เปลวไฟที่ลอยอยู่เต็มท้องฟ้าเหล่านั้นทยอยระเบิดออกจนประกายไฟขนาดเท่าเมล็ดข้าวมากมายแผ่กระจายออกไปราวดอกไม้ไฟทว่าประกายไฟทุกดวงกลับมีสีเขียวเข้ม ควบรวมตัวกันแน่นก่อนระเบิดออกทันทีที่ชนกัน
ด้วยเหตุนี้เสียงระเบิดจึงเพิ่มจำนวนขึ้นจากหนึ่งเป็นสิบสิบเป็นร้อย เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดสิ้นสุด อัดแน่นจนเสียงระเบิดดังกึกก้องราวเสียงสายฟ้าที่ดังติดต่อกันทำให้เซียวจิ่งหยวนรู้สึกได้ในชั่วพริบตาว่ารอบกายของตนกลายเป็นทะเลเพลิงอันทรงพลังไปแล้ว
“เจ้าบ้านี่...”
เซียวจิ่งหยวนทนไม่ไหวจนต้องก่นด่าออกมาเพราะเขารู้ดีว่าตนไม่ได้รู้จักชายหนุ่มตัวเตี้ยที่อยู่ด้านล่างนั่น ทั้งที่พวกเขาทั้งสองไม่เคยมีความแค้นและไม่เคยรู้จักกันมาก่อนทว่าคนผู้นั้นกลับโหดเหี้ยมจ้องทำร้ายเขาถึงตาย
“ข้าชักจะทนไม่ไหวแล้วนะ”
ร่างกายของเซียวจิ่งหยวนแผ่วงแสงออกมาอีกครั้งท่ามกลางเปลวไฟที่กำลังลุกโชนวงแสงนั้นมีขนาดใหญ่ประหนึ่งกงล้อหมุนวนขึ้นฟ้า และก่อตัวกลายเป็นดาบลม
ดาบลมอันหนาแน่นพัดวนไปรอบทิศประหนึ่งพายุหมุนชั่วครู่หนึ่งอากาศอันว่างเปล่ากลับดูเหมือนถูกเฉือนจนมีรอยแตกเล็กๆมากมายปรากฏขึ้น
เปลวไฟที่ลุกโชนพวยพุ่งปะทะเข้าไปในรอยแตกก่อนจะหยุดชะงัก แล้วค่อยๆ มอดดับลงไปอย่างรวดเร็ว
“หืม!”
ในขณะเดียวกันนั้นเองสีหน้าของชายหนุ่มร่างเตี้ยผิวดำอยู่ด้านล่างก็เปลี่ยนไปเขารีบปิดห่อเพลิงแล้วพูดขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง “ข้าคือสืออวี้ ผู้เป็นสาวกของเทพหินเพลิงเจ้าคือผู้ใดกัน”
“สืออวี้ที่แปลว่าหยกที่อยู่ในหินเช่นนั้นหรือ”
เซียวจิ่งหยวนผู้มีวงแสงรอบอยู่รอบกายกำลังลอยอยู่กลางอากาศพลางชำเลืองมองเล็กน้อย แล้วคิดในใจว่าชื่อดีๆ เช่นนี้ไม่เหมาะกับคนคนนี้เอาเสียเลย
ทว่าการชำเลืองมองเท่านี้ก็ทำให้สืออวี้เจ็บปวดอย่างมากต้องรู้ก่อนว่าเนื่องจากรูปลักษณ์ภายนอกของเขาไม่ค่อยน่ามองเรียกได้ว่าอัปลักษณ์ก็ได้ ดังนั้นสำหรับเขาแล้วรูปร่างหน้าตาถือว่าเป็นปมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา
แม้สำหรับเหล่าผู้บำเพ็ญแล้วร่างกายเป็นเพียงเรือที่ใช้เพื่อข้ามภพเท่านั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกระดูกรูปร่างหน้าตาจะดูดีหรือไม่มิได้มีผลต่อความเร็วในการบำเพ็ญ ยิ่งไปกว่านั้นตราบใดที่บำเพ็ญจนถึงขั้นสูงสุดจนบรรลุกลายเป็นเซียนแล้วก็มีโอกาสในการปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาของตนได้อยู่ดี
เวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงรูปร่างไม่ว่าร่างกายจะอัปลักษณ์สักเพียงใดก็สามารถเปลี่ยนให้งดงามน่ามองได้ตามความปรารถนาของตนทั้งยังสามารถคงความอ่อนเยาว์ให้อยู่ในรูปร่างของหนุ่มสาวไปได้ตลอดอีกด้วย
แต่สิ่งนี้กลับเป็นประโยชน์ที่มีเพียงเซียนเท่านั้นถึงจะได้รับ
หากยังไม่อาจบำเพ็ญจนกลายเป็นเซียนได้รูปร่างหน้าตาแต่เดิมเป็นอย่างไรจะต้องเป็นเช่นนั้นต่อไปนอกเสียจากว่าจะได้รับอาวุธสวรรค์ที่สามารถคงความอ่อนเยาว์และเปลี่ยนร่างเท่านั้นถึงสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาของตน
สืออวี้เข้าใจจุดนี้ดีทว่าเขากลับไม่พอใจ แม้เขาจะเกิดมาสูงส่ง มีสายเลือดขึ้นตรงกับเทพหินเพลิง มิใช่คนธรรมดาตั้งแต่เกิดนอกจากนี้ไหวพริบของเขายังไม่ได้แย่ไปกว่าผู้อื่น สามารถบรรลุถึงขั้นควบแน่นพลังงานลบตั้งแต่บำเพ็ญได้เพียงไม่กี่ปีเท่านั้นยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีความรักและการดูแลของเทพหินเพลิงตราบใดที่เขายังตั้งใจมุมานะบากบั่นต่อไปการบรรลุกลายเป็นเซียนคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร
อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องของอนาคต ทว่าเขากลับทนรอไม่ไหวอีกแล้วต่อให้จะเกิดมาสูงส่งและพิเศษมากสักเพียงใด หรือพลังจะเก่งกาจมากเท่าไร กลับไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงนี้ได้
เขาทั้งเตี้ยทั้งน่าเกลียดรูปร่างอัปลักษณ์ต่างจากปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป ดังนั้นเขาจึงทะนงตนเย่อหยิ่ง แต่ก็ยังน้อยเนื้อต่ำใจอ่อนไหว และรับไม่ได้กับสายตามองอันประหลาดของผู้อื่น
สายตาของเซียวจิ่งหยวนเรียกได้ว่าทิ่มแทงเข้าไปในความอ่อนไหวของเขาประกอบกับรูปร่างที่ดูดีของเซียวจิ่งหยวน ที่ถึงแม้ไม่ได้หล่อเหลาที่สุดในโลกทว่าอย่างน้อยเขายังเป็นชายหนุ่มหน้ามนขาวใสดูดีอยู่ไม่น้อย
การดูถูกเหยียดหยามที่มาจากชายหนุ่มหน้าขาวเป็นสิ่งที่ทำให้เขาขุ่นเคืองและเศร้าหมอง
สืออวี้ไม่ได้สนใจถามที่มาของเซียวจิ่งหยวนเพียงพูดด้วยเสียงเคร่งขรึม “หนุ่มน้อย เจ้าอยากตายหรืออย่างไร...”
เขาเอื้อนเอ่ยพลางเปิดห่อเพลิงพร้อมโยนขึ้นฟ้าไป
ห่อหนังใบเล็กสั่นไหวลอยขึ้นไปบนฟ้าก่อนขยายขนาดใหญ่ขึ้นหลายสิบเท่าแปรเปลี่ยนเป็นห่อที่มีขนาดใหญ่จนสามารถปกคลุมหุบเขาทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว
ฟู่!
เปลวไฟอันลุกโชนพวยพุ่งออกมาจากปากห่อมากมายราวกับดอกไม้ไฟที่ถูกจุดในงานเทศกาลเส้นแสงที่อยู่รวมกันหนาแน่นเหล่านี้สอดประสานเข้าด้วยกันประดุจเส้นด้ายก่อนระเบิดขึ้นพร้อมกันด้วยแรงบีบอัด
ตูมมม!
เพียงชั่วพริบตาหุบเขาก็กลับกลายเป็นทะเลเพลิงแห่งการล้างบาป
เซียวจิ่งหยวนผู้ลอยอยู่กลางอากาศเกือบเอาชีวิตไม่รอดเช่นเดียวกันร่างกายของเขาทั้งหมดลอยอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเปลวไฟอันลุกโชน ประดุจคลื่นยักษ์ซัดสาดเข้ามากวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว
หากเป็นคนปกติมาอยู่กลางทะเลเพลิงเช่นนี้ผู้นั้นคงต้องมอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีไปแล้วเพียงแต่เซียวจิ่งหยวนกลับเตรียมพร้อมไว้ก่อนหน้า เขาใช้ห่วงวิหคมังกรมาปกป้องร่างกายตั้งแต่เนิ่นๆเพื่อป้องกันเปลวไฟที่ลุกโชนไว้ห่างกาย ดังนั้นจึงไม่ตายในกองเพลิง
‘เกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่ยังพูดกันดีๆ อยู่เลย แล้วเหตุใดจู่ๆ ถึงได้ลงมือเล่า’
เซียวจิ่งหยวนงุนงงเล็กน้อยเขาไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าจะโดนหาเรื่องเพียงเพราะมองหน้ากันเท่านั้น
แน่นอนว่าแววตาเป็นเพียงตัวจุดชนวนเท่านั้นนอกจากนี้ยังต้องมีเหตุผลที่แท้จริง ซึ่งเขาจะต้องสืบหา
ทั้งที่ไม่ได้มีความแค้นต่อกันทว่ากลับลงมือเช่นนี้ จะต้องมีเหตุผลบางอย่างซ่อนอยู่อย่างแน่นอนการทำร้ายผู้บำเพ็ญโดยไร้สาเหตุ ถ้าไม่ใช่คนบ้าก็คนโง่
เซียวจิ่งหยวนรู้สึกว่าสืออวี้ไม่โง่และไม่บ้ากลับกันเขายังมีสติแถมจัดเตรียมแผนการต่างๆ ไว้ในหุบเขานี้อย่างดีราวกับที่แห่งนี้ยังมีค่ายกลอื่นอยู่อีก
เห็นได้ชัดว่าหุบเขาแห่งนี้เป็นทั้งแนวป้องกันและกับดัก
จุดมุ่งหมายของสืออวี้อาจเป็นการป้องกันผู้อื่นไม่ให้เข้าไปหรืออาจเป็นการไล่ล่าอะไรบางอย่าง
สรุปแล้วการที่เขาเข้ามาที่แห่งนี้โดยไม่ตั้งใจอาจมีผลกระทบต่อแผนการที่สืออวี้วางไว้ดังนั้นสืออวี้จึงซุ่มมองอยู่ด้านข้างไม่รู้ว่ากำลังวางแผนฆ่าเขาหรือกำลังวางแผนขับไล่เขาออกไปกันแน่
เซียวจิ่งหยวนคิดอยู่สักพักก่อนรู้สึกว่าอีกฝ่ายน่าจะอยากฆ่าตนเองมากกว่า
การที่สืออวี้ลงมืออย่างไม่ปราณีเช่นนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจิตใจของเขาชั่วร้ายและมีนิสัยอวดดีเมื่อดูจากนิสัยและรูปแบบการลงมือแล้วเขาคงเป็นศิษย์หรือสาวกของลัทธิมารอย่างแน่นอน
“สรุปแล้วไม่น่าใช่คนดี”เซียวจิ่งหยวนคาดเดา
เพราะคนดีจะให้ความสำคัญกับเหตุและผลไม่สังหารผู้อื่นอย่างไร้สาเหตุเพื่อป้องกันไม่ให้กระทบต่อสภาพจิตใจที่ใช้ในการบำเพ็ญของตนทว่าคนชั่วนั้นไม่จำเป็นต้องใส่ใจมากนัก
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมหรือเป็นเพราะการบำเพ็ญทว่านิสัยของผู้บำเพ็ญนอกรีตส่วนมากล้วนค่อนข้างสุดโต่ง หัวแข็งดื้อรั้นและมีความเชื่อที่หนักแน่น
เมื่อใดที่พวกเขาต้องพบเจอกับเรื่องที่ไม่เป็นไปตามความต้องการพวกเขามักจะเดือดดาลจนโจมตีออกไป ดังนั้นผู้บำเพ็ญนอกรีตจึงมักเต็มไปด้วยโทสะและมักพ่ายแพ้อย่างง่ายดายในยามที่ต้องข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์
หรือต่อให้รอดชีวิตสามารถฝ่าฟันผ่านทัณฑ์สวรรค์มาได้อย่างปลอดภัยจนสำเร็จเป็นเซียนเทียมแต่พลังจากทัณฑ์สวรรค์ครั้งที่สองกลับจะรุนแรงยิ่งกว่าเซียนเทียมผู้อื่นเสียอีก
ดังนั้นเพื่อหลบหลีกความตายผู้บำเพ็ญนอกรีตที่บำเพ็ญจนบรรลุจึงมักเลือกไปอาศัยอยู่ในหุบเขาอันห่างไกลเพื่อตั้งใจบำเพ็ญหากไม่มีเหตุผลคงไม่ออกไปคุยโวโอ้อวดข้างนอก เพื่อป้องกันไม่ให้ดึงดูดทัณฑ์สวรรค์
โดยปกติแล้วหลักการที่ว่าไม่คบหาหากคิดไม่ตรงกันและแนวคิดของความดีและความชั่วจะไม่อยู่ร่วมกันทำให้ผู้บำเพ็ญฝ่ายธรรมะและผู้บำเพ็ญนอกรีตต่างไม่ชอบหน้ากันทว่าไม่ถึงขั้นสู้รบฆ่าฟันกันโดยไม่มีเหตุผล
ปัญหาตอนนี้อยู่ที่ว่าสืออวี้ผู้นี้เดือดดาลเข้าโจมตีตั้งแต่พบเห็นโดยไม่ถามความถูกต้องใดทั้งนั้นเหตุผลคืออะไรกันแน่
เซียวจิ่งหยวนฉงนใจทว่าการต้องมาอยู่กลางทะเลเพลิงเช่นนี้กลับทำให้เขาไม่กล้าดูแคลนสืออวี้
เขาควบคุมให้ห่วงวิหคมังกรแผ่กระจายวงแสงสว่างไสวออกมาซ้อนทับกันก่อนค่อยๆมั่นคงขึ้นจนกระทั่งสุดท้ายแปรเปลี่ยนกลายเป็นป้อมปราการทรงกลมอันแข็งแกร่ง
เปลวเพลิงขนาดมหึมาพวยพุ่งระเบิดใส่ป้อมปราการแสงมากที่สุดก็คงแตกซ่านกลายเป็นประกายไฟอันสวยงามแล้วหายไป โดยไม่อาจทะลวงผ่านป้อมปราการเข้ามาได้เลยแม้แต่น้อยแต่การตั้งรับป้องกันไปเรื่อยๆ เป็นเวลานานจะทำให้เขาเสียเปรียบ
ผู้ใดจะรู้เล่าว่าสืออวี้ผู้นั้นจะยังมีอุบายลับอะไรอยู่อีกหรือไม่
“ชั่วมาชั่วตอบข้าจะไม่มัวนั่งรอความตายหรอก!”
เซียวจิ่งหยวนเตรียมตัวสักพักก่อนโจมตีกลับไปดาบลมที่ก่อตัวขึ้นด้านนอกทะเลเพลิงอย่างเงียบเชียบพุ่งตรงเข้าหาสืออวี้อย่างโหดเหี้ยมในทันทีหลังเขาชี้นิ้ว
“เจ้าคนอ่อนหัด...”
สืออวี้หัวเราะอย่างเย็นชาพร้อมแสงสีดำอันมืดมิดที่แผ่ออกมาจากหลังศีรษะของเขาพุ่งเข้าปะทะกับดาบลมโดยตรงหลังจากนั้นก็กลายเป็นเงาประหลาดที่เคลื่อนไปอยู่ด้านหลังร่างกายของสืออวี้ดูแล้วน่าขนลุกสะพรึงกลัว
เขาเป็นเหมือนผีร้ายจากนรกอัปลักษณ์น่าเกลียดน่ากลัว
“เจ้าเด็กน้อยไม่ว่าเจ้าจะเป็นผู้ใดแต่อย่างไรเสียวันนี้ในปีหน้าจะต้องเป็นวันครบรอบวันตายของเจ้า”
เมื่อสืออวี้กู่ตะโกนแสงสลัวที่อยู่รอบกายก็ควบแน่นและบิดเบี้ยว ก่อนแปรเปลี่ยนกลายเป็นตรีศูลสีดำทมึน
รูปร่างของตรีศูลแปลกประหลาดง่ามทั้งสองข้างสั้นแต่ตรงกลางยาวประหนึ่งภูเขา หนามอันแหลมคมอัดแน่นและเปล่งประกายด้วยแสงอันเยือกเย็น
“ไปตายซะ!”
อาวุธของสืออวี้ลอยขึ้นไปกลางอากาศกลายเป็นดั่งลำแสงที่บินโฉบพุ่งตรงแทงเข้ายังใบหน้าเซียวจิ่งหยวน
ดูจากท่าทางแล้วแผนการคงเป็นการทำให้เขาเสียโฉมก่อนแล้วค่อยฆ่า
ตรีศูลบินพุ่งตรงเข้ามาอย่างดุดันทว่าเซียวจิ่งหยวนไม่ตระหนกแต่กลับดีใจ วงแสงที่แผ่กระจายอยู่รอบกายเขาสั่นไหวในฉับพลันก่อนหดตัวบีบอัดจนกลายเป็นแสงอันเจิดจ้าพร่างพราว...
สืออวี้แหงนหน้ามองเดิมทีอยากมองให้ชัดเจนว่าเซียวจิ่งหยวนตายแล้วหรือยังทว่าทันทีที่ลำแสงอันเจิดจ้าส่องเข้ามาเขาก็ต้องหลับตา สายตาพร่ามัวไปทันที
“แย่แล้ว!”
สืออวี้รู้สึกถึงความผิดปกติจึงรีบขยี้ตาให้หายมัวแล้วจ้องมองไปอีกครั้งแต่ไม่พบร่องรอยของเซียวจิ่งหยวนในทะเลเพลิงที่กำลังลุกโชน
ในขณะเดียวกันนั้นเองเขาก็รู้สึกถึงลมที่พัดมาจากด้านหลัง เมื่อหันหน้ากลับไปมองก็พบดาบลมจำนวนมากที่บินฝ่าเปลวเพลิงเข้ามาจนมืดฟ้ามัวดิน
ฟึ่บๆๆๆ ...
คมดาบจำนวนมากฟันเข้าที่ร่างกายของเขาครั้งแล้วครั้งเล่าจนสืออวี้ร้องคำรามก้าวถอยหลังไปทีละก้าวทว่าแสงสลัวที่เป็นเหมือนเกราะบนกายเขากลับยังหนาแน่นราวเกล็ดแข็งรับแรงโจมตีจากดาบลมอย่างไม่สะทกสะท้าน
“เจ้าเด็กน่ารังเกียจอยากใช้วิธีนี้มาฆ่าข้าหรือ ฝันไปเถิด”
สืออวี้ถอยหลังและหัวเราะเย้ยหยันแววตาเต็มไปด้วยความอาฆาต ความโกรธเกรี้ยวและอับอาย
ด้วยพลังของเขาแน่นอนว่าต้องดูออกว่าเซียวจิ่งหยวนบำเพ็ญถึงขั้นใดแล้ว เมื่อคิดว่าตนเป็นยอดฝีมือที่บำเพ็ญจนถึงขั้นควบแน่นพลังงานลบแล้วไม่เพียงแต่ต้องลงมือจัดการผู้บำเพ็ญที่ฝึกได้เพียงขั้นมหาจักรวาล แต่กลับไม่สำเร็จและยังเสียพลังไปอีกมากมายโดยเปล่าประโยชน์
ช่างน่าอับอายเสียจริง
สืออวี้โกรธเคืองแสงสลัวบนกายดูเข้มมากยิ่งขึ้น ก่อนลอยขึ้นไปกลางอากาศประหนึ่งเป็นสสาร...