชีวิตคนทั้งเมือง”
“ไม่ เธอคือน้องสาวของฉัน” ลุคกล่าวเสียงเย็นชา
สวนกลับมาในทันที “เสียสละคนหนึ่งแลกกับชีวิตนับหมื่น”
คราวนี้ลุคไม่ตอบบ้าง “นายรู้อะไรเกี่ยวกับน้องสาวของฉันบอกมาหรือเห็นแค่น้องฉันและชาวเมืองที่ตายแบบที่ฉันเห็น”
“นายอยากจะถามว่าน้องสาวนายคืออะไรใช่ไหม” เสียงนั้นลากยาวก่อนจะพูดต่อว่า “ฉันไม่เห็นขนาดนั้น และฉันก็เห็นแค่ภาพที่เคยให้นายดูเกี่ยวกับเธอก่อนที่จะไม่เห็นอะไรอีกเกี่ยวกับเธอ แน่นอนว่าฉันพยายามมองหาอนาคตที่จะฆ่าเธอแล้วแต่ฉันทำไม่ได้และนายจะต้องเป็นคนจัดการเธอ เพื่อช่วยเหลือเมืองนี้”
“นายบอกว่านายฆ่าเธอไม่ได้ แล้วนายเห็นฉันฆ่าน้องสาวของตัวเองไหมฉันพนันได้เลยว่านายไม่มีทางมองเห็นมัน” ลุคกล่าวเหน็บแนม ขณะที่ในใจก็คิดว่า‘พลังพรสวรรค์มองอนาคตมีข้อกำจัดแน่นอน’
ผู้มองอนาคตเงียบไป เขาจึงถามต่อว่า
“ปล่อยเจนไป แล้วฉันจะลืมเรื่องนี้”
“ไม่ ฉันได้พลังเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ฉันจะไม่ยอมให้หายนะเกิดขึ้นภายในเมืองนี้ทำตามที่ฉันบอกซะไม่อย่างนั้นฉันจะใช้ทุกทางเพื่อฆ่าเธอ”
พวกเบี้ยวที่คิดว่าตัวเองได้รับพลังเพราะมีหน้าที่ยิ่งใหญ่...คนพวกนี้คุยได้ยากลุคถามเพิ่มเติม “นายไม่ลงมือเองเพราะยังไม่ใช่เหนือมนุษย์แต่สติของนายเป็นยังไงบ้างขณะที่พลังพรสวรรค์ดูดซับพลังในร่างกายไปขนาดนั้น”
“ฆ่าเธอซะ” ผู้มองอนาคตกล่าวเสียงแข็งอีกครั้งโดยไม่คิดจะบอกข้อมูลอะไรกับลุคอีกแล้ว
“นายไม่กลัวฉันฆ่านายหรือไง” ลุคเผยเจตนาฆ่าอย่างชัดเจนเพราะรู้ว่าชายคนนี้ไม่ว่าจะหัวเด็ดตีนขาดยังไงก็จะฆ่าน้องเขา
“นายก็รู้ว่าฉันไม่อยู่ที่นี่” เสียงนั้นตัดสายไปมันเป็นแค่โทรศัพท์เครื่องหนึ่งที่วางอยู่เบาะด้านหลังเท่านั้น
ลุคมองออกไปนอกหน้าต่างก่อนจะเห็นผู้มองอนาคตยืนถือโทรศัพท์อยู่บนรถบัสที่กำลังวิ่งสวนกันก่อนจะหายไปบนเส้นทางด้านหลังพอดี
เขาเจอตัวชายสติไม่ดีที่เรียกตัวเองว่า ผู้มองอนาคตแล้วและก็มั่นใจว่าเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเจนแต่รู้จากภาพอนาคตไม่กี่วินาทีนั้นว่าเจนจะยืนอยู่กลางวงล้อมมอนสเตอร์และเหนือมนุษย์จะต่อสู้กับมอนสเตอร์ที่ล้อมเธอ
ชายคนนั้นจึงตีความว่าเจนคือคนที่นำหายนะในครั้งนี้มา
ลำแสงที่พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า มองเห็นเจนนำหายนะมามันเป็นวันเดียวกับที่ตัวตนที่เรียกตัวเองว่าเป็นองค์หญิงเทพอสูรคนนั้นปรากฏตัวเป็นครั้งแรก
“ไม่ใช่เจนที่เป็นคนนำหายนะมาแต่เป็นองค์หญิงเทพอสูรที่อยู่ในตัวของน้องสาวของฉันแน่นอนตัวตนนั้นเป็นเหมือนกับสิ่งที่เรียกว่าพรสวรรค์ถ้าฉันทำให้เจนมีสติขึ้นมาและควบคุมพลังพรสวรรค์ได้ตัวตนองค์หญิงเทพอสูรจะไม่มีทางปรากฏขึ้นมาอีก และหายนะก็จะหายไปด้วย”
ลุคค่อนข้างมั่นใจ แน่นอนว่าเขาต้องมีทำให้ตัวเองเชื่อแบบนั้นเพราะตัวตนขององค์หญิงเทพอสูรที่เป็นเหมือนพลังพรสวรรค์ผูกติดกับร่างน้องสาวของเขาสิ่งเดียวที่ทำได้คือเปลี่ยนและหยุดสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ในเมื่อขนาดตัวผู้มองอนาคตที่ไม่เป็นแม้แต่เหนือมนุษย์จะสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการที่เขาอาจจะเจอกับชายคนนั้นที่หน้าโรงพยาบาลแล้วหนีไปได้ก็แสดงว่าเขาก็เปลี่ยนสิ่งที่จะเกิดกับเจนได้เหมือนกัน
มองเห็นอนาคต แต่ใช่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างที่ผู้มองอนาคตจะเห็นเสมอไป
“ตอนนี้สิ่งที่ฉันต้องการคือเวลา”
เขาสรุปได้อย่างหนึ่ง พลังของชายคนนี้คือการมองเห็นอนาคตแน่นอนแต่ยังมองเห็นได้จำกัด ไม่ได้เห็นได้ตลอดเวลา และก็ไม่มีพลังต่อสู้ใด ๆไม่อย่างนั้นเขาไม่บอกให้ลุคฆ่าเจน แต่คงไปฆ่าเองแล้ว
แต่ยังไงชายคนนี้ก็อันตรายสุด ๆ อยู่ดี
เขาต้องหาทางหยุดไม่ให้ผู้มองอนาคตใช้พลังมาจัดการน้องสาวของเขาในช่วงเวลานี้ทางเดียวที่ลุคพอจะคิดออกคือ บีบให้ผู้มองอนาคตหันไปมองอนาคตตัวเอง
ผู้มองอนาคตไม่ปรากฏตัวออกมาเอง เพราะมีคนกำลังล่าเขาอยู่
ลุคนึกถึงการที่เขาโดนจับตัวเป็น ๆแสดงให้เห็นว่ามีใครอยากได้พลังพรสวรรค์ของเขา จึงให้ร้านอสูรกายไปจับมาแบบเป็น ๆเดาว่าก่อนหน้านั้นเขายังเสียสติจึงหนีไม่ได้และคนที่สั่งมาจับก็ไม่ต้องการฆ่าเขาเพราะกลัวจะมีคนค้นพบร่างพลังพรสวรรค์
‘ไปแจ้งพวกร้านอสูรกาย?’
‘ไม่!’ ลุคปฏิเสธทันทีเขาจะเอาตัวเองไปยุ่งในสิ่งที่ไม่ควรในตอนนี้ไม่ได้ ‘แต่ฉันขายข้อมูลนี้ให้กับร้านขายปากกาได้จากนั้นใช้เวลานี้จับมอนสเตอร์ รีบรักษาเจนนี่คือสิ่งสำคัญ’